2026-08-13T19:49:47+00:00 fin MGC บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) MGC สรุปผลประกอบการ Q2/2569 MGC โกยรายได้ Q2/2569 พุ่ง 83.4% รับยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าบูม ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า XPENG และ ZEEKR หนุนรายได้ MGC เติบโตโดดเด่นในไตรมาส 2/2569 ขณะที่กำไรสุทธิพุ่งแรงกว่า 500% จากการดำเนินงานที่ดีขึ้นและการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน กลุ่มธุรกิจ: สินค้าอุตสาหกรรม 1) หัวใจคืออะไร หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ MGC ในไตรมาส 2/2569 คือ การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของรายได้จากการขายยานยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แบรนด์ XPENG และ ZEEKR ซึ่งส่งผลให้รายได้รวมเพิ่มขึ้นถึง 83.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และผลักดันให้กำไรสุทธิพุ่งสูงขึ้นถึง 553.6% 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น การเติบโตของรายได้มาจากปัจจัยหลัก 2 ประการ คือ: ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ: การเป็นผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ XPENG (โดยบริษัท XTH) และ ZEEKR (โดยบริษัท ZMP) ทำให้ MGC ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นในตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็น Distributor ของ XPENG ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้น การเติบโตของธุรกิจบริการเช่ารถยนต์: รายได้จากกลุ่มธุรกิจให้บริการเช่ารถยนต์และคนขับเพิ่มขึ้นตามจำนวนรถยนต์ (Fleet) ที่ให้บริการเช่าระยะยาวและระยะสั้นของบริษัท MCR และ MDS ที่เพิ่มขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นถึง 120.2% จาก 456.6 ล้านบาท เป็น 1,005.6 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวดีขึ้นจาก 9.6% เป็น 11.6% นอกจากนี้ กำไรสุทธิยังได้รับแรงหนุนจากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมทางอ้อม Neo Mobility Asia (NEO) ที่เพิ่มขึ้น จากการปรับโครงสร้างการถือหุ้น และ การบริหารกระแสเงินสดที่ดีขึ้น ทำให้ดอกเบี้ยจ่ายลดลง 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ มีโอกาสต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนดังนี้: การเปิดตัวรถยนต์ใหม่ 3 รุ่นในช่วงครึ่งปีหลัง: โดยรุ่นแรกมีกำหนดเปิดตัวในวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ซึ่งจะช่วยเติมเต็มพอร์ตผลิตภัณฑ์ ขยายฐานลูกค้า และเพิ่มโอกาสในการสร้างยอดขาย รวมถึงการต่อยอดรายได้จากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ธุรกิจการเงิน ประกันภัย และ Aftermarket การบริหารจัดการสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพ: การใช้ข้อมูลยอดจองล่วงหน้าในการวางแผนการนำเข้ารถยนต์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด จะช่วยบริหารระดับสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการถือครองและต้นทุนทางการเงิน กลยุทธ์การเติบโตที่ชัดเจน: บริษัทฯ มีแผนพัฒนาระบบ Mobilife เพื่อเชื่อมต่อลูกค้ากับทุก Touchpoint ใน MGC-Asia Mobility Ecosystem และขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายและศูนย์บริการ รวมถึงการลงทุนในธุรกิจใหม่ที่ต่อยอดจาก Ecosystem และฐานลูกค้าที่มีอยู่ Highlight สำคัญ รายได้รวม Q2/2569 เติบโต 83.4% YoY แตะ 8,680.2 ล้านบาท จาก 4,745.0 ล้านบาท กำไรสุทธิ Q2/2569 พุ่ง 553.6% YoY แตะ 351.9 ล้านบาท จาก 53.8 ล้านบาท กำไรขั้นต้น Q2/2569 เพิ่มขึ้น 120.2% YoY แตะ 1,005.6 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้นจาก 9.6% เป็น 11.6% กลุ่มธุรกิจจำหน่ายยานยนต์เป็นรายได้หลัก โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า XPENG และ ZEEKR ส่วนแบ่งกำไรจาก NEO เพิ่มขึ้น จากการปรับโครงสร้างการถือหุ้น อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) ลดลง จาก 2.7 เท่า ณ สิ้นปี 2568 เป็น 2.1 เท่า ณ 30 มิ.ย. 2569 ภาพรวมผลประกอบการ สำหรับไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC รายได้รวมอยู่ที่ 8,680.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 82.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากกลุ่มธุรกิจจำหน่ายยานยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ XPENG และ ZEEKR รวมถึงการเติบโตของรายได้จากกลุ่มธุรกิจให้บริการเช่ารถยนต์และคนขับ ในส่วนของกำไรขั้นต้น อยู่ที่ 1,005.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 120.2% YoY โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นจาก 9.6% เป็น 11.6% ซึ่งเป็นผลมาจากกลุ่มธุรกิจจำหน่ายยานยนต์ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นจากการเป็นผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า XPENG สำหรับกำไรสุทธิสำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569 อยู่ที่ 351.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 553.6% YoY โดยมีอัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 1.1% เป็น 4.1% ปัจจัยหลักมาจากกำไรจากการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นจากการจำหน่ายยานยนต์ที่เพิ่มขึ้นและมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้น ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมทางอ้อม Neo Mobility Asia (NEO) ที่เพิ่มขึ้น และการบริหารกระแสเงินสดที่ดีขึ้นทำให้ดอกเบี้ยจ่ายลดลง สำหรับงวดหกเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569 รายได้รวมอยู่ที่ 14,760.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67.5% YoY และกำไรสุทธิอยู่ที่ 675.