2026-08-13T08:47:33+00:00 iaa TFM บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) TFM ปรับกลยุทธ์รับมือต้นทุนวัตถุดิบพุ่ง โบรกฯ เคาะราคาเป้าหมายใหม่ 6.80 บาท TFM: ผลประกอบการครึ่งปีแรก 2569 เติบโตต่อเนื่อง แม้เผชิญต้นทุนวัตถุดิบสูง พร้อมรักษากำไรและจ่ายปันผลสม่ำเสมอ 1. Highlights การเติบโตของรายได้: TFM ยังคงสร้างการเติบโตของรายได้ได้อย่างต่อเนื่อง แม้ต้องเผชิญกับความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาปลาป่น การบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่าย: บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัย ส่งผลให้อัตราส่วน SG&A ลดลงเหลือ 8.6% จาก 9.0% ในปีก่อน คุณภาพลูกหนี้: มีการบริหารจัดการลูกหนี้การค้าอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญลง 17.5 ล้านบาท สะท้อนถึงคุณภาพลูกหนี้และความแข็งแกร่งของกระบวนการบริหารความเสี่ยงด้านเครดิต ส่วนแบ่งการตลาดอาหารกุ้ง: สามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดอาหารกุ้งในประเทศเป็น 25% (จาก 23% ในปีก่อน) การจ่ายเงินปันผล: คณะกรรมการบริษัทมีมติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลที่ 0.18 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล (payout ratio) 58.4% ซึ่งสูงกว่านโยบายขั้นต่ำที่ 50% สะท้อนความแข็งแกร่งทางการเงินและความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น 2. Hero Story ฮีโร่ของไตรมาสนี้คือ "การเติบโตของยอดขายอาหารกุ้งในประเทศ และการขยายส่วนแบ่งการตลาด" โดยยอดขายอาหารกุ้งในประเทศเติบโตถึง 13.4% สวนทางกับตลาดรวมที่ชะลอตัว และส่วนแบ่งการตลาดอาหารกุ้งในประเทศเพิ่มขึ้นจาก 23% เป็น 25% ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายฐานลูกค้าใหม่และรักษาฐานลูกค้าเดิมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการสนับสนุนด้านเทคนิคและการพัฒนาฟาร์มร่วมกับเกษตรกร 3. Outlook อุตสาหกรรมกุ้งไทย: คาดว่ากิจกรรมการเลี้ยงกุ้งจะค่อยๆ ดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 ซึ่งเป็นช่วงฤดูการผลิตหลัก (high season) เนื่องจากราคาซื้อขายกุ้งเริ่มฟื้นตัวและสภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการเลี้ยงมากขึ้น เป้าหมายระยะยาว (ปี 2573): TFM ตั้งเป้าเพิ่มรายได้รวมเป็นมากกว่า 10,000 ล้านบาท (จาก 6,035 ล้านบาทในปี 2568) โดยขับเคลื่อนผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก: 1. Win in Thailand: เป็นผู้นำอันดับ 1 ในอาหารกุ้ง อาหารปลากะพง และอาหารกบ รวมถึงขยายเข้าสู่ตลาดอาหารปลาน้ำจืดเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในประเทศ 2. Expand in Indonesia: ตั้งเป้าเป็น 3 อันดับแรกในตลาดอินโดนีเซียภายในปี 2573 โดยขยายกำลังการผลิต ขยายพื้นที่ครอบคลุมการขาย และเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด 3. Next Wave of Growth: ตั้งเป้าสัดส่วนยอดขายต่างประเทศ 50% ภายในปี 2573 ผ่านการเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในตลาดใหม่ๆ และเจาะตลาดเดิมให้ลึกขึ้น (เช่น เอกวาดอร์) กลยุทธ์สู่ความสำเร็จ: เน้นคุณภาพอาหารสัตว์ที่สม่ำเสมอ, การมีส่วนร่วมกับเกษตรกร, การสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ และความยั่งยืน โครงการเอกวาดอร์: โครงการลงทุนในธุรกิจเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในเอกวาดอร์ร่วมกับ Avanti Feeds Limited และพันธมิตรท้องถิ่น ยังคงเดินหน้าตามแผน คาดว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตได้ 80% และเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ภายในปี 2571 4. ความเสี่ยง ต้นทุนวัตถุดิบสูง: ราคาปลาป่นที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก (มากกว่า 40% YoY) ยังคงเป็นแรงกดดันหลักต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัท โดยเฉพาะในธุรกิจอาหารสัตว์น้ำ การแข่งขันในตลาด: การแข่งขันที่รุนแรงในตลาดอาหารสัตว์น้ำ โดยเฉพาะจากผู้ผลิตในประเทศและสินค้านำเข้า ทำให้บริษัทต้องปรับสูตรอาหารเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ปัญหาในอินโดนีเซีย: