2026-08-13T18:46:26+00:00 fin BDMS บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) BDMS กำไรสุทธิ Q2/2569 ลดลง 7% รับผลกระทบผู้ป่วยต่างชาติชะลอตัว รายได้รวมเติบโตเล็กน้อย 1% แต่แรงกดดันจากปัจจัยภายนอกฉุดกำไรสุทธิ ขณะฝ่ายจัดการเร่งปรับกลยุทธ์รับมือ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีรายได้จากการดำเนินงานรวม 27,514 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิอยู่ที่ 3,248 ล้านบาท ลดลง 7% โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้ผู้ป่วยชาวต่างชาติที่ลดลงจากการชะลอตัวของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางและกัมพูชา รวมถึงกำลังซื้อผู้ป่วยชาวไทยที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน 1) หัวใจคืออะไร หัวใจสำคัญที่ส่งผลให้กำไรสุทธิของ BDMS ในไตรมาส 2 ปี 2569 ปรับตัวลดลง 7% มาอยู่ที่ 3,248 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) มาจาก การลดลงของรายได้ผู้ป่วยชาวต่างชาติ ซึ่งหักล้างกับการเติบโตเล็กน้อยของรายได้ผู้ป่วยชาวไทย และการเพิ่มขึ้นของรายได้อื่น 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น รายได้ผู้ป่วยชาวต่างชาติลดลง: ปัจจัยหลักมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 และความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้ผู้ป่วยชาวกัมพูชาลดลง 67% และชาวตะวันออกกลางลดลง 24% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2568 แม้ว่ารายได้จากผู้ป่วยต่างชาติกลุ่มอื่น (ไม่รวมสองกลุ่มนี้) จะเติบโต 10% แต่ไม่สามารถชดเชยผลกระทบดังกล่าวได้ทั้งหมด กำลังซื้อผู้ป่วยชาวไทยชะลอตัว: ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ทำให้ผู้ป่วยชาวไทยบางส่วนชะลอการรักษาที่ไม่เร่งด่วนออกไป ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้น: ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานรวมเพิ่มขึ้น 3% จากการเพิ่มขึ้นของค่าแพทย์ ค่ายา เวชภัณฑ์ และค่าเสื่อมราคาจากการขยายโรงพยาบาลเครือข่าย 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ มีโอกาสต่อเนื่องในระยะสั้น แต่มีสัญญาณฟื้นตัว ฝ่ายจัดการระบุว่า ตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 เป็นต้นมา บริษัทเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของรายได้จากทั้งผู้ป่วยชาวไทยและชาวตะวันออกกลาง โดยมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด Highlight สำคัญ รายได้รวม Q2/2569 เติบโต 1% YoY: อยู่ที่ 27,514 ล้านบาท โดยรายได้ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น 1% จากการเติบโตของผู้ป่วยชาวไทย 2% แต่ลดลงของผู้ป่วยชาวต่างชาติ 2% กำไรสุทธิ Q2/2569 ลดลง 7% YoY: อยู่ที่ 3,248 ล้านบาท ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) อยู่ที่ 11.8% ลดลงจาก 12.9% ในปีก่อน EBITDA Q2/2569 ลดลง 1% YoY: อยู่ที่ 6,058 ล้านบาท อัตรากำไร EBITDA Margin อยู่ที่ 22.0% ลดลงจาก 22.6% รายได้ 6 เดือนแรกปี 2569 เติบโต 1% YoY: อยู่ที่ 56,068 ล้านบาท กำไรสุทธิ 6 เดือนแรกปี 2569 อยู่ที่ 7,306 ล้านบาท ลดลง 7% YoY การขยายเครือข่ายโรงพยาบาล: เปิดโรงพยาบาลกรุงเทพมาบตาพุด, ขยายศักยภาพโรงพยาบาลกรุงเทพสุราษฎร์ และเปิดอาคารใหม่โรงพยาบาลกรุงเทพหัวหิน เปิดตัวโครงการ WellEra: โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสานเพื่อสุขภาพ มูลค่า 29,000 ล้านบาท คาดแล้วเสร็จปี 2573 ภาพรวมผลประกอบการ ไตรมาส 2 ปี 2569: รายได้จากการดำเนินงาน: 27,514 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% YoY รายได้ค่ารักษาพยาบาล: 25,917 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% YoY (ผู้ป่วยไทย +2%, ผู้ป่วยต่างชาติ -2%) รายได้จากการจำหน่ายสินค้า: 1,006 ล้านบาท ลดลง 4% YoY รายได้อื่น: 591 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45% YoY (รับรู้ค่าสินไหมทดแทนน้ำท่วม 90 ล้านบาท, รายได้ Mövenpick BDMS Wellness Resort) ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (รวมค่าเสื่อมราคา): 23,310 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% YoY EBITDA: 6,058 ล้านบาท ลดลง 1% YoY กำไรสุทธิ: 