Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
fin PTTGC บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

PTTGC Q2/2569 กำไรสุทธิพุ่ง 1.2 หมื่นล้านบาท รับอานิสงส์ราคาปิโตรเคมีโลกตึงตัว

เหตุการณ์ความไม่สงบตะวันออกกลางดันราคาผลิตภัณฑ์พุ่งสูง ฝ่ายจัดการเร่งบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 12,208 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ซึ่งสอดคล้องกับราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ส่งผลให้เกิดการตึงตัวของอุปทานผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีในตลาดจากการจำกัดการจัดหาวัตถุดิบ ฝ่ายจัดการยังคงมุ่งมั่นดำเนินกลยุทธ์ Portfolio transformation และมาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง Hero: หัวใจกำไร — ปัจจัยบวกจากราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีโลกตึงตัว และการกลับมาเดินเครื่องโรงโอเลฟินส์ หัวใจกำไรหลัก ในไตรมาส 2/2569 ของ PTTGC มาจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของ ราคาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มปิโตรเคมี โดยเฉพาะโอเลฟินส์และโพลิเมอร์ ซึ่งได้รับแรงหนุนจาก เหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่ออุปทานวัตถุดิบและทำให้เกิดภาวะอุปทานตึงตัวในตลาด ประกอบกับการ กลับมาเดินเครื่องโรงผลิตโอเลฟินส์หน่วยที่ 4 ของบริษัทฯ ได้ตามแผน ทำให้ปริมาณการขายผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์สูงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ Adjusted EBITDA ของบริษัทฯ ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าและช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุที่ทำให้เกิดผลประกอบการเช่นนี้ คือ ความไม่สงบในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น และกระทบต่อการจัดหาวัตถุดิบแนฟทาและก๊าซ LPG ผ่านช่องแคบฮอร์มุส ทำให้ผู้ผลิตโอเลฟินส์ในภูมิภาคต้องหยุดชะงักหรือลดกำลังการผลิต ส่งผลให้อุปทานผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์ตึงตัวในช่วงต้นไตรมาส ประกอบกับ PTTGC สามารถบริหารจัดการการเดินเครื่องโรงโอเลฟินส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ปริมาณการขายเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์และเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษก็ปรับตัวดีขึ้นจากการบริหารต้นทุนและส่วนต่างราคาเชิงรุก โอกาสที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่อง นั้น ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม เนื่องจากราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีได้รับผลกระทบอย่างมากจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่คาดการณ์ได้ยาก แม้ว่า PTTGC จะมีความสามารถในการบริหารจัดการการผลิตและต้นทุนได้ดี แต่ความผันผวนของราคาวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยฝ่ายจัดการคาดการณ์แนวโน้มราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีในปี 2569 ว่าจะยังคงได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์ดังกล่าว แต่ก็มีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลงในช่วงครึ่งปีหลังเมื่อการผลิตทยอยฟื้นตัว Highlight สำคัญ รายได้จากการขายเติบโต 29% YoY แตะ 172,388 ล้านบาท จากราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและปิโตรเคมีที่สูงขึ้น กำไรสุทธิ (ไม่รวมรายการพิเศษ) พุ่ง 115% YoY สู่ 13,961 ล้านบาท จากผลประกอบการที่ดีขึ้นของกลุ่มโอเลฟินส์และโพลิเมอร์ Adjusted EBITDA เพิ่มขึ้น 81% YoY แตะ 26,932 ล้านบาท สะท้อนการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง กลุ่มโอเลฟินส์และโพลิเมอร์มีผลประกอบการดีขึ้น จากราคาผลิตภัณฑ์เอทิลีนและโพลีเอทิลีนที่สูงขึ้น และปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นหลังโรงโอเลฟินส์หน่วยที่ 4 กลับมาเดินเครื่อง กลุ่มอะโรเมติกส์และเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษมีผลประกอบการดีขึ้น จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ปรับสูงขึ้นและการบริหารต้นทุนที่ดี ธุรกิจโรงกลั่นมีผลประกอบการปรับตัวลดลง จากมาตรการภาครัฐและการปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซล ภาพรวมผลประกอบการ ในไตรมาส 2/2569 PTTGC มีรายได้จากการขายรวม 172,388 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มปิโตรเลียมและปิโตรเคมี สอดคล้องกับราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่ออุปทานผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีในตลาดที่ตึงตัวจากการจำกัดการจัดหาวัตถุดิบ Adjusted EBITDA อยู่ที่ 26,932 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 81% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นกว่า 200% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีผลประกอบการกลุ่มโอเลฟินส์และโพลิเมอร์ที่ดีขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของราคาผลิตภัณฑ์เอทิลีนและส่วนต่างราคาโพลีเอทิลีน รวมถึงปริมาณการขายโอเลฟินส์ที่สูงขึ้นหลังโรงโอเลฟินส์หน่วยที่ 4 กลับมาเดินเครื่องได้ตามแผน กลุ่มอะโรเมติกส์มีผลประกอบการดีขึ้นจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์เบนซีนและผลิตภัณฑ์พลอยได้ที่ปรับสูงขึ้น ขณะที่กลุ่มเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษมีผลประกอบการที่ดีขึ้นจากการบริหารต้นทุนวัตถุดิบและส่วนต่างราคาเชิงรุก รวมถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายของบริษัท allnex อย่างไรก็ตาม ธุรกิจโรงกลั่นมีผลประกอบการปรับตัวลดลง แม้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมโดยรวมได้รับแรงหนุนจากภาวะอุปทานตึงตัวและอุปสงค์ตามฤดูกาล แต่ได้รับผลกระทบจากมาตรการปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซล ประกอบกับต้นทุน Crude premium ที่ปรับสูงขึ้น และปริมาณการขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ลดลงจากมาตรการระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงของภาครัฐ บริษัทฯ รับรู้รายการพิเศษสุทธิรวมเป็นผลขาดทุน 1,942 ล้านบาท จาก Stock gain/loss และ NRV, ขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์เพื่อประกันความเสี่ยง 791 ล้านบาท และกำไรสุทธิจากอัตราแลกเปลี่ยนและตราสารทางการเงิน 87 ล้านบาท นอกจากนี้ มีการตั้งประมาณการค่าใช้จ่ายจากแผนปรับการดำเนินธุรกิจของบริษัท GCP จำนวน 1,753 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 12,208 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โอกาส ความตึงตัวของอุปทานปิโตรเคมีโลก: เหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่ออุปทานวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี ทำให้ราคาผลิตภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อ PTTGC การกลับมาเดินเครื่องโรงโอเลฟินส์: การเดินเครื่องโรงโอเลฟินส์หน่วยที่ 4 ได้ตามแผนช่วยเพิ่มปริมาณการขายผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์ การบริหารจัดการต้นทุนและประสิทธิภาพ: ฝ่ายจัดการยังคงมุ่งเน้นการควบคุมค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง การลงทุนในธุรกิจมูลค่าสูงและคาร์บอนต่ำ: PTTGC เดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจสู่กลุ่มธุรกิจที่มีมูลค่าสูงและคาร์บอนต่ำ เช่น เม็ดพลาสติกชีวภาพ ความเสี่ยง ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์: สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีมีความผันผวนสูง ซึ่งอาจกระทบต่อต้นทุนและส่วนต่างราคา มาตรการภาครัฐ: มาตรการของภาครัฐ เช่น การปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซล หรือการระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง อาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของธุรกิจโรงกลั่น ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว: ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกอาจส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และก่อสร้าง ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น: ราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง และต้นทุน Crude premium ที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลต่อต้นทุนขายของบริษัทฯ สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง: ติดตามผลกระทบต่ออุปทานวัตถุดิบและราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี แนวโน้มราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี: ประเมินทิศทางราคาผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์, โพลิเมอร์, อะโรเมติกส์ และเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบ: ติดตามความสามารถของบริษัทฯ ในการบริหารจัดการต้นทุน Crude premium และวัตถุดิบอื่นๆ ผลประกอบการธุรกิจโรงกลั่น: จับตาผลกระทบจากมาตรการภาครัฐและแนวโน้มส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ความคืบหน้าโครงการร่วมทุนกับ SCGC: ติดตามผลการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ การดำเนินงานตามแผนปรับโครงสร้างธุรกิจ: ติดตามผลการปรับโครงสร้างธุรกิจของบริษัท GCP และการยุติการดำเนินงานของ PTTMCC รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม) กลุ่มผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นต้น: Adjusted EBITDA อยู่ที่ 15,242 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% QoQ โดยหลักจากราคาผลิตภัณฑ์ที่ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบและภาวะอุปทานตึงตัว