2026-08-07T08:31:24+00:00 iaa MINT บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) MINT โชว์ฟอร์มแกร่งไตรมาส 2 กำไรพุ่งรับไฮซีซั่นยุโรป โบรกฯ มองเป้าไกล 32.50 บาท ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 เติบโตโดดเด่น บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 3,310 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 410% จากไตรมาสก่อนหน้า (q-q) และ 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (y-y) โดยหากไม่รวมรายการพิเศษอย่างผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน กำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core Profit) อยู่ที่ 3,513 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์จาก FSSIA คาดการณ์ไว้ โดยได้รับปัจจัยหนุนสำคัญจากธุรกิจโรงแรมในยุโรปที่เข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น รวมถึงการเติบโตของรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) ที่เพิ่มขึ้น 5% (y-y) จากราคาห้องพักที่สูงขึ้นทั้งในยุโรปและไทยหลังการปรับปรุงโรงแรมเสร็จสิ้น เจาะลึกสถานะการเงินและการดำเนินงาน ในส่วนของธุรกิจอาหารยังคงมีความยืดหยุ่นสูง โดยมียอดขายสาขาเดิม (SSSG) ปรับตัวลดลงเพียงเล็กน้อย 0.3% (y-y) แต่ยอดขายรวมทุกสาขา (TSSG) เติบโต 0.7% (y-y) จากกลยุทธ์การตลาดที่ตรงจุดและการขยายสาขาในไทยและจีน ด้านอัตรากำไร EBITDA อยู่ที่ 29.0% เพิ่มขึ้น 6.5ppt (q-q) แม้จะเผชิญกับต้นทุนค่าเช่าและค่าแรงที่สูงขึ้น ทั้งนี้บริษัทมีภาระต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 16% (q-q) จากการกู้ยืมเงินเพื่อรีไฟแนนซ์หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน โดยนักวิเคราะห์มองว่าแนวโน้มครึ่งปีหลังของปี 2569 จะเติบโตแข็งแกร่งขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ผ่อนคลายลง มุมมองนักวิเคราะห์และราคาเป้าหมาย บริษัทหลักทรัพย์ FSSIA คงคำแนะนำ "ซื้อ" โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 32.50 บาท ซึ่งประเมินด้วยวิธี DCF (Discounted Cash Flow) โดยมองว่าราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ระดับ P/E ปี 2569 เพียง 13 เท่า ซึ่งถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มโรงแรมในไทยที่ระดับ 21 เท่าอย่างมาก นักวิเคราะห์เชื่อว่า MINT จะมีการเติบโตของกำไรที่เร่งตัวขึ้นในปี 2567-2568 จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว การขยายธุรกิจ และกลยุทธ์ Asset-light ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ สรุปภาพรวมการลงทุน โดยรวมแล้ว MINT ยังคงเป็นหุ้นที่มีความน่าสนใจด้วยพื้นฐานที่แข็งแกร่งและการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ แม้จะมีภาระหนี้สินตามโครงสร้างธุรกิจ แต่ด้วยกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่เติบโตต่อเนื่องและการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลก จะเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ผลักดันให้ผลประกอบการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว นักลงทุนควรจับตาการฟื้นตัวของธุรกิจในครึ่งปีหลังซึ่งคาดว่าจะทำได้ดีกว่าครึ่งปีแรกอย่างมีนัยสำคัญ