3,248 ล้านบาท ลดลง 7% YoY อัตรากำไรสุทธิ: 11.8% ลดลงจาก 12.9% YoY 6 เดือนแรก ปี 2569: รายได้จากการดำเนินงาน: 56,068 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% YoY EBITDA: 13,074 ล้านบาท ลดลง 2% YoY กำไรสุทธิ: 7,306 ล้านบาท ลดลง 7% YoY อัตรากำไรสุทธิ: 13.0% ลดลงจาก 14.1% YoY โอกาส การฟื้นตัวของรายได้ผู้ป่วยต่างชาติ: สัญญาณการฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 และการเติบโตที่ดีของผู้ป่วยต่างชาติกลุ่มอื่น (ไม่รวมกัมพูชาและตะวันออกกลาง) ที่ 10% YoY การขยายเครือข่ายโรงพยาบาล: การเพิ่มจำนวนเตียงและศักยภาพการให้บริการในโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น โครงการ WellEra: การต่อยอดธุรกิจด้าน Wellness และการพัฒนาระบบนิเวศด้านสุขภาพแบบครบวงจร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว การบริหารจัดการต้นทุนยาและเวชภัณฑ์: การติดตามสถานการณ์และเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ความเสี่ยง สถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาค: ส่งผลกระทบต่อการเดินทางของผู้ป่วยชาวกัมพูชาและตะวันออกกลาง ความผันผวนของราคาน้ำมัน: ส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้ป่วยชาวไทย การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและ AI: อาจส่งผลต่อต้นทุนการดำเนินงานและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ การแข่งขันในอุตสาหกรรมสุขภาพ: การรักษาความสามารถในการแข่งขันและการส่งมอบผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีที่สุด สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ แนวโน้มรายได้ผู้ป่วยต่างชาติ: โดยเฉพาะจากกลุ่มตะวันออกกลางและกัมพูชา ว่าจะฟื้นตัวได้ต่อเนื่องหรือไม่ ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ: ต่อกำลังซื้อของผู้ป่วยชาวไทย และการตัดสินใจเข้ารับการรักษา ความคืบหน้าโครงการ WellEra: และการสร้างรายได้จากธุรกิจ Wellness ในอนาคต การบริหารจัดการต้นทุน: โดยเฉพาะยาและเวชภัณฑ์ ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลก การลงทุนในเทคโนโลยีและ AI: เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและรับมือกับความเสี่ยงด้านไซเบอร์ รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ) รายได้ค่ารักษาพยาบาล: แม้รายได้รวมจะเติบโต 1% แต่หากไม่รวมผลกระทบจากผู้ป่วยกัมพูชาและตะวันออกกลาง รายได้ค่ารักษาพยาบาลจะเติบโต 3% โดยรายได้จากโรงพยาบาลนอกกรุงเทพฯ และปริมณฑลเติบโต 3% ขณะที่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลทรงตัว อัตราการครองเตียง: ลดลงจาก 61% ใน Q2/2568 เป็น 55% ใน Q2/2569 ซึ่งเป็นผลจากการลดลงของผู้ป่วยในทั้งชาวไทยและต่างชาติ การบริหารจัดการเครือข่าย: มีการปรับโครงสร้างโรงพยาบาล เช่น การเลิกกิจการโรงพยาบาลเทพากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการ ฐานะการเงินและกระแสเงินสด สินทรัพย์รวม: 157,602 ล้านบาท ใกล้เคียงสิ้นปี 2568 หนี้สินรวม: 50,326 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากสิ้นปี 2568 ส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ระยะสั้น ส่วนของผู้ถือหุ้น: 107,276 ล้านบาท ลดลง 2% จากสิ้นปี 2568 กระแสเงินสด: เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดลดลงสุทธิ 2,430 ล้านบาทใน 6 เดือนแรกปี 2569 โดยมีเงินสดจ่ายไปในกิจกรรมจัดหาเงินจำนวนมากจากการจ่ายเงินปันผลและไถ่ถอนหุ้นกู้ อัตราส่วนหนี้สิน: หนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.5 เท่า (มิ.ย. 69) เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 0.4 เท่า (ธ.ค. 68) สรุปท้าย BDMS ในไตรมาส 2 ปี 2569 เผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อรายได้ผู้ป่วยต่างชาติ แม้รายได้รวมจะยังเติบโตเล็กน้อย แต่กำไรสุทธิปรับลดลง อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจัดการได้แสดงความเชื่อมั่นในการฟื้นตัวและได้เตรียมกลยุทธ์รองรับ ทั้งการขยายเครือข่ายโรงพยาบาลและการต่อยอดธุรกิจ Wellness ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ขณะที่ความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด