2026-08-14T05:11:05+00:00 fin IFS บริษัท ไอเอฟเอส แคปปิตอล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) IFS กำไรสุทธิครึ่งปีแรก 2569 พุ่ง 91% รับอานิสงส์ต้นทุนการเงินลดและสำรองหนี้เสียที่ปรับตัวดีขึ้น ผลประกอบการ IFS งวด 6 เดือนแรกปี 2569 โดดเด่นจากประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนและคุณภาพสินทรัพย์ที่แข็งแกร่งขึ้น บริษัท ไอเอฟเอส แคปปิตอล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ IFS รายงานผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 43.60 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 20.78 ล้านบาท หรือคิดเป็น 91% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนหลักจากการบริหารต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพและการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่ลดลงอย่างมาก แม้รายได้รวมจะปรับตัวลดลงเล็กน้อย 1% อยู่ที่ 227.91 ล้านบาทก็ตาม Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน หัวใจสำคัญที่ผลักดันให้กำไรสุทธิของ IFS เติบโตอย่างก้าวกระโดดในรอบครึ่งปีแรก 2569 คือ "การลดลงของต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายสำรองหนี้เสีย" ซึ่งสามารถชดเชยการชะลอตัวของรายได้รวมได้อย่างโดดเด่น 1) หัวใจคืออะไร: ปัจจัยหลักมาจาก 2 ส่วน คือ ต้นทุนทางการเงินที่ลดลง 27% (เหลือ 21.67 ล้านบาท) และผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ที่ลดลงถึง 42% (เหลือ 49.19 ล้านบาท) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้กำไรก่อนภาษีเงินได้พุ่งสูงขึ้นถึง 137% มาอยู่ที่ 68.37 ล้านบาท 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น: ต้นทุนทางการเงิน: บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนการกู้ยืมได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ภาระดอกเบี้ยจ่ายลดลงโดยตรง คุณภาพสินทรัพย์: การลดลงของ ECL เป็นผลมาจากจำนวนลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่ปรับตัวลดลง ทำให้บริษัทมีความจำเป็นในการตั้งสำรองลดลงตามมาตรฐาน TFRS 9 รายการพิเศษ: แม้กำไรก่อนภาษีจะโตแรง แต่บริษัทมีค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น 18.76 ล้านบาท เนื่องจากการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี (Deferred Tax Assets) เพราะบริษัทประเมินว่าอาจไม่สามารถใช้ประโยชน์ทางภาษีได้เพียงพอในอนาคต ซึ่งเป็นรายการทางบัญชีที่เกิดขึ้นในงวดนี้ 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่: การลดลงของต้นทุนทางการเงินและสำรองหนี้เสียมีลักษณะเป็นปัจจัยบวกที่สะท้อนถึงประสิทธิภาพการบริหารจัดการภายในและคุณภาพพอร์ตสินเชื่อที่ปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยในตลาดซึ่งส่งผลต่อต้นทุนการกู้ยืม และการรักษาคุณภาพลูกหนี้ในพอร์ตแฟคตอริงซึ่งเป็นรายได้หลักของบริษัทอย่างต่อเนื่อง Highlight สำคัญ กำไรสุทธิ: 43.60 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 91% YoY รายได้รวม: 227.91 ล้านบาท ลดลง 1% YoY โดยรายได้หลักยังคงมาจากธุรกิจแฟคตอริง ต้นทุนทางการเงิน: ลดลง 27% เหลือ 21.67 ล้านบาท จากการบริหารต้นทุนการกู้ยืม ผลขาดทุนด้านเครดิต (ECL): ลดลง 42% เหลือ 49.19 ล้านบาท สะท้อนคุณภาพลูกหนี้ที่ดีขึ้น สถานะเงินสด: เพิ่มขึ้น 56% มาอยู่ที่ 658.11 ล้านบาท จากการรับชำระหนี้ในช่วงปลายงวด ภาพรวมผลประกอบการ รายได้รวมของบริษัทปรับตัวลดลงเล็กน้อย 1% มาอยู่ที่ 227.91 ล้านบาท โดยรายได้จากธุรกิจแฟคตอริงยังคงเป็นแหล่งรายได้หลัก อย่างไรก็ตาม ด้วยการควบคุมต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายสำรองที่ลดลง ทำให้กำไรก่อนภาษีเติบโตอย่างแข็งแกร่งถึง 137% แม้จะมีภาระภาษีเงินได้เพิ่มขึ้นจากการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี แต่กำไรสุทธิรวมยังคงเติบโตได้สูงถึง 91% โอกาส การที่บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้นถึง 56% (658.11 ล้านบาท) ช่วยเพิ่มสภาพคล่องในการขยายพอร์ตสินเชื่อหรือรองรับความต้องการเงินทุนหมุนเวียนของลูกค้าในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น ความเสี่ยง ความเสี่ยงหลักยังคงอยู่ที่ความสามารถในการรักษาคุณภาพลูกหนี้ไม่ให้กลับมาเป็น NPL เพิ่มขึ้น รวมถึงความผันผวนของต้นทุนทางการเงินที่อาจได้รับผลกระทบจากสภาวะตลาดเงิน นอกจากนี้ การตัดจำหน่ายสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีสะท้อนถึงความไม่แน่นอนในการใช้ประโยชน์ทางภาษีในอนาคต สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ทิศทางของ NPL ว่าจะสามารถรักษาแนวโน้มขาลงได้ต่อเนื่องหรือไม่ การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินในสภาวะดอกเบี้ยผันผวน การเติบโตของรายได้จากธุรกิจแฟคตอริงในครึ่งปีหลัง การบริหารจัดการสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีที่เหลืออยู่ รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน) รายได้: รายได้จากการซื้อสิทธิเรียกร้อง (แฟคตอริง) อยู่ที่ 148.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% YoY คุณภาพสินทรัพย์: ECL ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 35.85 ล้านบาท สอดคล้องกับ NPL ที่ลดลง โครงสร้างหนี้: บริษัทมีการเพิ่มเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงินเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน โดยหนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 6% มาอยู่ที่ 2,496.96 ล้านบาท ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 4,338.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากสิ้นปี 2568 โดยสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 1,841.14 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากการจ่ายเงินปันผลระหว่างงวด สรุปท้าย ผลประกอบการของ IFS ในครึ่งปีแรก 2569 สะท้อนถึงการพลิกฟื้นของกำไรที่โดดเด่นจากการบริหารจัดการภายใน ทั้งการลดต้นทุนทางการเงินและการคุมคุณภาพสินทรัพย์จนสำรองลดลง แม้รายได้รวมจะทรงตัว แต่กำไรสุทธิที่โตถึง 91% แสดงถึงประสิทธิภาพการทำกำไรที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามความสามารถในการรักษาคุณภาพพอร์ตสินเชื่อและทิศทางรายได้หลักในครึ่งปีหลังท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