2026-08-13T18:46:18+00:00 fin CPALL บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) CPALL กำไรสุทธิ Q2/2569 โต 11% รับแรงหนุนธุรกิจร้านสะดวกซื้อ-บริหารต้นทุน รายได้รวมโต 3.6% ฝ่ายจัดการเน้นกลยุทธ์สินค้า-O2O ดันยอดขาย ขณะคุมค่าใช้จ่ายมีประสิทธิภาพ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 7,512 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้รวม 265,760 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.6% จากการเติบโตของทุกกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจร้านสะดวกซื้อที่ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ควบคู่กับการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ Hero: หัวใจกำไร — ธุรกิจร้านสะดวกซื้อฟื้นตัว-บริหารต้นทุนเข้มข้น หนุนกำไรสุทธิโต 11.0% หัวใจสำคัญที่ผลักดันให้กำไรสุทธิของ CPALL ในไตรมาส 2 ปี 2569 เติบโตถึง 11.0% มาจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ประกอบกับการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น: ธุรกิจร้านสะดวกซื้อมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น 5.1% เป็น 123,719 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากการปรับกลยุทธ์ด้านสินค้าและการนำเสนอโปรโมชั่นที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดี รวมถึงการเติบโตของยอดขายจากช่องทาง O2O (7Delivery และ All Online) ที่มีสัดส่วนประมาณ 11% ของรายได้จากการขายสินค้ารวม แม้ว่ายอดขายเฉลี่ยต่อร้านต่อวันจะเพิ่มขึ้นเพียง 0.8% และจำนวนลูกค้าต่อสาขาต่อวันลดลงเล็กน้อย แต่การบริหารอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ระดับ 29.3% ซึ่งทรงตัวจากปีก่อน สะท้อนความสามารถในการบริหารต้นทุนท่ามกลางราคาพลังงานที่สูงขึ้น นอกจากนี้ การบันทึกเงินปันผลรับจากบริษัทย่อยจำนวน 5,398 ล้านบาท ยังเป็นปัจจัยบวกเพิ่มเติม ในส่วนของต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหาร (SG&A) บริษัทฯ มีการควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้น 4.5% ซึ่งน้อยกว่าการเติบโตของรายได้ โดยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นหลักๆ มาจากค่าตอบแทนพนักงาน ค่าบริหารร้านสาขา และค่าโฆษณา ซึ่งสอดคล้องกับการขยายสาขาและการเพิ่มขึ้นของรายได้ จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่: มีโอกาสต่อเนื่อง โดยฝ่ายจัดการมีแผนขยายสาขาร้าน 7-Eleven ในประเทศไทยอีกประมาณ 700 สาขาในปี 2569 และมีเป้าหมายรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้เติบโตต่อเนื่องจากการคัดสรรสินค้าที่ตรงความต้องการและเพิ่มสัดส่วนสินค้ากำไรขั้นต้นสูง โดยคาดการณ์รายได้จากการขายและบริการจะเติบโตใกล้เคียง GDP ซึ่งได้รับแรงหนุนจากยอดขายสาขาใหม่ สาขาเดิม และช่องทาง O2O Highlight สำคัญ กำไรสุทธิเติบโต 11.0% YoY: แตะระดับ 7,512 ล้านบาท จากการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้นของธุรกิจร้านสะดวกซื้อและธุรกิจอื่น ๆ รายได้รวมเพิ่ม 3.6% YoY: อยู่ที่ 265,760 ล้านบาท จากการปรับกลยุทธ์สินค้าและกลยุทธ์ O2O ที่ตอบสนองความต้องการลูกค้าได้ดี ธุรกิจร้านสะดวกซื้อรายได้โต 5.1% YoY: ยอดขายเฉลี่ยต่อร้านต่อวันเพิ่ม 0.8% ขณะที่ GPM ทรงตัวที่ 29.3% การบริหารต้นทุนมีประสิทธิภาพ: ค่าใช้จ่าย SG&A เพิ่มขึ้น 4.5% ซึ่งน้อยกว่าการเติบโตของรายได้ แผนขยายสาขาต่อเนื่อง: ตั้งเป้าเปิดร้านใหม่ในไทยอีก 700 สาขาในปี 2569 ภาพรวมผลประกอบการ ในไตรมาส 2 ปี 2569 CPALL มีรายได้รวม 265,760 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการ 257,098 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% จากการปรับเพิ่มขึ้นของรายได้ทุกกลุ่มธุรกิจ ก าไรขั้นต้นจากการขายและบริการเท่ากับ 58,669 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.5% โดยอัตราก าไรขั้นต้น (GPM) อยู่ที่ 22.8% ทรงตัวจากปีก่อน ต้นทุนในการจัดจ าหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารรวม 53,803 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.3% ส่งผลให้ก าไรก่อนต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น 3.9% เป็น 13,711 ล้านบาท และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 11.0% เป็น 7,512 ล้านบาท โอกาส การขยายสาขาต่อเนื่อง: แผนเปิดร้านใหม่ 700 สาขาในปี 2569 ในไทย และการขยายสาขาใน สปป.