Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
fin BTG บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน)

BTG เผยกำไร Q2/2569 หดตัวแรงจากราคาสุกร-ไก่ในประเทศผันผวน พร้อมเดินหน้าปรับพอร์ตสินค้าทำกำไรสูง

รายได้รวมลดลง 6.5% YoY กดดันกำไรสุทธิเหลือ 598 ล้านบาท ขณะที่ฝ่ายจัดการเร่งปรับสูตรอาหารสัตว์และเน้นขายสินค้าแปรรูปสู้ต้นทุนพุ่ง บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 โดยมีรายได้รวม 29,596 ล้านบาท ลดลง 6.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้กำไรสุทธิอยู่ที่ 598.4 ล้านบาท ลดลง 76.9% YoY โดยมีปัจจัยกดดันหลักจากราคาสุกรและไก่ในประเทศที่ปรับตัวลดลงชั่วคราวตามภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ประกอบกับต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นจากปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ปรับกลยุทธ์มุ่งเน้นการขายสินค้าแปรรูปและอาหารพร้อมทานเพื่อรักษาอัตรากำไรในระยะถัดไป Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน หัวใจรอบนี้คือ "แรงกดดันจากราคาสินค้าปศุสัตว์ในประเทศที่ลดลง" ควบคู่กับ "ต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้น" ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ของบริษัทฯ ให้ลดลงเหลือ 14.1% ในไตรมาส 2/2569 จากระดับ 19.6% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น: ราคาขายลดลง: ราคาสุกรและไก่ในประเทศปรับตัวลดลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้รายได้รวมลดลง 6.5% YoY ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น: สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อค่าขนส่งและราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ ทำให้ต้นทุนขายสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รายการพิเศษ: มีการบันทึกค่าใช้จ่ายพิเศษประมาณ 128 ล้านบาท จากการตัดจำหน่ายเครดิตภาษีในประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นรายการที่ไม่ได้เกิดจากการดำเนินงานปกติ จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่: สถานการณ์ราคาสินค้าปศุสัตว์ที่ผันผวนและต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นถือเป็นปัจจัยที่ ยังไม่ชัดเจนและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกทั้งภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ พยายามลดผลกระทบด้วยการใช้ศูนย์นวัตกรรมปรับสูตรอาหารสัตว์เพื่อบริหารต้นทุน และปรับพอร์ตการขายไปสู่สินค้าแปรรูปและอาหารพร้อมทานที่มีมาร์จินสูงขึ้น รวมถึงขยายช่องทาง Foodservice และ Modern Trade ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่บริษัทฯ คาดว่าจะช่วยประคองผลประกอบการในระยะต่อไป Highlight สำคัญ รายได้รวม: 29,596 ล้านบาท (-6.5% YoY) กำไรสุทธิ: 598.4 ล้านบาท (-76.9% YoY) อัตรากำไรขั้นต้น: ลดลงเหลือ 14.1% (จาก 19.6% ใน Q2/2568) กำไรสุทธิจากการดำเนินงานหลัก: 726.4 ล้านบาท (ไม่รวมรายการพิเศษ 128 ล้านบาท) กลยุทธ์แก้เกม: เน้นเพิ่มสัดส่วนสินค้าแปรรูปและอาหารพร้อมทานแทนการขายสัตว์เป็น เพื่อหนีความผันผวนของราคาตลาดสด ภาพรวมผลประกอบการ ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ปรับตัวลดลงในทุกมิติ ทั้งรายได้ กำไรขั้นต้น และ EBITDA ซึ่งลดลง 41.9% YoY มาอยู่ที่ 2,570.3 ล้านบาท สะท้อนถึงแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้นและการชะลอตัวของราคาขายสินค้าหลักในประเทศ โอกาส การมุ่งเน้นช่องทางจัดจำหน่ายที่มีอัตรากำไรสูง เช่น Foodservice และ Modern Trade การใช้ศูนย์นวัตกรรมสินค้าเกษตรปรับสูตรอาหารสัตว์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน การขยายสัดส่วนสินค้าแปรรูปและอาหารพร้อมทาน ซึ่งมีความผันผวนของราคาน้อยกว่าสินค้าโภคภัณฑ์ ความเสี่ยง ความผันผวนของราคาสุกรและไก่ในประเทศตามภาวะเศรษฐกิจ ต้นทุนค่าขนส่งและวัตถุดิบที่อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ภาระดอกเบี้ยจ่ายที่อาจเพิ่มขึ้นจากการกู้ยืมเงินระยะยาวเพื่อขยายธุรกิจ สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ทิศทางราคาสุกรและไก่ในประเทศในครึ่งปีหลัง ประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนวัตถุดิบผ่านการปรับสูตรอาหารสัตว์ สัดส่วนรายได้จากสินค้าแปรรูปและอาหารพร้อมทานว่าจะเติบโตได้ตามเป้าหมายหรือไม่ การบริหารจัดการหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย หลังอัตราส่วน D/E เพิ่มขึ้นเป็น 1.27 เท่า รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร) บริษัทฯ เผชิญกับภาวะต้นทุนที่สูงขึ้นจากค่าขนส่งและวัตถุดิบ แต่ยังสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่ายและบริหารได้ค่อนข้างดี โดยมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้อยู่ที่ 10.8% เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจาก 10.3% ในปีก่อนหน้า สะท้อนถึงวินัยในการควบคุมค่าใช้จ่ายท่ามกลางวิกฤตต้นทุน ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 70,150.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.8% จากสิ้นปี 2568 โดยหลักมาจากเงินสดและสินค้าคงเหลือที่เพิ่มขึ้นเพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียน ด้านหนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 16.1% มาอยู่ที่ 39,253.8 ล้านบาท จากการกู้ยืมระยะยาวเพื่อลงทุนขยายธุรกิจและรีไฟแนนซ์หนี้เดิมที่มีดอกเบี้ยสูงกว่า ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) เพิ่มขึ้นเป็น 1.27 เท่า สรุปท้าย BTG ผ่านไตรมาส 2/2569 ด้วยผลประกอบการที่ชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญจากปัจจัยลบด้านราคาขายและต้นทุนวัตถุดิบ แม้บริษัทฯ จะพยายามปรับกลยุทธ์มุ่งเน้นสินค้ามูลค่าเพิ่มเพื่อรักษามาร์จิน แต่ความท้าทายจากปัจจัยภายนอกยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องติดตามในครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะการบริหารจัดการต้นทุนและการรักษาส่วนแบ่งการตลาดในช่องทางที่มีอัตรากำไรสูง