2026-08-07T18:27:58+00:00 fin MRDIYT บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) MRDIYT สรุปผลประกอบการ Q2/2569 MRDIYT โชว์รายได้ Q2/2569 โต 18% รับแรงหนุนขยายสาขาต่อเนื่อง ยอดขายสาขาเดิมชะลอตัวเล็กน้อย แต่ GPM ขยับขึ้น หนุนกำไรสุทธิพุ่ง 19.4% บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MRDIYT รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 เติบโตแข็งแกร่ง โดยมีรายได้รวม 5,876.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิปรับตัวขึ้น 19.4% มาอยู่ที่ 757.0 ล้านบาท โดยปัจจัยหลักมาจากแรงหนุนของการขยายเครือข่ายสาขาอย่างต่อเนื่องและการเพิ่มขึ้นของจำนวนธุรกรรม แม้ว่ายอดขายสาขาเดิม (SSSG) จะติดลบเล็กน้อยก็ตาม Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน หัวใจกำไรของ MRDIYT ในไตรมาส 2 ปี 2569 มาจากการขยายเครือข่ายสาขาที่แข็งแกร่ง ควบคู่กับการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวดีขึ้น 1. หัวใจคืออะไร: หัวใจหลักที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ MRDIYT ในไตรมาส 2 ปี 2569 คือ การเติบโตของรายได้จากการขายที่แข็งแกร่งถึง 17.8% ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการ ขยายเครือข่ายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ เปิดสาขาใหม่ 59 สาขา ทำให้มีสาขารวมทั้งสิ้น 1,248 สาขา ณ สิ้นไตรมาส นอกจากนี้ อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ปรับตัวดีขึ้นเป็น 52.0% จาก 51.4% ในปีก่อน ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนกำไรสุทธิให้เติบโตถึง 19.4% 2. ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น: การขยายสาขา: การเปิดสาขาใหม่จำนวนมาก โดยเฉพาะสาขานอกศูนย์การค้า ซึ่งเป็นรูปแบบที่บริษัทฯ เน้นย้ำ ทำให้บริษัทฯ สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้กว้างขวางขึ้น และเพิ่มจำนวนธุรกรรมโดยรวมได้ถึง 18.8% แม้ว่ามูลค่าเฉลี่ยต่อธุรกรรมจะลดลงเล็กน้อยก็ตาม การบริหาร GPM: การที่ GPM ปรับตัวดีขึ้นมาจากหลายปัจจัย ได้แก่ การประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) จากการขยายสาขาที่มากขึ้น การมีโครงสร้างยอดขายสินค้าที่เหมาะสมมากขึ้น โดยเฉพาะสัดส่วนยอดขายสินค้า Private Label ที่เพิ่มขึ้น และการบริหารจัดการสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ค่าระวางขนส่ง และต้นทุนปัจจัยการผลิต 3. จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่: มีโอกาสต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายสาขาที่ยังคงเป็นกลยุทธ์หลักของบริษัทฯ โดยมีแผนเปิดสาขาใหม่ประมาณ 210 สาขาในปี 2569 และอีก 210 สาขาในปี 2570 ซึ่งจะทำให้มีสาขารวมกว่า 1,500 สาขาภายในสิ้นปี 2570 นอกจากนี้ การนำแนวคิด MR. D.I.Y. 2.0 มาใช้กับสาขาใหม่ และการนำเสนอสินค้าที่หลากหลาย รวมถึงสินค้า Private Label ที่มีอัตรากำไรดี จะช่วยรักษาและเพิ่ม GPM ได้ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ที่ติดลบ 1.2% ในไตรมาสนี้ ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในการกระตุ้นยอดขายจากสาขาเดิม ซึ่งต้องจับตาดูว่าบริษัทฯ จะสามารถพลิกกลับมาเติบโตเป็นบวกได้หรือไม่ Highlight สำคัญ รายได้รวม Q2/2569 เติบโต 18.0% YoY แตะ 5,876.8 ล้านบาท กำไรสุทธิ Q2/2569 เพิ่มขึ้น 19.4% YoY อยู่ที่ 757.0 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับดีขึ้น เป็น 52.0% จาก 51.4% ในปีก่อน จำนวนสาขาเพิ่มขึ้น 21.5% YoY เป็น 1,248 สาขา ณ สิ้นไตรมาส ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ติดลบ 1.2% เนื่องจากฐานเปรียบเทียบสูงในปีก่อน ภาพรวมผลประกอบการ บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MRDIYT รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีรายได้รวม 5,876.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ขณะที่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 19.4% YoY มาอยู่ที่ 757.0 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ (NPM) ที่ 12.9% ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการทำกำไรที่ต่อเนื่อง สำหรับผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2569 รายได้รวมอยู่ที่ 11,329.