ยอดขายในอินโดนีเซียลดลงจากหลายสาเหตุ เช่น ต้นทุนการเลี้ยงกุ้งที่สูงขึ้น (ค่าน้ำมัน, ค่าไฟ), ปัญหาหนี้เสียของลูกค้า (overdue AR) ทำให้บริษัทต้องชะลอการขายให้ลูกค้าบางกลุ่ม และค่าเงินรูเปียห์ที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินบาท โรคระบาดในสัตว์น้ำ: การเกิดโรคระบาดในปลานิลและปลาสลิดในบางพื้นที่ ทำให้เกษตรกรลดการเลี้ยงและหันไปใช้อาหารราคาถูกหรืออาหารจากธรรมชาติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อยอดขายอาหารปลาของบริษัท 5. Q&A Highlights การบันทึกค่าใช้จ่ายโครงการเอกวาดอร์ (23:31) * คำถาม: ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างโรงงานที่เอกวาดอร์จะบันทึกในไตรมาสใดของปี 2569 และเป็นจำนวนเท่าใด? * คำตอบ: จะเริ่มบันทึกใน Q3 และ Q4 ของปี 2569 โดยในขั้นแรกจะเป็นการซื้อที่ดินก่อน ตามด้วยเครื่องจักร คาดว่าปีแรกจะใช้เงินลงทุนประมาณ 14 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แหล่งเงินลงทุนโครงการเอกวาดอร์ (24:03) * คำถาม: เงินลงทุนในโครงการก่อสร้างโรงงานที่เอกวาดอร์มาจากแหล่งใดบ้าง และลงทุนในรูปแบบ USD หรือ THB? มีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือไม่? * คำตอบ: เงินลงทุนเป็นสกุล USD โดยหลักมาจากเงินลงทุนของผู้ถือหุ้นแต่ละราย แต่บางส่วนจะเป็นเงินกู้ ปัจจุบันกำลังประเมินว่าจะกู้จากสถาบันการเงินในเอกวาดอร์เอง หรือให้ผู้ถือหุ้นให้กู้ยืมในรูปแบบ shareholder loan ยังมีเวลาในการตัดสินใจ การรับมือราคาปลาป่นที่เพิ่มขึ้น (26:14) * คำถาม: ราคาปลาป่นที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก บริษัทมีแผนใช้โปรตีนพืชทดแทนอย่างไร มีข้อดีข้อเสียอย่างไร และมีแผนลดต้นทุนใน Q3 และ Q4 อย่างไร? * คำตอบ: ราคาปลาป่นปัจจุบันสูงเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่ปี 2566 และอยู่ในระดับสูงสุดแล้ว บริษัทมีแผนบริหารจัดการต้นทุนโดยการใช้สต็อกวัตถุดิบเดิมที่มีราคาเฉลี่ยต่ำกว่า และซื้อวัตถุดิบใหม่ในราคาที่เหมาะสม รวมถึงการเพิ่มยอดขายใน Q3 และ Q4 เพื่อลดสัดส่วนต้นทุนต่อรายได้ ในระยะยาว บริษัทมีการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อหาแหล่งโปรตีนทางเลือกจากพืชและสัตว์อื่นๆ แต่ต้องใช้เวลาในการทดลองเพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและผลลัพธ์ที่ดีต่อเกษตรกร ซึ่งเป็นสิ่งที่ TFM ให้ความสำคัญ การเพิ่มลูกค้าในประเทศและรักษาลูกค้าเก่า (31:21) * คำถาม: บริษัทสามารถเพิ่มลูกค้าใหม่ในประเทศด้วยวิธีใด และลูกค้าเก่าลดลงหรือไม่? มีวิธีจัดการอย่างไรเมื่อตลาดเติบโตเร็วกว่ายอดขาย? * คำตอบ: TFM มีส่วนแบ่งการตลาดอาหารกุ้งเพิ่มขึ้นจาก 16% เป็น 25% ใน 3 ปีที่ผ่านมา และตั้งเป้าหมาย 30% ในอนาคต บริษัทรักษาและสนับสนุนลูกค้าเก่าที่มีศักยภาพในการเลี้ยงให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งจะนำไปสู่การขยายฟาร์มและเพิ่มยอดซื้ออาหาร นอกจากนี้ยังเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยเป็นลูกค้ามาก่อน โดยเน้นคุณภาพอาหาร การสนับสนุนทางวิชาการ การรับรองมาตรฐาน และราคาที่แข่งขันได้ เป้าหมายยอดขายในประเทศและต่างประเทศ และอุปสรรคในการบุกตลาดต่างประเทศ (34:21) * คำถาม: บริษัทมีเป้าหมายยอดขายในประเทศและต่างประเทศอย่างไรในปี 2569 และมีสัดส่วนอย่างไร? อุปสรรคสำคัญในการบุกตลาดต่างประเทศคืออะไร? * คำตอบ: TFM ยังคงเน้นการเติบโตในประเทศเป็นหลัก โดยตั้งเป้าส่วนแบ่งตลาดอาหารกุ้ง 30% อาหารปลากะพง 47-48% และขยายตลาดปลาน้ำจืด ส่วนตลาดต่างประเทศเป็นอีกหนึ่งโฟกัสสำคัญ โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนยอดขายส่งออก (ไม่รวมเอกวาดอร์และอินโดนีเซีย) เป็น 15% อุปสรรคในการบุกตลาดต่างประเทศมีอยู่เสมอ เช่น การกีดกันทางการค้า (มาเลเซียเคยบล็อกการนำเข้ากุ้งไทย) แต่ TFM มองว่าเป็นโอกาสในการบริหารความเสี่ยง โดยการขยายตลาดไปยังหลายประเทศ และเน้นคุณภาพอาหาร การสนับสนุนทางวิชาการ และราคาที่แข่งขันได้ เพื่อให้เกษตรกรประสบความสำเร็จ ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืนของบริษัท