2026-08-14T05:11:20+00:00 fin KLINIQ บริษัท เดอะคลีนิกค์ คลินิกเวชกรรม จำกัด (มหาชน) KLINIQ โชว์รายได้ Q2/2569 พุ่ง 32.4% รับอานิสงส์ขยายสาขา-ยอดขายสาขาเดิมโตแกร่ง ผลประกอบการเติบโตตามการขยายสาขาและประสิทธิภาพการดำเนินงาน ขณะที่ฝ่ายจัดการเร่งลงทุนเครื่องมือแพทย์รองรับดีมานด์ลูกค้า บริษัท เดอะคลีนิกค์ คลินิกเวชกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ KLINIQ รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 โดยมีรายได้จากการขายและบริการอยู่ที่ 1,127.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมกำไรสุทธิ 111.87 ล้านบาท เติบโต 24.9% YoY โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากการขยายสาขาเพิ่มขึ้นเป็น 84 สาขา และการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ที่สูงถึง 21.5% สะท้อนถึงความต้องการใช้บริการที่แข็งแกร่งในทุกแบรนด์ภายใต้พอร์ตโฟลิโอของบริษัท Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน หัวใจสำคัญของผลประกอบการรอบนี้คือ "การขยายฐานรายได้ผ่านการเพิ่มจำนวนสาขาและการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG)" ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) ทำให้บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนคงที่ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น: การขยายสาขาและ SSSG: บริษัทขยายสาขาเพิ่มขึ้นเป็น 84 สาขา (จาก 77 สาขาในปีก่อน) ประกอบกับ SSSG ที่เติบโตถึง 21.5% ทำให้รายได้รวมขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ประสิทธิภาพต้นทุน: การที่รายได้เติบโตในอัตราที่สูงกว่าต้นทุนขายและบริการ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ปรับตัวดีขึ้นจาก 50.8% เป็น 51.2% เนื่องจากสัดส่วนต้นทุนคงที่ต่อรายได้ลดลง แรงกดดันด้านค่าใช้จ่าย: แม้กำไรขั้นต้นจะโต แต่กำไรสุทธิถูกกดดันจากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น 36.9% YoY เพื่อรองรับการขยายสาขาใหม่และการทำกิจกรรมการตลาดเชิงรุก ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิปรับลดลงเล็กน้อยจาก 10.5% เหลือ 9.9% จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่: มีโอกาสต่อเนื่องในแง่ของรายได้จากการขยายสาขาและการลงทุนในเครื่องมือแพทย์ที่หลากหลายขึ้นเพื่อตอบโจทย์ลูกค้า อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ว่าจะสามารถควบคุมให้สอดคล้องกับการเติบโตของรายได้ในระยะยาวได้เพียงใด เพื่อรักษาอัตรากำไรสุทธิให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม Highlight สำคัญ รายได้รวม: 1,127.01 ล้านบาท (+32.4% YoY) กำไรสุทธิ: 111.87 ล้านบาท (+24.9% YoY) SSSG: เติบโตแข็งแกร่งที่ 21.5% อัตรากำไรขั้นต้น: ปรับตัวดีขึ้นอยู่ที่ 51.2% (จาก 50.8%) การขยายสาขา: ปัจจุบันมี 84 สาขา ครอบคลุมแบรนด์ THE KLINIQUE, L.A.B.X, และอื่นๆ ภาพรวมผลประกอบการ ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 สะท้อนการเติบโตในทิศทางบวกทั้งรายได้และกำไร โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้น 32.4% มาจากการขยายสาขาใหม่ 7 แห่ง และการตอบรับที่ดีจากลูกค้าในทุกแบรนด์ แม้จะมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่สูงขึ้นตามการขยายตัวของธุรกิจ แต่บริษัทสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรขั้นต้นไว้ได้ในระดับสูง โอกาส การขยายสาขาอย่างต่อเนื่องช่วยเพิ่มการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย การลงทุนในยาและอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ที่หลากหลายช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการ SSSG ที่เติบโตสูงสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์และความต้องการใช้บริการที่เพิ่มขึ้น ความเสี่ยง ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่ารายได้ อาจกดดันอัตรากำไรสุทธิหากไม่สามารถบริหารจัดการได้ดีพอ การแข่งขันในธุรกิจคลินิกเวชกรรมที่อาจส่งผลต่อต้นทุนการตลาด สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ การควบคุมสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ต่อรายได้ อัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ในไตรมาสถัดไปว่าจะยังรักษาความร้อนแรงได้หรือไม่ แผนการลงทุนในเครื่องมือแพทย์ใหม่ๆ ว่าจะสร้างรายได้ได้ตามเป้าหมายหรือไม่ การบริหารจัดการสภาพคล่องจากการลงทุนซื้อเครื่องมือแพทย์และสำรองยา รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ) บริษัทให้ความสำคัญกับการเพิ่มความหลากหลายของบริการผ่านการลงทุนในเครื่องมือแพทย์และยา ส่งผลให้รายได้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีสัดส่วนต้นทุนขายและบริการอยู่ที่ 48.8% ของรายได้รวม ลดลงจากปีก่อนที่ 49.2% ซึ่งเป็นผลดีจากการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) ในส่วนของต้นทุนบุคลากรและค่าเช่า ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 3,453.22 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.4% จากสิ้นปี 2568 โดยมีสาเหตุหลักจากการเพิ่มขึ้นของเงินสดและสินทรัพย์ทางการเงิน รวมถึงการลงทุนในเครื่องมือแพทย์ กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวกที่ 130.21 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความสามารถในการสร้างเงินสดจากการดำเนินธุรกิจหลักที่แข็งแกร่ง สรุปท้าย KLINIQ ในไตรมาส 2/2569 แสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่แข็งแกร่งทั้งในแง่รายได้และกำไรจากการขยายสาขาและ SSSG ที่โดดเด่น แม้จะมีแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายในการขยายธุรกิจที่เพิ่มขึ้น แต่การที่บริษัทสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ได้ในระดับสูงถึง 51.2% แสดงถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงานที่ดี โดยนักลงทุนควรติดตามความสามารถในการบริหารจัดการค่าใช้จ่าย SG&A เพื่อรักษาอัตรากำไรสุทธิในระยะถัดไป