อย่างไรก็ตาม Market GRM ปรับลดลงเล็กน้อยจาก 16.7 เป็น 15.6 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล เนื่องจากมาตรการภาครัฐและต้นทุน Crude premium ที่สูงขึ้น ปริมาณขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมลดลง 17% YoY ขณะที่ปริมาณขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีเพิ่มขึ้น 15% YoY กลุ่มผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นกลาง: Adjusted EBITDA อยู่ที่ 2,140 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ YoY และ QoQ จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์โดยรวมที่ปรับตัวดีขึ้น แม้ปริมาณขายรวมปรับลดลงเนื่องจากการหยุดซ่อมบำรุงโรง PTA ส่วนต่างราคา PTA ปรับดีขึ้นจากอุปทานตึงตัว ขณะที่ส่วนต่างราคา MEG หดตัวต่อเนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบเอทิลีนที่สูงขึ้น กลุ่มผลิตภัณฑ์โพลิเมอร์และเคมีภัณฑ์: Adjusted EBITDA อยู่ที่ 5,142 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ YoY และ QoQ จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์โพลีเอทิลีนต่อเอทิลีนที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นและภาวะอุปทานตึงตัว อย่างไรก็ตาม ราคาผลิตภัณฑ์เริ่มปรับตัวลดลงในช่วงปลายไตรมาสเนื่องจากอัตราการเดินเครื่องของผู้ผลิตในภูมิภาคฟื้นตัว กลุ่มผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพและผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน: Adjusted EBITDA อยู่ที่ 493 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ YoY และ QoQ จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์แฟตตี้แอลกอฮอล์ (FA) ที่สูงขึ้น และความต้องการใช้เมทิลเอสเทอร์ (ME) ที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายภาครัฐ กลุ่มผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ: Adjusted EBITDA อยู่ที่ 3,998 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 69% QoQ และ 98% YoY จากกลยุทธ์การขายและการควบคุมค่าใช้จ่ายของบริษัท allnex รวมถึงปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 659,765 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากสิ้นปี 2568 โดยมีสาเหตุหลักจากเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดที่เพิ่มขึ้น และลูกหนี้การค้าที่สูงขึ้นตามราคาขาย ขณะที่หนี้สินรวมอยู่ที่ 346,386 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35,784 ล้านบาท โดยมีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยลดลงจากการชำระคืนเงินกู้ยืมระยะยาว ส่วนหนี้สินอื่นเพิ่มขึ้นจากเจ้าหนี้การค้าและหนี้สินตราสารอนุพันธ์หมุนเวียนที่สูงขึ้น ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 313,379 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17,609 ล้านบาท จากกำไรสุทธิสำหรับงวดหกเดือน กระแสเงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน 46,528 ล้านบาท กิจกรรมลงทุน 3,552 ล้านบาท และกิจกรรมจัดหาเงินใช้ไป 15,471 ล้านบาท โดย ณ สิ้นงวด บริษัทฯ มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดรวม 58,133 ล้านบาท อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ: อัตรากำไรสุทธิพลิกเป็นบวกที่ 1.27%, อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น 1.52%, อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ 1.08%, หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงเหลือ 0.56 เท่า และความสามารถในการชำระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเป็น 5.57 เท่า สรุปท้าย PTTGC โชว์ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 แข็งแกร่ง กำไรสุทธิพุ่งสูงถึง 12,208 ล้านบาท โดยมี "หัวใจกำไร" มาจากการปรับตัวขึ้นของราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีโลกที่ตึงตัวจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ประกอบกับการกลับมาเดินเครื่องโรงโอเลฟินส์หน่วยที่ 4 ของบริษัทฯ ทำให้ปริมาณการขายเพิ่มขึ้น แม้ว่าธุรกิจโรงกลั่นจะเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาครัฐและต้นทุน Crude premium ที่สูงขึ้น แต่ภาพรวมของกลุ่มปิโตรเคมีขั้นต้น กลาง และโพลิเมอร์ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนและส่วนต่างราคาได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของสถานการณ์ภายนอกยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบต่อราคาวัตถุดิบและอุปสงค์ในระยะยาว PTTGC ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ Portfolio transformation และการลงทุนในธุรกิจมูลค่าสูงและคาร์บอนต่ำ เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนต่อไป