2026-08-13T20:19:02+00:00 fin PSH บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) PSH Q2/2569 กำไรสุทธิพุ่ง 84.7% รับแรงหนุนรายได้อสังหาฯ ฟื้นตัว รายได้รวมโต 27.1% จากคอนโดฯ และโรงพยาบาลเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่ GPM ชะลอตัว บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSH รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 141 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 84.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้รวมเติบโต 27.1% เป็น 4,119 ล้านบาท ปัจจัยหลักมาจากการฟื้นตัวของรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะโครงการคอนโดมิเนียม ประกอบกับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจโรงพยาบาล Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน หัวใจสำคัญของผลประกอบการที่เติบโตโดดเด่นในไตรมาส 2/2569 คือ การฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญของรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะโครงการคอนโดมิเนียม ประกอบกับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจโรงพยาบาล ซึ่งช่วยชดเชยแรงกดดันจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงจากการแข่งขันด้านราคาในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น: รายได้อสังหาริมทรัพย์ฟื้นตัว: รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์รวมเพิ่มขึ้นถึง 43.4% เป็น 3,275 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากโครงการคอนโดมิเนียมที่เติบโตถึง 116.3% เนื่องจากฐานที่ต่ำในปีก่อนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว และการโอนโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ 4 โครงการที่ต่อเนื่องมาจากปลายปี 2568 นอกจากนี้ การจัดแคมเปญและโปรโมชันเพื่อกระตุ้นยอดโอนก่อนมาตรการ LTV จะหมดอายุลง ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนการโอนกรรมสิทธิ์ ธุรกิจโรงพยาบาลเติบโตต่อเนื่อง: รายได้จากกิจการโรงพยาบาลยังคงเติบโตได้ดีที่ 10.8% เป็น 588 ล้านบาท โดยโรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน มีการเติบโตจากการขยายฐานผู้ป่วยทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการโปรโมทความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง 5 แผนก ขณะที่โรงพยาบาลวิมุต-เทพธารินทร์ ยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาศูนย์อุบัติเหตุและไลฟ์สไตล์ แรงกดดันด้านอัตรากำไรขั้นต้น: แม้รายได้จะเติบโต แต่กำไรขั้นต้นกลับลดลง 6.8% เป็น 1,175 ล้านบาท ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลงจาก 34.48% ในปีก่อนมาอยู่ที่ 29.47% สาเหตุหลักมาจากการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทำให้บริษัทฯ ต้องนำกลยุทธ์ด้านราคาและโปรโมชันมาใช้เพื่อกระตุ้นยอดขายและโอน จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่: มีโอกาสต่อเนื่องในธุรกิจโรงพยาบาล แต่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังต้องติดตาม: ธุรกิจโรงพยาบาลมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากการพัฒนา 'ศูนย์ความเป็นเลิศ' (Centers of Excellence) และการขยายฐานผู้ป่วยทั้งไทยและต่างชาติ โดยมีเป้าหมายรายได้รวม 2,600 ล้านบาทในปี 2569 สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แม้จะมีการต่ออายุมาตรการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV และลดค่าธรรมเนียมการโอนฯ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นตลาด แต่การแข่งขันด้านราคายังคงเป็นปัจจัยกดดันอัตรากำไร ดังนั้น การบริหารต้นทุน การออกแบบโครงการให้สอดคล้องกับราคาที่ลูกค้าจ่ายได้ และการเร่งระบายสต็อกยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องจับตา Highlight สำคัญ กำไรสุทธิส่วนบริษัทใหญ่โต 84.7% เป็น 141 ล้านบาท จาก 76 ล้านบาทในปีก่อน รายได้รวมเพิ่มขึ้น 27.1% เป็น 4,119 ล้านบาท จาก 3,240 ล้านบาทในปีก่อน รายได้อสังหาริมทรัพย์โต 43.4% เป็น 3,275 ล้านบาท หนุนโดยคอนโดมิเนียมที่ฟื้นตัว รายได้โรงพยาบาลโต 10.8% เป็น 588 ล้านบาท จากการขยายฐานผู้ป่วย อัตรากำไรขั้นต้นลดลง จาก 34.48% เป็น 29.47% จากการแข่งขันด้านราคาอสังหาริมทรัพย์ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลง 10.7% เป็น 837 ล้านบาท จากการบริหารต้นทุน ต้นทุนทางการเงินลดลง 35.0% เป็น 79 ล้านบาท จากการปรับโครงสร้างหนี้ ภาพรวมผลประกอบการ ในไตรมาส 2/2569 บริษัทฯ มีรายได้รวม 4,119 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีแรงหนุนหลักจากรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น 43.4% เป็น 3,275 ล้านบาท โดยเฉพาะโครงการคอนโดมิเนียมที่เติบโตอย่างโดดเด่นจากการฟื้นตัวของตลาดและโครงการใหม่ที่โอนต่อเนื่อง ขณะที่รายได้จากกิจการโรงพยาบาลเติบโต 10.8% เป็น 588 ล้านบาท จากการขยายฐานผู้ป่วยและการพัฒนาบริการเฉพาะทาง อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นปรับลดลงเหลือ 29.47% จากการแข่งขันด้านราคาในตลาดอสังหาริมทรัพย์ แต่บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ลดลง 10.7% และต้นทุนทางการเงินที่ลดลง 35.0% ส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่เพิ่มขึ้นถึง 84.7% เป็น 141 ล้านบาท โอกาส การต่ออายุมาตรการภาครัฐ: การต่ออายุมาตรการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV และการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง จะช่วยกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้ฟื้นตัวได้ การเติบโตของธุรกิจเฮลท์แคร์: การพัฒนา 'ศูนย์ความเป็นเลิศ' (Centers of Excellence) และการขยายฐานผู้ป่วยทั้งไทยและต่างชาติ รวมถึงการโปรโมทแผนกสุขภาพเมตาบอลิกและต่อมไร้ท่อ จะเป็นแรงขับเคลื่อนรายได้ในอนาคต การสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income): การขยายธุรกิจอพาร์ตเมนต์ที่เริ่มรับรู้รายได้ค่าเช่าแล้ว และธุรกิจคลังสินค้าอัตโนมัติที่จะเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 4 จะช่วยเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำให้กับบริษัทฯ การขยายพอร์ตโฟลิโอสู่กลุ่มลูกค้ากลางถึงบน: การปรับรูปแบบโครงการให้แข่งขันได้และตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ความเสี่ยง การแข่งขันด้านราคาในตลาดอสังหาริมทรัพย์: ยังคงเป็นปัจจัยกดดันอัตรากำไรขั้นต้น ความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อของลูกค้า: ภาวะเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวในระดับต่ำและภาระหนี้ครัวเรือนสูง อาจส่งผลต่อความสามารถในการขอสินเชื่อของลูกค้า ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ: ความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ อาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและความต้องการที่อยู่อาศัย ผลขาดทุนจากบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้า: โดยหลักมาจากธุรกิจพรีคาสท์ที่ลดลงตามกำลังซื้อ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับเฮลท์แคร์และอีคอมเมิร์ซ สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ แนวโน้มอัตรากำไรขั้นต้น: การบริหารจัดการต้นทุนและกลยุทธ์ด้านราคาในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ยอดขายและยอดโอนโครงการใหม่: โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมและโครงการที่ตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มกลางถึงบน การเติบโตของรายได้และกำไรจากธุรกิจโรงพยาบาล: การขยายฐานผู้ป่วยและพัฒนาบริการเฉพาะทาง ความคืบหน้าของโครงการสร้างรายได้ประจำ: เช่น อพาร์ตเมนต์และคลังสินค้าอัตโนมัติ การบริหารจัดการสต็อกคงค้าง: และการระบายโครงการที่มีอยู่ รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง) ยอดขายและรายได้: ยอดขายอสังหาริมทรัพย์รวมอยู่ที่ 2,443 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.2% โดยส่วนใหญ่เป็นการเติบโตในโครงการแนวราบเพื่อลดสต็อกคงค้าง ขณะที่ยอดขายคอนโดมิเนียมลดลง 35.9% จากการเร่งโอนโครงการใหม่ อย่างไรก็ตาม รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์รวมเติบโต 43.4% เป็น 3,275 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากคอนโดมิเนียมที่ฟื้นตัวจากการโอนโครงการใหม่ 4 โครงการ และการจัดแคมเปญกระตุ้นยอดโอนก่อนมาตรการ LTV หมดอายุ รายได้บ้านเดี่ยวลดลงเนื่องจากตลาดบ้านเดี่ยวระดับบนชะลอตัว Backlog: เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูล Backlog โดยตรง แต่ระบุว่ามีโครงการที่เปิดขายจำนวน 126 โครงการ มูลค่ารอขายรวม 62,119 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพในการสร้างรายได้ในอนาคต การเปิดโครงการใหม่: ในครึ่งปีหลัง มีแผนเปิดโครงการใหม่ 2 โครงการ มูลค่ารวม 3,200 ล้านบาท เป็นคอนโดมิเนียมที่เข้าถึงได้และเดินทางสะดวก ต้นทุนก่อสร้าง: ต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น 60.9% ตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น และการนำกลยุทธ์ด้านราคามาใช้ ซึ่งส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลง บริษัทฯ เร่งปรับปรุงการออกแบบและราคาให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า D/E Ratio: อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.44 เท่า และอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.23 เท่า ซึ่งอยู่ในระดับต่ำและบริหารจัดการได้ดี กระแสเงินสดจากโครงการ: กระแสเงินสดจากการดำเนินงานอยู่ที่ 2,571 ล้านบาท ซึ่งดีขึ้นจากการดำเนินงานที่ดีขึ้นและการลดลงของอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 58,629 ล้านบาท ลดลง 5.2% จากสิ้นปี 2568 โดยหลักมาจากการลดลงของอสังหาริมทรัพย์พัฒนาเพื่อขายตามนโยบายการเร่งระบายสินค้าคงเหลือ หนี้สินรวมลดลง 14.8% เป็น 17,511 ล้านบาท จากการชำระคืนหุ้นกู้และเงินกู้ยืมระยะสั้น ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 0.4% เป็น 41,118 ล้านบาท จากการจ่ายเงินปันผลและการปรับลดมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุน อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.44 เท่า และอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.23 เท่า แสดงถึงฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง กระแสเงินสดจากการดำเนินงานในครึ่งปีแรกอยู่ที่ 2,571 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอต่อการลงทุนและชำระคืนหนี้สิน สรุปท้าย ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของ PSH สะท้อนการฟื้นตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม ควบคู่ไปกับการเติบโตที่มั่นคงของธุรกิจโรงพยาบาล แม้ว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะถูกกดดันจากการแข่งขัน แต่การบริหารต้นทุนค่าใช้จ่ายและต้นทุนทางการเงินที่ลดลง ส่งผลให้กำไรสุทธิเติบโตอย่างก้าวกระโดด โอกาสในการสร้างรายได้ประจำและการขยายพอร์ตโฟลิโอไปยังกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง เป็นปัจจัยบวกที่ต้องจับตา ขณะที่ความเสี่ยงด้านการแข่งขันและการเข้าถึงสินเชื่อยังคงเป็นประเด็นที่ต้องบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด