2026-08-13T20:56:21+00:00 fin PRM บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) PRM สรุปผลประกอบการ Q2/2569 PRM โชว์กำไร Q2/2569 พุ่ง รับแรงหนุนธุรกิจ FSU และ PCT ขยายกองเรือ ธุรกิจเรือกักเก็บน้ำมันกลางทะเล (FSU) และเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปและเคมี (PCT) เป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก ขณะที่การบริหารจัดการต้นทุนยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตา บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) หรือ PRM รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 482.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของธุรกิจเรือกักเก็บและผสมน้ำมันกลางทะเล (FSU) ที่ได้รับอานิสงส์จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ความต้องการกักเก็บน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น และธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปและเคมี (PCT) ที่มีการขยายกองเรือและระวางบรรทุกที่ใหญ่ขึ้น อย่างไรก็ตาม กำไรขั้นต้นโดยรวมปรับตัวลดลงเล็กน้อย เนื่องจากต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้ในการเดินเรือปรับสูงขึ้นตามตลาดโลก Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน 1) หัวใจคืออะไร หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ PRM ในไตรมาส 2/2569 คือ การเติบโตอย่างโดดเด่นของธุรกิจเรือกักเก็บและผสมน้ำมันกลางทะเล (FSU) และการขยายตัวของธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปและเคมี (PCT) ซึ่งส่งผลให้รายได้รวมเติบโตขึ้น 8.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 21.8% เป็น 482.8 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นโดยรวมปรับลดลงเล็กน้อยจาก 37.0% ในไตรมาส 2/2568 มาอยู่ที่ 34.8% ในไตรมาส 2/2569 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ธุรกิจ FSU: ได้รับแรงหนุนจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ความต้องการกักเก็บน้ำมันบนเรือ FSU เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้สามารถเพิ่มอัตราการใช้เรือ FSU ได้ถึง 100% ในไตรมาสนี้ ธุรกิจ PCT: มีการขยายกองเรือและระวางบรรทุกเพิ่มขึ้น 17.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากการนำเรือใหม่ที่มีขนาดใหญ่และมีประสิทธิภาพมากขึ้นเข้ามาให้บริการ ส่งผลให้รายได้ของธุรกิจนี้เติบโตขึ้น ต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิง: แม้รายได้จะเติบโต แต่กำไรขั้นต้นโดยรวมลดลงเล็กน้อย เนื่องจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้ในการเดินเรือปรับสูงขึ้นตามราคาตลาดโลก ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของธุรกิจขนส่งทางทะเล 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ มีโอกาสต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจ FSU ที่ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งยังคงมีความไม่แน่นอนสูง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผันผวนยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ขณะที่การขยายกองเรือในธุรกิจ PCT คาดว่าจะช่วยหนุนรายได้ในระยะยาว แต่การบริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพจะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาอัตรากำไร Highlight สำคัญ กำไรสุทธิ Q2/2569 เติบโต 21.8% YoY แตะ 482.8 ล้านบาท รายได้รวม Q2/2569 เพิ่มขึ้น 8.7% YoY อยู่ที่ 2,216.9 ล้านบาท ธุรกิจ FSU ทำสถิติอัตราการใช้เรือ 100% จากความต้องการกักเก็บน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ธุรกิจ PCT ขยายกองเรือใหม่ หนุนรายได้เพิ่มขึ้น 8.7% อัตรากำไรขั้นต้นรวมลดลงเล็กน้อย จาก 37.0% เป็น 34.8% YoY เนื่องจากต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้น กำไรสุทธิ 6 เดือนแรกปี 2569 อยู่ที่ 1,209.4 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน หากไม่รวมรายการพิเศษ ภาพรวมผลประกอบการ ในไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) หรือ PRM มีรายได้จากการให้บริการรวม 2,216.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY) โดยมีกำไรขั้นต้น 820.0 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 5.0% YoY ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 34.8% ลดลงจาก 37.0% ในปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ด้วยการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ดีขึ้น รวมถึงกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้น ทำให้บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 482.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.8% YoY และมีอัตรากำไรสุทธิ 21.8% สำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทฯ มีรายได้รวม 4,285.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.6% YoY และมีกำไรสุทธิ 1,209.4 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.3% YoY โดยฝ่ายจัดการชี้แจงว่า หากไม่รวมรายการพิเศษจากการจำหน่ายเรือ FSU เก่า 163.6 ล้านบาทในปี 2568 และการปรับปรุงต้นทุนค่าเช่าเรือย้อนหลัง 150 ล้านบาทในปี 2568 กำไรสุทธิของปี 2569 จะสูงกว่าปีก่อนถึง 270.9 ล้านบาท โอกาส สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์: ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยหนุนความต้องการกักเก็บน้ำมันในธุรกิจ FSU การขยายกองเรือ: การนำเรือใหม่ที่มีขนาดใหญ่และมีประสิทธิภาพเข้ามาให้บริการในธุรกิจ PCT จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการหารายได้ การอ่อนค่าของเงินบาท: การที่รายได้ส่วนใหญ่อยู่ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้การอ่อนค่าของเงินบาทส่งผลดีต่อรายได้และกระแสเงินสดในรูปเงินบาท การพัฒนาเรือใหม่: การส่งมอบเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปต่อใหม่ที่มีประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงาน จะช่วยลดต้นทุนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ความเสี่ยง ความผันผวนของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง: เป็นต้นทุนหลักที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้น ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน: แม้ปัจจุบันจะได้รับผลบวกจากการอ่อนค่าของเงินบาท แต่ความผันผวนในอนาคตอาจส่งผลกระทบได้ การแข่งขันในอุตสาหกรรม: ธุรกิจขนส่งทางทะเลมีการแข่งขันสูง ซึ่งอาจส่งผลต่ออัตราค่าบริการ การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ: มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและการเดินเรือที่เข้มงวดขึ้น อาจเพิ่มภาระต้นทุนในการดำเนินงาน สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ แนวโน้มสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์: จะส่งผลต่อความต้องการใช้บริการ FSU อย่างต่อเนื่องหรือไม่ การบริหารจัดการต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิง: ความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนไปยังลูกค้าผ่านสัญญา Cost Plus การรับมอบและเริ่มให้บริการเรือใหม่: ประสิทธิภาพและผลตอบแทนจากการลงทุนในกองเรือใหม่ การบริหารจัดการความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน: กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินบาท ผลประกอบการของธุรกิจ OSV และ SAS: การฟื้นตัวหรือการปรับตัวตามสภาวะตลาด รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ) ธุรกิจ PCT: รายได้เพิ่มขึ้น 8.7% YoY จากการขยายกองเรือและระวางบรรทุกที่เพิ่มขึ้น 17.4% แม้กำไรขั้นต้นจะลดลง 5.0% YoY เนื่องจากต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น แต่คาดว่าจะสามารถปรับอัตราค่าขนส่งได้ในไตรมาสถัดไป ธุรกิจ COC: รายได้และกำไรขั้นต้นทรงตัวใกล้เคียงปีก่อนหน้า โดยได้รับผลกระทบจากการอ่อนค่าของเงินบาทเล็กน้อย แต่กำไรขั้นต้น 6 เดือนแรกปี 2569 ลดลง 38.3% YoY เนื่องจากปีก่อนมีรายการปรับปรุงต้นทุนค่าเช่าเรือย้อนหลังจำนวนมาก ธุรกิจ FSU: รายได้เติบโต 2.4% YoY ในไตรมาส 2/2569 และอัตราการใช้เรือสูงถึง 100% จากความต้องการกักเก็บน้ำมันที่เพิ่มขึ้น แต่กำไรขั้นต้นและอัตรากำไรขั้นต้นลดลง YoY เนื่องจากผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทและค่าเสื่อมราคาเรือใหม่ที่สูงขึ้น ธุรกิจ OSV: รายได้เติบโต 6.1% YoY ในไตรมาส 2/2569 จากการขยายกองเรือและสัญญาใหม่ แต่รายได้และกำไรขั้นต้นลดลงเล็กน้อย QoQ เนื่องจากเรือ AWB เข้าซ่อมบำรุงใหญ่ ธุรกิจ SAS: รายได้และกำไรขั้นต้นลดลงเล็กน้อย YoY และ QoQ เนื่องจากปริมาณงานพิธีการศุลกากรลดลง ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 23,147.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 443.5 ล้านบาท จากสิ้นปี 2568 โดยมีเงินสดลดลง 440.8 ล้านบาท แต่ยังคงมีอัตราส่วนทุนหมุนเวียนที่ 1.15 เท่า สินทรัพย์หมุนเวียนอื่นเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันคงคลังที่สูงขึ้น และที่ดิน อาคาร และเรือเดินทะเลเพิ่มขึ้นจากการลงทุนขยายกองเรือ หนี้สินรวมลดลง 337.6 ล้านบาท อยู่ที่ 10,441.8 ล้านบาท โดยเงินกู้ระยะสั้นที่ครบกำหนดชำระลดลงจากการทยอยชำระหนี้ อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.82 เท่า ซึ่งอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ สรุปท้าย PRM โชว์ผลประกอบการที่แข็งแกร่งในไตรมาส 2/2569 โดยมีกำไรสุทธิเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ จากปัจจัยหนุนหลักในธุรกิจ FSU และ PCT แม้จะเผชิญกับต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการต้นทุนและอัตราแลกเปลี่ยนยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา การขยายกองเรือและการลงทุนในเรือใหม่สะท้อนถึงการมองการณ์ไกลของบริษัทฯ ในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต ท่ามกลางความผันผวนของอุตสาหกรรมขนส่งทางทะเล