2026-08-13T06:50:33+00:00 fin SJWD บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) SJWD สรุปผลประกอบการ Q2/2569 SJWD กำไรสุทธิ Q2/2569 พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รับแรงหนุนรายได้รวมโต 9.7% SJWD โชว์ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ทำสถิติสูงสุดใหม่ทั้งรายได้และกำไรสุทธิ โดยรายได้รวมเติบโต 9.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นถึง 64.0% ปัจจัยหลักมาจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของธุรกิจหลักทุกกลุ่ม การขยายฐานลูกค้า และการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน 1) หัวใจคืออะไร หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ SJWD ในไตรมาส 2 ปี 2569 คือ การเติบโตอย่างแข็งแกร่งของรายได้รวมที่ 9.7% YoY และการปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ที่เพิ่มขึ้นจาก 14.0% เป็น 15.0% YoY ซึ่งส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นเติบโตถึง 64.0% YoY โดยปัจจัยหลักมาจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของธุรกิจหลักทุกกลุ่ม การขยายฐานลูกค้า และการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น การเติบโตของรายได้ ได้รับแรงสนับสนุนจากหลายปัจจัย ได้แก่: การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลูกค้า: ลูกค้าหันมาให้ความสำคัญกับความมั่นคงและความยืดหยุ่นของซัพพลายเชนมากขึ้น จากเดิมที่เน้น Lean Inventory และ Just-in-Time ทำให้ความต้องการใช้บริการคลังสินค้า การบริหารสินค้าคงคลัง และโลจิสติกส์ที่มีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น การใช้ประโยชน์จากโครงสร้างธุรกิจที่หลากหลาย: SJWD มีความหลากหลายทั้งประเภทบริการ อุตสาหกรรมลูกค้า และเครือข่ายในอาเซียน ทำให้สามารถบริหารจัดการเส้นทางและปรับรูปแบบบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ การขยายตัวของธุรกิจหลัก: ธุรกิจให้บริการขนส่งสินค้า (เพิ่มขึ้น 11.4% YoY), ธุรกิจให้บริการรับฝากและบริหารสินค้า (เพิ่มขึ้น 10.9% YoY) และธุรกิจโลจิสติกส์ในต่างประเทศ (เพิ่มขึ้น 20.1% YoY) ล้วนมีผลการดำเนินงานที่โดดเด่น การลงทุนและพัฒนาโซลูชันใหม่: การเปิดคลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิแห่งแรกในมาเลเซีย, การลงทุนในรถบรรทุกห้องเย็นในลาว, การเป็นสมาชิก World Cargo Alliance (WCA), การลงทุนเพิ่มใน Jumbo Bags & Tucks, และการร่วมทุนใน Mobility Insight (MOBIS) ล้วนเป็นการเสริมศักยภาพและสร้างโอกาสการเติบโต การปรับตัวดีขึ้นของอัตรากำไรขั้นต้น เกิดจาก: การเติบโตของธุรกิจหลัก: การรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นและการสร้างผลตอบแทนจากการดำเนินงานได้ดีขึ้น การสร้าง Synergy ภายในกลุ่ม: การบริหารจัดการทรัพยากรและสินทรัพย์อย่างเหมาะสม และการใช้ประโยชน์จากการทำงานร่วมกันภายในกลุ่มธุรกิจ การเพิ่มสัดส่วนบริการมูลค่าเพิ่ม: การมุ่งเน้นบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น Cold Chain และโลจิสติกส์เฉพาะทาง การบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย: แม้ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารจะเพิ่มขึ้น 13.0% YoY ส่วนหนึ่งจากการรับรู้ค่าใช้จ่ายครั้งเดียว แต่การบริหารต้นทุนโดยรวมยังคงมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้า เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 85.6% YoY จากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของ Transimex Corporation (TMS) และ Asia Network International PCL (ANI) รวมถึง Siam JWD Logistics PCL (SiamJWD) ก็มีส่วนช่วยหนุนกำไรสุทธิเช่นกัน 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ มีโอกาสต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนดังนี้: แนวโน้มการบริหารซัพพลายเชน: ฝ่ายจัดการมองว่าปัจจัยความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์จะยังคงเป็นแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน การกระจายแหล่งจัดหา