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 520.8% YoY โอกาส การเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า: MGC ได้รับประโยชน์จากการเป็นผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ XPENG และ ZEEKR ซึ่งเป็นตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตสูง การขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์: การเปิดตัวรถยนต์ใหม่ 3 รุ่นในช่วงครึ่งปีหลัง จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของผลิตภัณฑ์และเพิ่มโอกาสในการขาย การต่อยอดธุรกิจ: การลงทุนในธุรกิจใหม่ที่ต่อยอดจาก Ecosystem และฐานลูกค้าที่มีอยู่ รวมถึงการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก จะสร้างโอกาสการเติบโตในระยะยาว การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง: การบริหารสต็อกอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารเงินทุนหมุนเวียน ความเสี่ยง ภาวะเศรษฐกิจ: ความผันผวนของเศรษฐกิจในประเทศและกำลังซื้อของผู้บริโภค อาจส่งผลกระทบต่อยอดขายรถยนต์ โดยเฉพาะกลุ่มกลาง-ล่าง ภาวะการเงินและสินเชื่อ: ทิศทางอัตราดอกเบี้ยและนโยบายสินเชื่อของสถาบันการเงิน อาจส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคที่ต้องใช้สินเชื่อ การแข่งขันในอุตสาหกรรม: การแข่งขันด้านราคาในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่รุนแรง อาจกดดันอัตรากำไร การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ: นโยบายภาครัฐ ภาษี หรือมาตรการทางการค้าที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ อาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนและการดำเนินงาน สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า: ติดตามแนวโน้มยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า XPENG และ ZEEKR รวมถึงการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ การบริหารต้นทุนและอัตรากำไร: จับตาการรักษาอัตรากำไรขั้นต้นและอัตรากำไรสุทธิ ท่ามกลางการแข่งขันที่สูง การขยายธุรกิจใหม่: ติดตามความคืบหน้าของการพัฒนา Mobilife และการลงทุนในธุรกิจใหม่ การบริหารสินค้าคงคลัง: ประเมินประสิทธิภาพการบริหารสต็อกรถยนต์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ผลกระทบจากปัจจัยภายนอก: ติดตามภาวะเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย และกฎระเบียบที่อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม) MGC ซึ่งอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ แสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่แข็งแกร่งในไตรมาส 2/2569 โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากกลุ่มธุรกิจจำหน่ายยานยนต์ ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการเป็นผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ XPENG และ ZEEKR การที่บริษัทฯ สามารถทำอัตรากำไรขั้นต้นได้ดีขึ้นจากการเป็น Distributor ของ XPENG สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการ Product Mix และการสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลิตภัณฑ์ใหม่ นอกจากนี้ การเติบโตของธุรกิจให้บริการเช่ารถยนต์ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมรายได้รวม การบริหารจัดการ Fleet รถยนต์ให้มีประสิทธิภาพและการเพิ่มจำนวนรถยนต์ให้บริการ ส่งผลให้รายได้ในส่วนนี้เติบโตตามไปด้วย ในด้านการบริหารต้นทุน MGC แสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการที่ดีขึ้น โดยเห็นได้จากอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวสูงขึ้น และการลดลงของดอกเบี้ยจ่ายจากการบริหารกระแสเงินสดที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นผลดีต่อกำไรสุทธิ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านการแข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะจากผู้เล่นรายใหม่ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา MGC มีการวางกลยุทธ์เพื่อกระจายความเสี่ยงโดยการมี Portfolio ของแบรนด์ที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งรถยนต์สันดาปและรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการสร้างรายได้จากธุรกิจที่มีความมั่นคง เช่น บริการหลังการขาย ซึ่งจะช่วยเสริมความสามารถในการรักษาระดับอัตรากำไร ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 กลุ่มบริษัทมีสินทรัพย์รวม 17,905.8 ล้านบาท ลดลง 5.9% จากสิ้นปี 2568 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของสินค้าคงเหลือและลูกหนี้การค้า ซึ่งสะท้อนถึงการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น หนี้สินรวมอยู่ที่ 12,198.3 ล้านบาท ลดลง 12.1% จากสิ้นปี 2568 โดยหลักมาจากการลดลงของเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่นในบางบริษัทย่อย สุทธิกับการเพิ่มขึ้นของเจ้าหนี้การค้าของ XTH เพื่อเตรียมการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าในไตรมาสถัดไป ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 10.7% เป็น 5,707.5 ล้านบาท สอดคล้องกับผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นในปี 2569 อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) ลดลงจาก 2.7 เท่า ณ สิ้นปี 2568 เป็น 2.1 เท่า ณ 30 มิถุนายน 2569 ซึ่งแสดงถึงฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น กระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงานสำหรับ 6 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 2,953.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของกำไรจากการเติบโตของธุรกิจ ในขณะที่กระแสเงินสดใช้ไปในกิจกรรมลงทุนและจัดหาเงินลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน สรุปท้าย MGC โชว์ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 เติบโตอย่างโดดเด่น โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การรุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้า XPENG และ ZEEKR ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ควบคู่ไปกับการเติบโตของธุรกิจบริการเช่ารถยนต์ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้รายได้และกำไรสุทธิพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การบริหารจัดการต้นทุนและกระแสเงินสดที่ดีขึ้น รวมถึงการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม ยังเป็นปัจจัยเสริมที่สำคัญ ขณะที่การเปิดตัวรถยนต์ใหม่และการบริหารสต็อกอย่างมีประสิทธิภาพในครึ่งปีหลัง จะเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต แม้จะมีความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขัน แต่ MGC ได้วางกลยุทธ์ที่รอบคอบเพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน