2026-08-06T05:08:48+00:00 iaa BCH บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) BCH ลุ้นกำไรฟื้นตัวไตรมาส 2 พร้อมจับตาอัพไซด์จากประกันสังคม ไฮไลท์สำคัญ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ (INVX) ออกบทวิเคราะห์หุ้น BCH (บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน)) โดยประเมินว่าผลประกอบการไตรมาส 2/2569 จะมีทิศทางปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) แม้จะยังคงลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากรายได้บริการประกันสังคมที่เพิ่มขึ้น และโอกาสในการปรับเพิ่มอัตราการเบิกจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วงไตรมาส 4/2569 นี้ ส่วนเนื้อหาการวิเคราะห์ INVX คาดการณ์กำไรปกติไตรมาส 2/2569 ของ BCH อยู่ที่ 339 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% QoQ แต่ลดลง 11% YoY โดยสาเหตุที่กำไร YoY อ่อนตัวลงมาจาก EBITDA margin ที่ลดลง จากต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้นท่ามกลางรายได้ที่เติบโตในระดับต่ำ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของรายได้รวมคาดว่าจะอยู่ที่ 3.0 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% YoY และ 5% QoQ โดยได้รับแรงหนุนหลักจากบริการประกันสังคม (SC) ที่เติบโตจากการได้รับเงินเพิ่มสำหรับ 26 โรคเรื้อรัง ทั้งนี้ INVX ยังคงคำแนะนำ "OUTPERFORM" โดยให้ ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569 ที่ 12 บาทต่อหุ้น ด้วยวิธีคิดแบบ DCF (WACC 7.5%, อัตราการเติบโตระยะยาว 2.5%) ข้อสังเกตและปัจจัยที่น่าสนใจ นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า BCH เป็นหุ้นที่ราคาปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาด (Laggard) โดยตั้งแต่ต้นปีราคาหุ้นบวกเพียง 5% เทียบกับ SET ที่บวกถึง 28% สำหรับปัจจัยบวกที่ต้องติดตามคือการประชุมของคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อพิจารณาปรับอัตราการเบิกจ่ายประกันสังคม ซึ่งหากปรับขึ้นเฉลี่ย 5% จะส่งผลบวกต่อประมาณการกำไรปี 2570 ของ BCH ถึง 13% ในขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวังคือ จำนวนผู้ป่วยต่างชาติที่ลดลง โดยเฉพาะจากตะวันออกกลางและกัมพูชา รวมถึงภาระต้นทุนจากโรงพยาบาลใหม่ที่อาจกดดันกำไรในระยะสั้น ส่วนสรุป โดยภาพรวม INVX มองว่า BCH มีแนวโน้มการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้นในครึ่งหลังของปี 2569 (2H26) จากความต้องการใช้บริการทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้นทั้งผู้ป่วยไทยและต่างชาติ ประกอบกับสถานการณ์สงครามที่คาดว่าจะคลี่คลายลง ทั้งนี้ BCH ยังคงมุ่งเน้นกลยุทธ์ขยายศูนย์เฉพาะทางและการรีแบรนด์โรงพยาบาลเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต นักลงทุนควรติดตามความชัดเจนเรื่องการปรับอัตราเบิกจ่ายประกันสังคมในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคมนี้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนราคาหุ้นต่อไป