และการบริหารสินค้าคงคลังมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนความต้องการบริการโลจิสติกส์ในระยะยาว การขยายเครือข่ายและบริการ: การลงทุนในธุรกิจ Cold Chain ในมาเลเซีย, การขยายธุรกิจใน CLMV, การเป็นสมาชิก WCA, และการร่วมทุนใน MOBIS เป็นการเสริมสร้างศักยภาพและโอกาสในการเติบโตในอนาคต การมุ่งเน้นบริการมูลค่าเพิ่ม: การพัฒนาบริการเพื่อรองรับอุตสาหกรรม Data Center และการขยายเครือข่ายในภูมิภาค จะช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันและสนับสนุนการเติบโตระยะยาว การบริหารต้นทุนและประสิทธิภาพ: บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นการบริหารต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพ และการสร้าง Synergy ภายในกลุ่มอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาปัจจัยฤดูกาล ในไตรมาส 3 ที่อาจกระทบธุรกิจขนส่งสินค้าในช่วง Low Season และ ความผันผวนของอัตราค่าระวาง ในธุรกิจ Freight และ Cross-border Logistics แต่โดยรวมแล้ว แนวโน้มการเติบโตยังคงมีปัจจัยสนับสนุนที่ดี Highlight สำคัญ รายได้รวม Q2/2569 ทำสถิติสูงสุดใหม่ ที่ 6,940.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.7% QoQ และ 9.7% YoY กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น Q2/2569 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ที่ 463.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67.6% QoQ และ 64.0% YoY อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวดีขึ้น เป็น 15.0% จาก 14.1% ใน Q2/2568 ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้า เติบโตโดดเด่น เพิ่มขึ้น 85.6% YoY ธุรกิจโลจิสติกส์ในต่างประเทศเติบโตแข็งแกร่ง รายได้เพิ่มขึ้น 20.1% YoY การลงทุนในธุรกิจ Cold Chain ขยายตัว เปิดคลังสินค้าแห่งแรกในมาเลเซีย และลงทุนในรถบรรทุกห้องเย็นใน CLMV การบริหารต้นทุนและประสิทธิภาพ ยังคงเป็นจุดแข็ง แม้ค่าใช้จ่ายขายและบริหารเพิ่มขึ้น 13.0% YoY ภาพรวมผลประกอบการ SJWD สร้างผลประกอบการที่แข็งแกร่งในไตรมาส 2 ปี 2569 โดยมีรายได้รวม 6,940.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.7% QoQ และ 9.7% YoY สำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 รายได้รวมอยู่ที่ 13,208.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.6% YoY กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 1,044.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.2% QoQ และ 17.3% YoY สำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 1,927.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.9% YoY กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 463.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67.6% QoQ และ 64.0% YoY สำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 กำไรสุทธิอยู่ที่ 739.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.2% YoY อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นเป็น 15.0% จาก 14.1% และอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 6.3% จาก 5.0% ในปีก่อน โอกาส การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างซัพพลายเชนโลก: การที่ลูกค้าให้ความสำคัญกับความมั่นคงและความยืดหยุ่นของซัพพลายเชนมากขึ้น เป็นปัจจัยหนุนความต้องการบริการโลจิสติกส์ การขยายเครือข่ายและบริการในอาเซียน: การลงทุนในธุรกิจ Cold Chain ในมาเลเซีย, การขยายธุรกิจใน CLMV, การเป็นสมาชิก WCA และการร่วมทุนใน MOBIS จะช่วยเสริมศักยภาพและสร้างโอกาสการเติบโต การเติบโตของอุตสาหกรรม Data Center และ AI: ความต้องการใช้บริการโลจิสติกส์สำหรับอุปกรณ์เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้น การมุ่งเน้น Green Logistics: การใช้รถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck) และการขนส่งทางราง จะช่วยตอบสนองความต้องการของลูกค้าและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน การศึกษา M&A: การมองหาโอกาสในการลงทุน ร่วมทุน หรือควบรวมกิจการ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายและขยายธุรกิจในภูมิภาค ความเสี่ยง ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์: อาจส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง และทิศทางการค้า ปัจจัยฤดูกาล: ไตรมาส 3 อาจได้รับผลกระทบจาก Low Season ของธุรกิจขนส่งสินค้าบางกลุ่ม ความผันผวนของอัตราค่าระวาง: ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ Freight และ Cross-border Logistics การแข่งขันด้านราคา: ในบางกลุ่มธุรกิจ เช่น การรับฝากเอกสารและข้อมูล ต้นทุนค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น: ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ Cold Chain สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ การขยายตัวของธุรกิจ Cold Chain: โดยเฉพาะในมาเลเซียและ CLMV ผลการดำเนินงานของธุรกิจโลจิสติกส์ในต่างประเทศ: โดยเฉพาะในเวียดนาม, กัมพูชา, สปป.ลาว และฟิลิปปินส์ ความคืบหน้าของการลงทุนใน MOBIS: และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการพัฒนาโซลูชันโลจิสติกส์ การบริหารจัดการต้นทุนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร: โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียว แนวโน้มอัตราค่าระวาง: ในธุรกิจ Freight และ Cross-border Logistics การใช้รถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck): ในการให้บริการ Green Logistics รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ) ธุรกิจให้บริการจัดเก็บและบริหารสินค้า: รายได้เติบโต 10.9% YoY โดยเฉพาะสินค้าทั่วไป (18.5% YoY) และสินค้าควบคุมอุณหภูมิ (20.4% YoY) อัตราการใช้พื้นที่คลังสินค้าทั่วไปสูงถึง 94.8% ใน Q2/2569 และธุรกิจ Cold Chain มีอัตราการใช้พื้นที่ 81.2% ธุรกิจให้บริการขนส่งสินค้า: รายได้รวมเติบโต 11.4% YoY โดย B2B เพิ่มขึ้น 11.3% YoY และ D2C เพิ่มขึ้น 25.0% YoY อัตรากำไรขั้นต้นของกลุ่มนี้ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ธุรกิจโลจิสติกส์ในต่างประเทศ: รายได้เติบโต 20.1% YoY โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์: รายได้เติบโต 19.3% YoY จากการทำสัญญาให้บริการกับสายเรือเพิ่มเติม และการใช้ประโยชน์จากระบบราง ฐานะการเงินและกระแสเงินสด สินทรัพย์รวม: 44,604.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.1% จากการเพิ่มขึ้นของลูกหนี้การค้าและเงินลงทุน หนี้สินรวม: 20,393.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.2% จากเงินกู้ยืมระยะสั้น ส่วนของผู้ถือหุ้น: 23,171.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.5% จากกำไรสุทธิที่ต่อเนื่อง กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน: 1,212.2 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 3.5% YoY แต่ยังคงแข็งแกร่ง กระแสเงินสดจากการลงทุน: ใช้ไป 189.3 ล้านบาท ลดลง 56.8% YoY เนื่องจากจ่ายเพื่อซื้อที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ลดลง กระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน: ใช้ไป 1,072.5 ล้านบาท ลดลง 35.8% YoY จากการจ่ายชำระหนี้เงินกู้ยืม สภาพคล่อง: อัตราส่วนสภาพคล่องอยู่ที่ 0.65 เท่า (ไม่รวมรายการส่วนของหุ้นกู้ที่ถึงกำหนดชำระภายใน 1 ปี อยู่ที่ 0.92 เท่า) อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น: อยู่ที่ 0.84 เท่า (ไม่รวม TFRS16 อยู่ที่ 0.73 เท่า) สรุปท้าย SJWD Q2/2569 ทำผลงานโดดเด่นด้วยกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากการเติบโตของรายได้ที่แข็งแกร่งในทุกกลุ่มธุรกิจหลัก โดยเฉพาะการให้บริการจัดเก็บและบริหารสินค้า รวมถึงการขนส่งสินค้า ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลูกค้าที่เน้นความมั่นคงของซัพพลายเชน ประกอบกับการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพและ Synergy ภายในกลุ่ม ทำให้ GPM ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกและฤดูกาล แต่แนวโน้มการเติบโตยังคงมีปัจจัยสนับสนุนที่ดีจากการขยายเครือข่ายในอาเซียน การลงทุนในบริการมูลค่าเพิ่ม และการมุ่งเน้น Green Logistics ซึ่งจะช่วยรักษาความแข็งแกร่งทางการเงินและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว