2026-08-14T05:10:38+00:00 fin DOHOME บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) DOHOME กำไรสุทธิ Q2/2569 พุ่ง 94.3% รับอานิสงส์มาร์จินสินค้ากลุ่มก่อสร้าง-ซ่อมแซมฟื้นตัว รายได้รวมขยายตัว 6.6% พร้อมคุมต้นทุนทางการเงินได้ดีเยี่ยม แม้เผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือน บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) หรือ DOHOME รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 305.38 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น 148.21 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 94.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ 7,848.55 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.6 แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยจะยังคงเผชิญกับความเปราะบางจากกำลังซื้อภาคครัวเรือนและการชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่บริษัทสามารถบริหารจัดการสัดส่วนการขายและเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไรได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน หัวใจสำคัญของการเติบโตในไตรมาสนี้คือ "การเพิ่มขึ้นของอัตรากำไรขั้นต้น (GPM)" จากการปรับสัดส่วนการจำหน่ายสินค้าที่มีอัตรากำไรเหมาะสม โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าก่อสร้างและสินค้ากลุ่มซ่อมแซมที่ทำผลงานได้ดีขึ้น ประกอบกับการบริหารต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพสูง ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น: การบริหารมาร์จิน: อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 19.8 จากร้อยละ 18.0 ในช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงความสำเร็จในการเลือกจำหน่ายสินค้าที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น แม้รายได้อื่น (เช่น กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนและรายได้งบสนับสนุนจากซัพพลายเออร์) จะปรับตัวลดลงก็ตาม ต้นทุนทางการเงินลดลง: บริษัทสามารถลดต้นทุนทางการเงินลงได้ถึงร้อยละ 30.4 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการปรับลดลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปี 2569 และการลดลงของหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยจ่าย การขยายสาขา: แม้จะมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.5 จากการเปิดสาขาใหม่ (สาขาขนาดใหญ่และ Dohome ToGo) ซึ่งส่งผลต่อค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายพนักงาน แต่รายได้จากการขายและค่าบริการที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.0 ก็สามารถชดเชยและผลักดันกำไรสุทธิให้เติบโตได้ในระดับสูง จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่: ปัจจัยด้านต้นทุนทางการเงินที่ลดลงมี โอกาสต่อเนื่อง ตามทิศทางดอกเบี้ยนโยบายและการบริหารจัดการหนี้สินของบริษัท อย่างไรก็ตาม การเติบโตของรายได้ยังคงต้องติดตามปัจจัยภายนอก ทั้งภาวะเศรษฐกิจไทยและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง รวมถึงผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลต่อต้นทุนสินค้าในอนาคต Highlight สำคัญ กำไรสุทธิ: 305.38 ล้านบาท (+94.3% YoY) รายได้รวม: 7,848.55 ล้านบาท (+6.6% YoY) อัตรากำไรขั้นต้น: ปรับตัวดีขึ้นเป็น 19.8% (จาก 18.0% ใน Q2/2568) ต้นทุนทางการเงิน: ลดลง 33.22 ล้านบาท (-30.4% YoY) การขยายสาขา: ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 มีสาขาขนาดใหญ่ 27 แห่ง และสาขา Dohome ToGo 29 แห่ง ภาพรวมผลประกอบการ รายได้รวม 6 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 16,010.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.4 และมีกำไรสุทธิ 556.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 38.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงความสามารถในการรักษาการเติบโตของรายได้และกำไรท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย โอกาส การเร่งรัดเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐที่ช่วยสนับสนุนความต้องการใช้วัสดุก่อสร้าง การทยอยฟื้นตัวของกิจกรรมก่อสร้างในบางพื้นที่ ฐานลูกค้าที่มีความหลากหลายและการขยายช่องทางการจำหน่ายที่ครอบคลุม ความเสี่ยง กำลังซื้อภาคครัวเรือนเปราะบางจากภาระหนี้สินในระดับสูง การชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ที่กระทบต่อความต้องการวัสดุตกแต่งซ่อมแซม ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและราคาพลังงานจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ แนวโน้มการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์และกำลังซื้อในประเทศ ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสาขาใหม่ (Size L และ Dohome ToGo) เพื่อสร้างกำไรให้คุ้มกับค่าเสื่อมราคา ความผันผวนของต้นทุนสินค้าและราคาพลังงานที่อาจกระทบต่อมาร์จินในอนาคต รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ) รายได้จากการขายและค่าบริการ: เติบโต 7.0% ในไตรมาส 2/2569 โดยได้รับแรงหนุนจากทั้งสาขาเดิมและสาขาที่เปิดใหม่ สาขา: ในไตรมาส 2/2569 เปิดสาขา Dohome ToGo เพิ่ม 3 สาขา รวมเป็น 29 สาขา และมีสาขาขนาดใหญ่ 27 สาขา ค่าใช้จ่าย: ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 5.5% จากการขยายสาขาใหม่ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ (ค่าเสื่อมราคา) และค่าใช้จ่ายพนักงาน ฐานะการเงินและกระแสเงินสด บริษัทมีการบริหารจัดการหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยจ่ายได้ดีขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อกระแสเงินสดและกำไรสุทธิของบริษัท สรุปท้าย DOHOME โชว์ศักยภาพการทำกำไรที่โดดเด่นในไตรมาส 2/2569 ด้วยการเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นและการลดต้นทุนทางการเงิน แม้รายได้จะเติบโตในอัตราที่จำกัดจากปัจจัยลบทางเศรษฐกิจ การขยายสาขาอย่างต่อเนื่องเป็นกลยุทธ์หลักที่บริษัทใช้เพื่อรักษาฐานรายได้ แต่ความท้าทายสำคัญในระยะถัดไปคือการบริหารจัดการต้นทุนสาขาใหม่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดท่ามกลางกำลังซื้อที่ยังคงเปราะบาง