2026-08-14T05:11:22+00:00 fin KTB ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) KTB กำไรสุทธิ Q2/2569 แตะ 12,125 ล้านบาท โต 9% YoY รับแรงหนุนธุรกิจ Wealth และการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ รายได้ค่าธรรมเนียมโตเด่นหนุนกำไรท่ามกลางทิศทางดอกเบี้ยขาลง พร้อมคุมเข้มคุณภาพสินทรัพย์และบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัย ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB รายงานผลประกอบการไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารเท่ากับ 12,125 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) แม้ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลงและการปรับลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ตามมาตรการเชิงรุก โดยธนาคารสามารถชดเชยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลงด้วยการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ รวมถึงการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ภาพรวมผลประกอบการยังคงเติบโตอย่างมีคุณภาพท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน หัวใจสำคัญของกำไรที่เติบโตในไตรมาสนี้ คือ "การเติบโตของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) และการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ" ซึ่งเข้ามาทดแทนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ปรับตัวลดลงตามทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย หัวใจคืออะไร: กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้น 9% YoY มีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิที่เพิ่มขึ้น 10.3% YoY โดยเฉพาะจากธุรกิจ Wealth Management และการบริหารจัดการ Cost to Income Ratio ให้ลดลงเหลือ 38.9% จาก 42.3% ในปีก่อนหน้า ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น: รายได้ดอกเบี้ยสุทธิได้รับผลกระทบจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. และมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เชิงรุก ทำให้ NIM อยู่ที่ 2.45% อย่างไรก็ตาม ธนาคารชดเชยด้วยการขยายตัวของธุรกิจ Wealth และการบริหารต้นทุนทางการเงินผ่านการไถ่ถอนตราสารหนี้ด้อยสิทธิที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 รวมถึงการลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการทรัพย์สินรอการขาย ทำให้กำไรจากการดำเนินงานยังคงแข็งแกร่ง จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่: มีโอกาสต่อเนื่องในส่วนของการบริหารจัดการต้นทุน แต่รายได้ดอกเบี้ยยังต้องติดตามทิศทางดอกเบี้ย ธนาคารยังคงมุ่งเน้นกลยุทธ์ 5 ยุทธศาสตร์และการนำ AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ (Value-Led) ซึ่งจะช่วยรักษา Cost to Income Ratio ให้อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ส่วนรายได้จากธุรกิจ Wealth และการปรับพอร์ตสินเชื่อไปสู่กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) จะเป็นแรงหนุนรายได้ในระยะยาว Highlight สำคัญ กำไรสุทธิ: 12,125 ล้านบาท (+9% YoY, -2.5% QoQ) รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ: 6,144 ล้านบาท (+10.3% YoY) จากธุรกิจ Wealth Cost to Income Ratio: ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 38.9% (จาก 42.3% ใน Q2/2568) คุณภาพสินทรัพย์: NPL Ratio อยู่ที่ 2.92% และรักษาระดับ Coverage Ratio สูงถึง 205.2% Credit Cost: อยู่ที่ระดับ 0.95% สะท้อนการตั้งสำรองอย่างรอบคอบ ภาพรวมผลประกอบการ ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 สะท้อนความยืดหยุ่นของธนาคารท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจ K-shape โดยสินเชื่อรวมขยายตัว 5.1% YoY จากสินเชื่อรายย่อย ธุรกิจขนาดใหญ่ และภาครัฐ แม้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิจะลดลง 13.5% YoY ตามทิศทางดอกเบี้ย แต่ธนาคารสามารถบริหารจัดการพอร์ตสินเชื่อและต้นทุนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โอกาส การเติบโตของธุรกิจ Wealth: เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของรายได้ค่าธรรมเนียม Virtual Bank: ได้รับอนุญาตให้ดำเนินธุรกิจเป็นรายแรกของประเทศ ช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงกลุ่ม Underserved Reinvent Thailand: การปรับพอร์ตสินเชื่อสู่กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) และ Energy Transition ความเสี่ยง ภาวะเศรษฐกิจ K-shape: กำลังซื้อครัวเรือนและ SME ยังคงเปราะบางจากค่าครองชีพและหนี้สิน ทิศทางดอกเบี้ย: หากดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง จะยังคงกดดันรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์: ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและราคาพลังงาน สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย: ผลกระทบต่อ NIM ในไตรมาสถัดไป คุณภาพสินทรัพย์ของกลุ่ม SME: การติดตามมาตรการปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุก การเติบโตของสินเชื่อ: การขยายตัวของสินเชื่อในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ความคืบหน้า Virtual Bank: การสร้างประสบการณ์ทางการเงินดิจิทัลรูปแบบใหม่ รายละเอียดเชิงลึก (ธุรกิจการเงิน) ธนาคารมีฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 (CET1) ที่ 18.7% และอัตราส่วนเงินกองทุนรวม (CAR) ที่ 20.7% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ ธปท. กำหนด สะท้อนความพร้อมในการรองรับความเสี่ยงและโอกาสเชิงกลยุทธ์ในอนาคต ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ณ 30 มิถุนายน 2569 ธนาคารมีเงินรับฝาก 2,856,976 ล้านบาท โดยมีสัดส่วน CASA สูงถึง 80% ซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำที่สำคัญ ขณะที่อัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (L/D Ratio) อยู่ที่ 98.32% สรุปท้าย KTB แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวผ่านการเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมและการคุมเข้มค่าใช้จ่าย แม้รายได้ดอกเบี้ยจะได้รับผลกระทบจากทิศทางดอกเบี้ยขาลง การรักษาระดับสำรองที่สูง (Coverage Ratio 205.2%) แสดงถึงความรอบคอบในการบริหารความเสี่ยงท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังมีความผันผวนสูง โดยนักลงทุนควรติดตามการเติบโตของธุรกิจใหม่ๆ เช่น Virtual Bank และการปรับพอร์ตสินเชื่อสู่กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะเป็นตัวแปรสำคัญในระยะถัดไป