2026-08-14T07:41:47+00:00 fin CHG บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) CHG กำไรสุทธิ Q2/2569 โต 10% แตะ 228.8 ล้านบาท รับแรงหนุนจากศูนย์เฉพาะทางและรายได้ภาครัฐ รายได้รวมปรับตัวเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของบริการทางการแพทย์เฉพาะทาง ขณะที่ฝ่ายจัดการคุมต้นทุนบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) หรือ CHG รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิ 228.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้จากการประกอบกิจการโรงพยาบาลอยู่ที่ 2,053.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากการเติบโตของศูนย์การแพทย์เฉพาะทางและโครงการภาครัฐ แม้รายได้กลุ่มผู้ป่วยทั่วไปจะชะลอตัวลงบ้างจากปัจจัยด้านพฤติกรรมผู้ป่วยใน (IPD) แต่บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิปรับตัวดีขึ้นจาก 10% เป็น 11% Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน หัวใจสำคัญของผลประกอบการรอบนี้คือ "การเติบโตของรายได้จากบริการทางการแพทย์เฉพาะทางที่มีความซับซ้อนสูง" ซึ่งช่วยชดเชยการชะลอตัวของรายได้ผู้ป่วยใน (IPD) ทั่วไป และผลักดันให้อัตรากำไรสุทธิปรับตัวดีขึ้น 1) หัวใจคืออะไร ปัจจัยหลักคือการเพิ่มขึ้นของรายได้จากศูนย์เฉพาะทาง เช่น ศูนย์หัวใจและศูนย์มะเร็ง ทั้งในกลุ่มผู้ป่วยประกันสังคมและโครงการภาครัฐอื่น ๆ ซึ่งมีอัตรากำไรต่อการรักษาที่สูงกว่าการรักษาทั่วไป ประกอบกับการควบคุมต้นทุนการดำเนินงานและค่าใช้จ่ายในการบริหารให้เติบโตในอัตราที่ต่ำกว่ารายได้ ทำให้กำไรสุทธิขยายตัวได้ถึง 10% แม้รายได้รวมจะเติบโตเพียง 2% 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น รายได้เฉพาะทางหนุน: ศูนย์หัวใจและศูนย์มะเร็งมีการเติบโตของจำนวนผู้รับบริการและรายได้จากการรักษาที่ซับซ้อนขึ้น ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อการให้บริการปรับตัวสูงขึ้น แรงกดดันจาก IPD: รายได้ผู้ป่วยใน (IPD) ลดลง 14% เนื่องจากรายได้จากผู้ป่วยตะวันออกกลางลดลง และผลกระทบจากการที่บริษัทประกันนำแนวทาง Copayment (Copay) มาใช้มากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยมีความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนเกินและตัดสินใจเลื่อนการรักษาหรือเลือกรับบริการแบบผู้ป่วยนอกแทน การบริหารต้นทุน: บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนยา เวชภัณฑ์ และค่าธรรมเนียมแพทย์ให้สอดคล้องกับปริมาณผู้ป่วยจริง ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นเพียง 3% ซึ่งอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ มีโอกาสต่อเนื่องในส่วนของรายได้เฉพาะทาง เนื่องจากบริษัทมีการลงทุนในเครื่องมือแพทย์และขยายพื้นที่บริการอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการรักษาที่ซับซ้อน อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามปัจจัยกดดันจากกลุ่ม IPD ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบาย Copayment ของบริษัทประกัน ซึ่งอาจส่งผลต่อจำนวนการ Admit ในระยะถัดไป โดยฝ่ายจัดการยังคงมุ่งเน้นการขยายฐานผู้รับบริการผ่านการตลาดและการพัฒนาศูนย์เฉพาะทางเพื่อรักษาการเติบโต Highlight สำคัญ กำไรสุทธิ Q2/2569: 228.8 ล้านบาท (+10% YoY) รายได้รวม Q2/2569: 2,075.9 ล้านบาท (+2.5% YoY) รายได้ประกันสังคม: เติบโต 10% จากการรักษาเฉพาะทางและการปรับลดผลกระทบภาระเสี่ยง รายได้ภาครัฐอื่น ๆ: เติบโตโดดเด่น 27% จากศูนย์หัวใจและโครงการ UCEP อัตรากำไรสุทธิ: ปรับตัวดีขึ้นเป็น 11% จาก 10% ในปีก่อน สถานะการเงิน: D/E Ratio ต่ำเพียง 0.24 เท่า สะท้อนความแข็งแกร่งในการรองรับการลงทุนในอนาคต ภาพรวมผลประกอบการ รายได้จากการประกอบกิจการโรงพยาบาลในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 2,053.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% โดยรายได้จากผู้ป่วยนอก (OPD) เติบโต 9% แต่รายได้ผู้ป่วยใน (IPD) ลดลง 14% ส่งผลให้รายได้กลุ่มผู้ป่วยทั่วไปลดลง 3% อย่างไรก็ตาม รายได้จากโครงการประกันสังคมและภาครัฐอื่น ๆ เข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่ทำให้ภาพรวมรายได้ยังคงเป็นบวก โอกาส การขยายศูนย์การแพทย์เฉพาะทางที่มีความซับซ้อนสูง ซึ่งมีมาร์จินดีกว่าการรักษาทั่วไป จำนวนผู้ประกันตนในพื้นที่ให้บริการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง (D/E 0.24 เท่า) ช่วยให้บริษัทมีความคล่องตัวสูงในการลงทุนขยายกิจการและเครื่องมือแพทย์ ความเสี่ยง นโยบาย Copayment ของบริษัทประกันที่อาจทำให้ผู้ป่วยชะลอการ Admit การแข่งขันในธุรกิจโรงพยาบาลและการบริหารจัดการต้นทุนบุคลากรทางการแพทย์ ความผันผวนของรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติ (ตะวันออกกลาง) สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ แนวโน้มการ Admit ของผู้ป่วย IPD ว่าจะฟื้นตัวหรือได้รับผลกระทบจาก Copay ต่อเนื่องหรือไม่ ความคืบหน้าของโครงการก่อสร้างและติดตั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์ใหม่ การบริหารจัดการต้นทุนบุคลากรและค่าใช้จ่ายในการบริหารให้คงประสิทธิภาพ การเติบโตของรายได้จากศูนย์เฉพาะทางในไตรมาสถัดไป รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ) Utilization: จำนวนผู้เข้ารับบริการในศูนย์เฉพาะทาง (หัวใจ, มะเร็ง) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ต้นทุนแรงงาน: มีการบริหารจัดการอัตรากำลังบุคลากรและการจัดตารางเวรให้สอดคล้องกับปริมาณผู้ป่วยจริง Backlog/Investment: มีการลงทุนในที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ทางการแพทย์เพิ่มขึ้น 146 ล้านบาทในช่วง 6 เดือนแรก เพื่อรองรับการขยายศักยภาพการรักษา ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ณ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 10,154 ล้านบาท หนี้สินรวม 1,970 ล้านบาท กระแสเงินสดจากการดำเนินงานอยู่ที่ 509.6 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ค้างรับตามรอบการเรียกเก็บเงินของคู่สัญญารัฐบาล อย่างไรก็ตาม บริษัทมีเงินสดเพียงพอและมี D/E Ratio ที่ต่ำมาก สะท้อนความมั่นคงทางการเงิน สรุปท้าย CHG แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวผ่านการเน้นบริการทางการแพทย์เฉพาะทางที่มีมูลค่าสูง ซึ่งช่วยชดเชยความผันผวนของรายได้ผู้ป่วยในทั่วไปได้เป็นอย่างดี แม้จะมีปัจจัยกดดันจากนโยบายประกันภัย แต่ด้วยสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและการคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ทำให้บริษัทสามารถรักษาการเติบโตของกำไรสุทธิไว้ได้ที่ 10% ในไตรมาสนี้ ซึ่งเป็นทิศทางที่ต้องติดตามความต่อเนื่องในไตรมาสถัดไปโดยเฉพาะการฟื้นตัวของกลุ่มผู้ป่วยในและการขยายศูนย์บริการเฉพาะทางเพิ่มเติม