2026-08-14T05:15:00+00:00 fin TYCN บริษัทไทยคูน เวิลด์ไวด์ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) TYCN พลิกขาดทุน 24 ล้านบาทใน Q2/2569 เหตุต้นทุนผลิตพุ่งกดดันมาร์จิน — สรุป MD&A รายได้จากการขายโตแรงกว่า 53% ตามปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น แต่เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตและค่าเสื่อมราคาที่สูงขึ้น บริษัท ไทยคูน เวิลด์ไวด์ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TYCN รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 โดยมีรายได้รวม 1,838 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52.60% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม บริษัทพลิกกลับมามีผลขาดทุนสุทธิ 24 ล้านบาท จากที่เคยมีกำไรสุทธิ 38 ล้านบาทในไตรมาส 2/2568 โดยปัจจัยหลักมาจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายด้านค่าเสื่อมราคา Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน หัวใจสำคัญของผลประกอบการในไตรมาสนี้คือ "การปรับตัวลดลงของอัตรากำไรขั้นต้น (GPM)" ซึ่งลดลงเหลือเพียง 2.46% ในไตรมาส 2/2569 จากระดับ 6.67% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้บริษัทจะสามารถทำยอดขายได้เพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 53.92% จากการขยายตัวของยอดขายเหล็กลวดและเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตภายในประเทศ แต่การเพิ่มขึ้นของรายได้ไม่สามารถชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้นได้ สาเหตุหลักมาจากต้นทุนการผลิตเหล็กลวดที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับภาระค่าใช้จ่ายค่าเสื่อมราคาที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนขายรวมพุ่งสูงขึ้นถึง 60.87% ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตของรายได้ ทำให้บริษัทมีผลขาดทุนจากการดำเนินงาน 19 ล้านบาท เมื่อรวมกับภาระต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น จึงส่งผลให้บริษัทพลิกเป็นขาดทุนสุทธิในที่สุด สำหรับแนวโน้มในอนาคต ยังไม่ชัดเจนและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากผลประกอบการขึ้นอยู่กับความผันผวนของราคาต้นทุนการผลิตและสภาวะตลาดเหล็กในประเทศเป็นสำคัญ เอกสารไม่ได้ระบุถึงแนวโน้มราคาวัตถุดิบหรือคำสั่งซื้อล่วงหน้า (Backlog) ที่จะช่วยยืนยันการฟื้นตัวของมาร์จินในรอบถัดไปได้ชัดเจน Highlight สำคัญ รายได้จากการขาย: อยู่ที่ 1,816 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53.92% YoY จากยอดขายเหล็กลวดและเหล็กเส้นในประเทศ ผลขาดทุนสุทธิ: 24 ล้านบาท พลิกจากกำไร 38 ล้านบาทใน Q2/2568 (ลดลง 163.02%) อัตรากำไรขั้นต้น (GPM): ลดลงเหลือ 2.46% จาก 6.67% ในปีก่อนหน้า ต้นทุนขาย: เพิ่มขึ้น 60.87% สอดคล้องกับปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น แต่บริหารจัดการต้นทุนต่อหน่วยได้ยากขึ้น หนี้สินรวม: เพิ่มขึ้น 30.34% มาอยู่ที่ 2,630 ล้านบาท โดยเฉพาะหนี้สินระยะยาวที่เพิ่มขึ้นกว่า 206% จากการกู้ยืมสถาบันการเงิน ภาพรวมผลประกอบการ บริษัทมีรายได้รวม 1,838 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52.60% YoY แต่ด้วยต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วกว่ารายได้ ทำให้กำไรขั้นต้นลดลงอย่างมาก ส่งผลให้บริษัทมีผลขาดทุนจากการดำเนินงาน 19 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิ 24 ล้านบาทในไตรมาสนี้ โอกาส การเติบโตของยอดขายเหล็กลวดและเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตในประเทศที่ยังคงขยายตัวได้ดี สะท้อนถึงความต้องการใช้ในภาคอุตสาหกรรมและก่อสร้างที่ยังมีอยู่ ความเสี่ยง ความผันผวนของต้นทุนการผลิตเหล็กลวดที่กดดันอัตรากำไรขั้นต้น ภาระค่าเสื่อมราคาที่เพิ่มขึ้นซึ่งเป็นต้นทุนคงที่ ภาระต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นจากการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินเพื่อใช้ในการดำเนินงาน สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนการผลิต (Cost Management) เพื่อฟื้นฟูอัตรากำไรขั้นต้น แนวโน้มราคาเหล็กในตลาดโลกและในประเทศ ระดับหนี้สินและภาระดอกเบี้ยจ่ายที่เพิ่มขึ้น การบริหารจัดการสภาพคล่องและกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม) การเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขาย 636 ล้านบาท (+53.92%) มาจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้นถึง 670 ล้านบาท (+60.87%) สะท้อนถึงภาวะต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นหรือการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงจนไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขายได้เต็มที่ นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์หมุนเวียน (เงินสด, สินค้าคงเหลือ) และหนี้สินระยะยาว แสดงถึงการใช้แหล่งเงินทุนจากภายนอกเพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจ ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 7,019 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.36% จากสิ้นปี 2568 โดยหลักมาจากสินทรัพย์หมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น หนี้สินรวมอยู่ที่ 2,630 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.34% โดยหนี้สินระยะยาวเพิ่มขึ้นถึง 206.02% จากการกู้ยืมเงินสถาบันการเงิน ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงเล็กน้อย 0.26% จากผลขาดทุนสะสมในครึ่งปีแรก สรุปท้าย TYCN เผชิญความท้าทายอย่างหนักในไตรมาส 2/2569 แม้รายได้จะเติบโตโดดเด่นจากการขายเหล็กในประเทศ แต่การบริหารจัดการต้นทุนการผลิตที่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเหลือเพียง 2.46% จนพลิกเป็นขาดทุนสุทธิ นักลงทุนควรติดตามความสามารถในการควบคุมต้นทุนและทิศทางราคาเหล็กในระยะถัดไปอย่างใกล้ชิด เนื่องจากภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลต่อกระแสเงินสดในอนาคตหากผลประกอบการยังไม่ฟื้นตัว