Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
fin SPALI บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน)

SPALI กำไร Q2/2569 พุ่ง 49% แตะ 1,646 ล้านบาท รับอานิสงส์ส่วนแบ่งกำไรโครงการออสเตรเลียหนุน

รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์ทรงตัว แต่กำไรสุทธิเติบโตโดดเด่นจากส่วนแบ่งกำไรบริษัทร่วมและต้นทุนทางการเงินที่ลดลง บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI เผยผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิ 1,646.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ 7,125.37 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% แม้รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์จะทรงตัวอยู่ที่ 6,831.32 ล้านบาท แต่บริษัทได้รับแรงหนุนสำคัญจากส่วนแบ่งกำไรในบริษัทร่วมต่างประเทศที่เติบโตสูงและการบริหารต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ภาพรวมผลประกอบการครึ่งปีแรกยังคงแข็งแกร่ง Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน หัวใจสำคัญของกำไรที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในไตรมาส 2/2569 คือ "การรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการร่วมค้าในประเทศออสเตรเลียที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ" ควบคู่ไปกับการบริหารต้นทุนทางการเงินที่ลดลงจากการออกหุ้นกู้ใหม่ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น: ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม: บริษัทรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการร่วมค้าและบริษัทร่วมสูงถึง 889.59 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 99% จากไตรมาส 2/2568 โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากโครงการร่วมค้า SSRCP Holdco Pty Ltd ในประเทศออสเตรเลียที่มีการโอนกรรมสิทธิ์โครงการเพิ่มขึ้น ต้นทุนทางการเงิน: บริษัทสามารถลดต้นทุนทางการเงินลงได้ 22% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากการบริหารจัดการหนี้สินผ่านการออกหุ้นกู้ใหม่ในช่วงปี 2569 ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าเดิม รายได้จากการโอน: แม้รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์รวมจะใกล้เคียงกับปีก่อน แต่มีการปรับเปลี่ยนสัดส่วนผลิตภัณฑ์ โดยรายได้จากอาคารชุดเพิ่มขึ้นจากการเริ่มโอนโครงการใหม่ในไตรมาส 2 ขณะที่รายได้จากแนวราบลดลงเล็กน้อย ซึ่งการเปลี่ยนสัดส่วนนี้ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นในภาพรวม จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่: ปัจจัยด้านส่วนแบ่งกำไรจากออสเตรเลียมีลักษณะเป็นไปตามรอบการโอนกรรมสิทธิ์ของโครงการ ซึ่งอาจมีความผันผวนในแต่ละไตรมาส อย่างไรก็ตาม ในส่วนของยอดขายรอโอน (Backlog) ที่มีอยู่ 15,383 ล้านบาท โดยคาดว่าจะรับรู้รายได้ในอีก 6 เดือนข้างหน้าของปี 2569 จำนวน 6,654 ล้านบาท ถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ช่วยสนับสนุนรายได้ในระยะสั้นให้มีความต่อเนื่อง Highlight สำคัญ กำไรสุทธิ Q2/2569: 1,646.74 ล้านบาท (+49% YoY) รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์: 6,831.32 ล้านบาท (ทรงตัวจากปีก่อน) ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม: 889.59 ล้านบาท (+99% YoY) จากโครงการในออสเตรเลีย ต้นทุนทางการเงิน: ลดลง 22% YoY จากการออกหุ้นกู้ดอกเบี้ยต่ำ สถานะการเงิน: อัตราหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Gearing) ลดลงเหลือ 57% ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 ภาพรวมผลประกอบการ ผลประกอบการรวม 6 เดือนแรกของปี 2569 มีกำไรสุทธิ 2,048.84 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้รวมอยู่ที่ 11,081.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% แม้อัตรากำไรขั้นต้นจะได้รับแรงกดดันจากการเปลี่ยนสัดส่วนการโอนไปสู่โครงการแนวราบมากขึ้น แต่บริษัทสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารได้ดีขึ้น (ลดลงเหลือ 15.9% ต่อรายได้รวม) โอกาส การรับรู้รายได้จาก Backlog มูลค่า 6,654 ล้านบาทที่จะทยอยโอนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 การมีโครงการอาคารชุดอีก 2 โครงการที่เตรียมเริ่มทยอยโอนในไตรมาส 3/2569 ความสามารถในการบริหารต้นทุนทางการเงินที่ช่วยเพิ่มอัตรากำไรสุทธิ ความเสี่ยง ความผันผวนของสัดส่วนการโอนระหว่างโครงการแนวราบและอาคารชุด ซึ่งส่งผลโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้น ความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้จากโครงการร่วมค้าในต่างประเทศ ซึ่งอาจมีความไม่แน่นอนตามสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศนั้นๆ สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ความคืบหน้าการโอนกรรมสิทธิ์โครงการอาคารชุด 2 แห่งที่จะเริ่มในไตรมาส 3/2569 การรักษาอัตรากำไรขั้นต้นในภาวะที่สัดส่วนการโอนโครงการแนวราบยังอยู่ในระดับสูง การบริหารจัดการกระแสเงินสดและหนี้สินเพื่อรักษา Net Gearing Ratio ให้อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง) บริษัทเน้นการโอนกรรมสิทธิ์บ้านและทาวน์เฮ้าส์เป็นหลัก (86% ของรายได้โอนใน Q2) ขณะที่อาคารชุดคิดเป็น 14% โดยบริษัทมีแผนการโอนอาคารชุดที่ชัดเจนในปีนี้รวม 3 โครงการ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนรายได้ในไตรมาส 3 ต่อเนื่องจากไตรมาส 2 ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ฐานะการเงินแข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดย Net Gearing Ratio ลดลงจาก 62% ณ สิ้นปี 2568 มาอยู่ที่ 57% ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 สะท้อนถึงวินัยทางการเงินและการบริหารจัดการหนี้สินที่มีประสิทธิภาพ สรุปท้าย SPALI โชว์ฟอร์มแกร่งในไตรมาส 2/2569 ด้วยกำไรที่เติบโตโดดเด่นจากปัจจัยหนุนภายนอกคือส่วนแบ่งกำไรจากออสเตรเลียและการบริหารต้นทุนทางการเงิน แม้รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์ในประเทศจะทรงตัว แต่ด้วย Backlog ที่รอรับรู้รายได้ในช่วงครึ่งปีหลังอีกกว่า 6.6 พันล้านบาท ประกอบกับสถานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น ทำให้บริษัทมีพื้นฐานที่มั่นคงในการดำเนินงานช่วงที่เหลือของปี