ลาว จะช่วยเพิ่มฐานรายได้ในอนาคต กลยุทธ์ O2O ที่แข็งแกร่ง: 7Delivery และ All Online เป็นช่องทางสำคัญในการเพิ่มรายได้และตอบสนองความต้องการลูกค้าที่หลากหลาย การพัฒนาสินค้าและโปรโมชั่น: การนำเสนอสินค้าใหม่และโปรโมชั่นที่ตรงใจลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม จะช่วยรักษาฐานลูกค้าเดิมและขยายฐานลูกค้าใหม่ การบริหารต้นทุนและ GPM: ความสามารถในการบริหารต้นทุนท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อและราคาพลังงานที่สูง จะช่วยรักษาความสามารถในการทำกำไร ความเสี่ยง ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและกำลังซื้อเปราะบาง: มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอาจยังไม่สามารถชดเชยการชะลอตัวของอุปสงค์ภายในประเทศได้ทั้งหมด ผู้บริโภคยังคงใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง ต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อ: ราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงส่งผลต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจและค่าครองชีพ กระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค การแข่งขันในธุรกิจค้าปลีก: การแข่งขันที่รุนแรงอาจกดดันอัตรากำไรและส่วนแบ่งทางการตลาด ผลกระทบจากโครงการภาครัฐ: การที่ธุรกิจร้านสะดวกซื้อไม่ได้เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ในช่วงปลายไตรมาส อาจส่งผลกระทบต่อยอดขายบางส่วน สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ การเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSS): ตัวเลข SSS ในไตรมาสถัดไปจะสะท้อนความสามารถในการดึงดูดลูกค้าและการใช้จ่ายของผู้บริโภค การบริหารต้นทุนค่าใช้จ่าย: การควบคุมค่าใช้จ่าย SG&A ให้เติบโตในอัตราที่ต่ำกว่ารายได้อย่างต่อเนื่อง การขยายตัวของช่องทาง O2O: สัดส่วนรายได้จาก 7Delivery และ All Online จะมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตในอนาคต ผลกระทบจากปัจจัยภายนอก: ความผันผวนของราคาพลังงาน สถานการณ์เศรษฐกิจโลก และนโยบายภาครัฐ การขยายสาขาในต่างประเทศ: ความคืบหน้าของการขยายสาขาใน สปป.ลาว และกัมพูชา รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ) ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ: จำนวนสาขา: ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2569 มี 16,284 สาขา เปิดใหม่สุทธิ 200 สาขา ยอดขาย: รายได้ 123,719 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.1% YoY ยอดขายเฉลี่ยต่อร้านต่อวัน: 85,843 บาท ยอดขายสาขาเดิม (SSS): เพิ่มขึ้น 0.8% YoY ยอดซื้อต่อบิล: ประมาณ 90 บาท จำนวนลูกค้าต่อสาขาต่อวัน: 959 คน (ลดลงเล็กน้อย YoY) สัดส่วนรายได้: อาหารและเครื่องดื่ม 77.5%, สินค้าอุปโภค 22.5% กำไรขั้นต้น (GPM): 29.3% (ทรงตัว YoY) กำไรจากการดำเนินงาน: 13,639 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.0% YoY กำไรสุทธิ (เฉพาะกิจการ): 10,392 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.5% YoY ธุรกิจอื่น ๆ: รายได้รวม: 265,760 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.6% YoY กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA): 13,711 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9% YoY กำไรสุทธิ: 7,512 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.0% YoY ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทฯ มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 32,795 ล้านบาท ลดลง 38.4% จากสิ้นปี 2568 เนื่องจากการชำระคืนหุ้นกู้และเงินกู้ยืมระยะยาว ลูกหนี้การค้าลดลง 8.8% มาอยู่ที่ 4,781 ล้านบาท สินค้าคงเหลือลดลง 7.7% มาอยู่ที่ 68,442 ล้านบาท เจ้าหนี้การค้าลดลง 12.6% มาอยู่ที่ 117,537 ล้านบาท ส่งผลให้มีวงจรเงินสดติดลบประมาณ 23 วัน หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยลดลง 2.1% มาอยู่ที่ 319,574 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนผู้ถือหุ้น 0.82 เท่า ซึ่งยังคงต่ำกว่าข้อกำหนดที่ 2:1 สรุปท้าย CPALL โชว์ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 แข็งแกร่งด้วยกำไรสุทธิที่เติบโต 11.0% โดยมีหัวใจสำคัญมาจากผลการดำเนินงานที่โดดเด่นของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการปรับกลยุทธ์สินค้าและช่องทาง O2O ควบคู่ไปกับการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะเผชิญความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ แต่แผนการขยายสาขาและการพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ดี ทำให้บริษัทฯ ยังคงมีโอกาสเติบโตได้ต่อเนื่องในอนาคต โดยนักลงทุนควรจับตาการเติบโตของ SSS และการบริหารต้นทุนในไตรมาสถัดไป