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.6% YoY และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 22.0% YoY อยู่ที่ 1,435.3 ล้านบาท โอกาส การขยายเครือข่ายสาขาอย่างต่อเนื่อง: บริษัทฯ มีแผนเปิดสาขาใหม่ 210 สาขาในปี 2569 และอีก 210 สาขาในปี 2570 โดยเน้นสาขานอกศูนย์การค้าในทำเลชุมชน ซึ่งช่วยเพิ่มการเข้าถึงลูกค้าและลดต้นทุนการลงทุนต่อสาขา การนำแนวคิด MR. D.I.Y. 2.0 มาใช้: การพัฒนารูปแบบร้านให้ทันสมัยและน่าสนใจยิ่งขึ้น จะช่วยยกระดับประสบการณ์ลูกค้าและกระตุ้นยอดขาย การนำเสนอสินค้า Private Label: การเพิ่มสัดส่วนสินค้า Private Label ที่มีอัตรากำไรสูง จะช่วยหนุน GPM ให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง การลงทุนในคลังสินค้าอัตโนมัติ: โครงการคลังสินค้าอัตโนมัติแห่งใหม่ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะ จังหวัดสมุทรปราการ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและรองรับการขยายสาขาในระยะยาว ความเสี่ยง ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ชะลอตัว: การที่ SSSG ติดลบ 1.2% ในไตรมาสนี้ บ่งชี้ถึงความท้าทายในการกระตุ้นยอดขายจากสาขาเดิม ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง และฐานเปรียบเทียบที่สูงในปีก่อน ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภค: แม้เศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัว แต่กำลังซื้อภาคครัวเรือนยังคงอ่อนแอ ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังในการใช้จ่ายและให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าเป็นหลัก ต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น: ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) เพิ่มขึ้น 22.6% YoY ในไตรมาสนี้ สอดคล้องกับการขยายสาขา แต่ก็เป็นแรงกดดันต่ออัตรากำไรหากยอดขายไม่เติบโตตาม ความผันผวนของปัจจัยภายนอก: ความตึงเครียดในตะวันออกกลางในช่วงต้นไตรมาสส่งผลต่อต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และปัจจัยการผลิต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนสินค้าในอนาคต สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ทิศทางยอดขายสาขาเดิม (SSSG): จะสามารถกลับมาเติบโตเป็นบวกได้หรือไม่ในไตรมาสถัดไป การบริหารจัดการต้นทุน: บริษัทฯ จะสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารให้เติบโตในอัตราที่ต่ำกว่ารายได้ได้ต่อเนื่องหรือไม่ ความคืบหน้าของโครงการคลังสินค้าอัตโนมัติ: การก่อสร้างและการติดตั้งระบบ ASRS เป็นไปตามแผนหรือไม่ และจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างไร การตอบรับของแนวคิด MR. D.I.Y. 2.0: รูปแบบร้านใหม่จะช่วยกระตุ้นยอดขายและสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งได้มากน้อยเพียงใด การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง: ระดับสินค้าคงคลังที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจะส่งผลต่อต้นทุนการถือครองหรือไม่ รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ) รายได้จากการขาย: เติบโต 17.8% YoY เป็น 5,832.1 ล้านบาท โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการขยายสาขานอกศูนย์การค้า ซึ่งคิดเป็น 72.5% ของยอดขายรวม หมวดสินค้าเครื่องใช้ในครัวเรือนและอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน และฮาร์ดแวร์ ยังคงเป็นสองหมวดสินค้าหลักที่สร้างรายได้สูงสุด จำนวนธุรกรรมและมูลค่าเฉลี่ย: จำนวนธุรกรรมเพิ่มขึ้น 18.8% เป็น 34.9 ล้านรายการ ขณะที่มูลค่าเฉลี่ยต่อธุรกรรมลดลงเล็กน้อย 0.9% เป็น 166.9 บาท สะท้อนการใช้จ่ายในหมวดสินค้าที่ไม่เร่งด่วนที่ยังอ่อนตัว การบริหารต้นทุน: ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 16.3% YoY สอดคล้องกับยอดขายที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับดีขึ้น 0.6 จุด เป็น 52.0% ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 19,426.8 ล้านบาท โดยมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 784.4 ล้านบาท ลดลงจากสิ้นปี 2568 เนื่องจากมีการลงทุนเชิงกลยุทธ์และจ่ายเงินปันผล สินค้าคงเหลืออยู่ที่ 5,561.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพื่อรองรับการขยายสาขา หนี้สินรวมอยู่ที่ 8,996.3 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 10,430.5 ล้านบาท สะท้อนฐานะการเงินที่มั่นคง ภาระหนี้ลดลงหลัง IPO และหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยอยู่ในระดับจำกัด กระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงานในครึ่งแรกปี 2569 อยู่ที่ 3,084.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดยนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนและสนับสนุนการขยายธุรกิจ สรุปท้าย MRDIYT โชว์ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ที่แข็งแกร่ง ด้วยรายได้และกำไรที่เติบโตอย่างน่าประทับใจ โดยมีหัวใจสำคัญมาจากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องและการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การชะลอตัวของยอดขายสาขาเดิมและภาวะกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตา การลงทุนในคลังสินค้าอัตโนมัติและการนำแนวคิดร้านค้าใหม่มาใช้ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต โดยบริษัทฯ ยังคงมีแนวโน้มการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและมีโอกาสเติบโตต่อเนื่องหากสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