Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
iaa SAPPE บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน)

SAPPE กำไร Q2/26 พลาดเป้าจากค่าใช้จ่ายพุ่ง จับตาครึ่งปีหลังฟื้นตัว

ไฮไลท์สำคัญ บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPE รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 189 ล้านบาท (+3.3% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่ -23.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) หากไม่รวมกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน กำไรปกติอยู่ที่ 185 ล้านบาท ซึ่ง ต่ำกว่าที่โบรกเกอร์ FSSIA คาดการณ์ไว้ 8% เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสูงกว่าที่ประเมินไว้ โดยรายได้รวมอยู่ที่ 1.5 พันล้านบาท ฟื้นตัวได้ดีในทุกภูมิภาค วิเคราะห์ผลประกอบการและมุมมองการลงทุน โบรกเกอร์ FSSIA ระบุว่า แม้รายได้และอัตรากำไรขั้นต้นจะเป็นไปตามคาด แต่สาเหตุหลักที่กดดันผลประกอบการมาจากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ที่สูงกว่าคาด 5% (หรือ 24 ล้านบาท) จากการเพิ่มงบการตลาด (A&P) ค่าใช้จ่ายบุคลากรจากการขยายทีมในไทยและฟิลิปปินส์ รวมถึงค่าขนส่งที่สูงขึ้น ส่งผลให้อัตราส่วน SG&A ต่อรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 31.0% ทั้งนี้ FSSIA คงคำแนะนำ "ซื้อ" และคงราคาเป้าหมายที่ 38.00 บาท โดยมองว่าบริษัทมีปัจจัยบวกจากการเติบโตของยอดขายในต่างประเทศที่แข็งแกร่ง ข้อสังเกตและแนวโน้มในอนาคต สำหรับแนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลัง FSSIA คาดว่ากำไรจะปรับตัวดีขึ้นทั้งจากไตรมาสก่อนและช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการตามฤดูกาล ต้นทุนวัตถุดิบที่เริ่มคงที่หลังจากรับรู้ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่สูงขึ้นไปแล้วในไตรมาส 2 และผลตอบแทนจากการลงทุนด้านการตลาดและการขยายทีมงานที่จะเริ่มเห็นผลชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ การขยายธุรกิจในอินโดนีเซียผ่านตัวแทนจำหน่ายรายใหม่ แม้อาจล่าช้าไปเป็นไตรมาส 4/2569 แต่บริษัทได้จัดตั้งบริษัทย่อยเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาวแล้ว สรุปภาพรวมการเติบโต โบรกเกอร์ FSSIA ยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ไว้ที่ 842 ล้านบาท (+8.5% จากปีก่อน) และคาดว่าการเติบโตจะเร่งตัวขึ้นเป็น 25.7% ในปี 2570 โดย SAPPE ยังคงเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานแกร่งด้วยสถานะการเงินที่แข็งแรงและกระแสเงินสดที่มั่นคง แม้จะมีแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายระยะสั้น แต่การขยายตลาดต่างประเทศยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนกำไรในอนาคต