2026-08-13T19:37:27+00:00 iaa MTC บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) เมืองไทย แคปปิตอล โชว์ฟอร์มแกร่งไตรมาส 2/26 กำไรโตเด่นรับอานิสงส์คุมต้นทุนอยู่หมัด ผลประกอบการไตรมาส 2/26 เติบโตตามคาด บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/26 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1.91 พันล้านบาท เติบโต 4.5% จากไตรมาสก่อนหน้า และ 15.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยผลประกอบการเป็นไปตามที่โบรกเกอร์ FSSIA คาดการณ์ไว้ แม้ว่าการเติบโตของสินเชื่อจะชะลอตัวลงกว่าที่ประเมินไว้บ้าง แต่บริษัทสามารถชดเชยได้ด้วยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Loan Spread) ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น 27 bps มาอยู่ที่ 12.96% จากการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพและการรีไฟแนนซ์หุ้นกู้ได้สำเร็จ เจาะลึกสถานะทางการเงินและคุณภาพสินทรัพย์ ในด้านการบริหารจัดการต้นทุน บริษัททำได้ดีเยี่ยมส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost-to-Income Ratio) ลดลงเหลือ 47.06% อย่างไรก็ตาม ในส่วนของคุณภาพสินทรัพย์พบว่ามีสัญญาณอ่อนตัวลงเล็กน้อย โดยอัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 2.64% จาก 2.60% ในไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้บริษัทต้องตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) เพิ่มขึ้น 12% จากไตรมาสก่อนหน้า เพื่อความรอบคอบและรองรับการเติบโตของสินเชื่อในอนาคต ทั้งนี้บริษัทมีแผนจะทยอยเพิ่มอัตราส่วนสำรอง (Coverage Ratio) ให้เข้าใกล้เป้าหมายระยะยาวที่ 150% เพื่อสนับสนุนความแข็งแกร่งของอันดับเครดิต มุมมองโบรกเกอร์และกลยุทธ์การลงทุน โบรกเกอร์ FSSIA ยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" โดยให้ราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 40 บาท ซึ่งประเมินด้วยวิธี GGM (Gordon Growth Model) โดยมองว่า MTC ยังคงมีความสามารถในการสร้างการเติบโตของกำไรได้อย่างยั่งยืนด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ของกำไรในช่วงปี 2569-2571 ที่ระดับ 9.2% ผ่านกลยุทธ์การขยายสาขาอย่างต่อเนื่องและการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ที่รัดกุม แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงจากสภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่เปราะบางและราคาพลังงานที่อาจกดดันกำลังซื้อของผู้บริโภค แต่ด้วยความเชี่ยวชาญในการบริหารพอร์ตสินเชื่อที่มีหลักประกัน ทำให้บริษัทมีความยืดหยุ่นสูง สรุปภาพรวมการเติบโต โดยสรุป MTC ยังคงเป็นผู้นำในตลาดสินเชื่อที่มีหลักประกันที่น่าจับตา แม้การเติบโตของสินเชื่อในไตรมาส 2/26 จะต่ำกว่าเป้าหมายที่บริษัทวางไว้ที่ 10-15% แต่ด้วย ผลบวกจากการบริหารส่วนต่างดอกเบี้ยที่กว้างขึ้นและการควบคุมค่าใช้จ่ายที่เข้มงวด ทำให้กำไรยังคงเติบโตได้ดี นักลงทุนควรติดตามการบริหารจัดการ NPL อย่างใกล้ชิดในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความสามารถในการทำกำไรและสร้างความเชื่อมั่นต่อการเติบโตในระยะยาวตามเป้าหมายที่วางไว้