2026-08-06T18:37:12+00:00 fin PSL บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) PSL กำไรสุทธิ Q2/2569 พุ่งแรง รับอานิสงส์ตลาดขนส่งสินค้าแห้งเทกองฟื้นตัว รายได้-กำไรโตเด่น รับอานิสงส์ตลาดเรือแห้งเทกองฟื้นตัว ขณะที่ฝ่ายจัดการเน้นปัจจัยบวกจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งและอุปทานที่จำกัด บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSL รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 พลิกจากขาดทุนสุทธิในปีก่อนมามีกำไรสุทธิรวม 521.50 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากการฟื้นตัวของตลาดขนส่งสินค้าแห้งเทกอง ประกอบกับขนาดกองเรือที่ใหญ่ขึ้น ส่งผลให้รายได้จากการเดินเรือสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ฝ่ายจัดการยังคงจับตาปัจจัยเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน 1) หัวใจคืออะไร หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ PSL ในไตรมาส 2 ปี 2569 คือ การฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของตลาดเรือขนส่งสินค้าแห้งเทกอง (Dry Bulk Shipping) ซึ่งส่งผลให้รายได้จากการเดินเรือสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยบริษัทฯ พลิกจากขาดทุนสุทธิรวม 43.31 ล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2568 มาเป็นกำไรสุทธิรวม 521.50 ล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2569 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาดเรือขนส่งสินค้าแห้งเทกองฟื้นตัว ประกอบด้วย: อุปสงค์ที่แข็งแกร่ง: การเติบโตของเศรษฐกิจจีนที่ขับเคลื่อนจากการบริโภคภายในประเทศ การเกิดขึ้นของแหล่งสินค้าโภคภัณฑ์ใหม่ เช่น เหมืองแร่เหล็ก Simandou และความต้องการถ่านหินที่เพิ่มขึ้นจากภาวะขาดแคลนก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ล้วนส่งผลให้อุปสงค์ในการขนส่งสินค้าแห้งเทกองเพิ่มสูงขึ้น อุปทานที่จำกัด: การเติบโตของกองเรือที่อยู่ในระดับต่ำ (ประมาณ 1%) ประกอบกับการที่เรือจำนวนมากต้องออกจากตลาดเพื่อเข้ารับการตรวจสอบพิเศษ (Special Survey) และข้อจำกัดด้านกำลังเครื่องยนต์ตามข้อกำหนด EEXI รวมถึงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นทำให้เรือต้องลดความเร็วในการเดินเรือ ส่งผลให้อุปทานเรือในตลาดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการค้า: แนวคิด "Just in Time" ถูกแทนที่ด้วย "Just in Case" ทำให้ความต้องการด้านความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อเรือขนาดเล็กที่บริษัทฯ ดำเนินการอยู่ นอกจากนี้ การที่บริษัทฯ มีขนาดกองเรือที่ใหญ่ขึ้นจากการเข้าซื้อเรือบรรทุกน้ำมันลำที่สอง (เรือ High Tide) ก็มีส่วนช่วยเสริมรายได้ 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ มีโอกาสต่อเนื่อง โดยฝ่ายจัดการคาดการณ์ว่าตลาดเรือขนส่งสินค้าแห้งเทกองจะยังคงแข็งแกร่งต่อไปในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ สภาวะด้านอุปทานที่ยังคงเอื้ออำนวย โดยการเติบโตของกองเรือที่แท้จริงอยู่ในระดับใกล้เคียงศูนย์ ขณะที่อุปสงค์ยังคงแข็งแกร่งในสินค้าหลักอย่างแร่เหล็ก บอกไซต์ และถ่านหิน สัญญาณเบื้องต้นของกิจกรรมที่ Simandou ที่เพิ่มขึ้น และการสนับสนุนจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจส่งผลต่อสภาพอากาศ ก็เป็นปัจจัยบวกเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงที่ต้องจับตา ได้แก่ ความเป็นไปได้ในการออกมาตรการจำกัดโควตาการส่งออกของบางประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความต้องการเรือขนส่งสินค้าแห้งเทกอง และความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจมหภาคชะลอตัวที่อาจเกิดขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง Highlight สำคัญ กำไรสุทธิพลิกโตแรง: บริษัทฯ มีกำไรสุทธิรวม 521.50 ล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2569 เทียบกับขาดทุนสุทธิ 43.31 ล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2568 รายได้จากการเดินเรือสุทธิพุ่งสูง: เพิ่มขึ้น 667.46 ล้านบาท หรือ 58% YoY เป็นผลจากตลาดขนส่งสินค้าแห้งเทกองที่แข็งแกร่งขึ้นและขนาดกองเรือที่ใหญ่ขึ้น ค่าใช้จ่ายเดินเรือเพิ่มขึ้น: เพิ่มขึ้น 79.76 ล้านบาท หรือ 16% YoY จากต้นทุนวัสดุสิ้นเปลือง อะไหล่ และค่าใช้จ่ายพิเศษที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เรือหัทยา นารี และเรือบรรทุกน้ำมัน การเข้าซื้อเรือบรรทุกน้ำมันลำที่สอง: เรือ High Tide มีกำหนดส่งมอบระหว่างเดือนสิงหาคมถึงพฤศจิกายน 2569 เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของกองเรือ เหตุการณ์เรือมยุรี นารี: ได้รับค่าสินไหมทดแทนจากการประกันภัยความเสี่ยงสงคราม 10.98 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากเหตุการณ์โจมตีในอ่าวเปอร์เซีย ภาพรวมผลประกอบการ สำหรับไตรมาสสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิรวม 521.50 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับขาดทุนสุทธิรวม 43.31 ล้านบาทสำหรับไตรมาสสองของปี 2568 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการเดินเรือสุทธิ 667.46 ล้านบาท (58%) เนื่องจากตลาดขนส่งสินค้าแห้งเทกองที่แข็งแกร่งขึ้นและขนาดกองเรือที่ใหญ่ขึ้น ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการเดินเรือเพิ่มขึ้น 79.76 ล้านบาท (16%) จากต้นทุนวัสดุสิ้นเปลือง ค่าใช้จ่ายพิเศษจากเหตุการณ์เรือหัทยา นารี และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับเรือบรรทุกน้ำมัน (เรือธาริณี นารี) นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายทางการเงินยังเพิ่มขึ้น 57.46 ล้านบาทจากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้เพื่อใช้เป็นเงินทุนในการเข้าซื้อเรือ สำหรับงวด 6 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิรวม 629.68 ล้านบาท เทียบกับขาดทุนสุทธิรวม 183.55 ล้านบาทในงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการเดินเรือสุทธิ 975.99 ล้านบาท (45%) จากตลาดขนส่งสินค้าแห้งเทกองที่แข็งแกร่งขึ้นและรายได้จากเรือบรรทุกน้ำมัน โอกาส ตลาดเรือขนส่งสินค้าแห้งเทกองแข็งแกร่งต่อเนื่อง: อุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นจากปัจจัยต่างๆ เช่น การเติบโตของเศรษฐกิจจีน แหล่งสินค้าโภคภัณฑ์ใหม่ และความต้องการถ่านหินที่สูงขึ้น ประกอบกับอุปทานที่จำกัด จะช่วยหนุนอัตราค่าระวางให้ทรงตัวในระดับสูง การขยายกองเรือ: การเข้าซื้อเรือบรรทุกน้ำมันลำใหม่จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้และกระจายความเสี่ยงของธุรกิจ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่พึ่งพาตนเอง: แนวคิด "Just in Case" และการให้ความสำคัญกับความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน จะเป็นปัจจัยบวกต่อการขนส่งทางทะเล โดยเฉพาะเรือขนาดเล็ก ปรากฏการณ์เอลนีโญ: อาจส่งผลดีต่อการขนส่งสินค้าเกษตรและถ่านหิน ซึ่งจะเพิ่มอุปสงค์ในการขนส่ง ความเสี่ยง ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง: การปิดช่องแคบฮอร์มุซอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ และอาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจมหภาคชะลอตัว มาตรการจำกัดโควตาการส่งออก: หากรัฐบาลบางประเทศออกมาตรการจำกัดปริมาณการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ อาจส่งผลกระทบต่อความต้องการเรือขนส่งสินค้าแห้งเทกอง ความผันผวนของราคาน้ำมัน: ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการเดินเรือและอุปสงค์โดยรวม เหตุการณ์ไม่คาดฝัน: เช่น เหตุการณ์เรือมยุรี นารี ที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีในอ่าวเปอร์เซีย สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ แนวโน้มอัตราค่าระวางเรือขนส่งสินค้าแห้งเทกอง: การเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์และอุปทานในตลาด สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง: ผลกระทบต่อราคาน้ำมันและห่วงโซ่อุปทาน การออกมาตรการจำกัดโควตาการส่งออก: ของประเทศผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่ ผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ: ต่อปริมาณการผลิตและการขนส่งสินค้าเกษตรและถ่านหิน ความคืบหน้าในการเข้าซื้อเรือบรรทุกน้ำมันลำใหม่: และผลกระทบต่อรายได้ของบริษัทฯ รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ) รายได้เฉลี่ยต่อวันต่อล าเรือ: สำหรับกองเรือขนส่งสินค้าแห้งเทกองอยู่ที่ 16,442 เหรียญสหรัฐฯ (ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน) ขณะที่เรือบรรทุกน้ำมัน (เรือธาริณี นารี) มีรายได้เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 25,972 เหรียญสหรัฐฯ ค่าใช้จ่ายในการเดินเรือเฉลี่ยต่อวันต่อล าเรือ: สำหรับกองเรือขนส่งสินค้าแห้งเทกองอยู่ที่ 5,676 เหรียญสหรัฐฯ และสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันอยู่ที่ 6,434 เหรียญสหรัฐฯ การเปรียบเทียบกับดัชนีค่าระวาง: เรือขนาดแฮนดี้ไซส์ขนาดใหญ่ของบริษัทฯ ทำรายได้สูงกว่าดัชนี BHSI 7.5% ขณะที่เรือขนาดซุปราแมกซ์และอัลตราแมกซ์ยังต่ำกว่าดัชนีเล็กน้อย โดยมีปัจจัยด้านขนาดเรือที่แตกต่างกัน ฐานะการเงินและกระแสเงินสด EBITDA: อยู่ที่ 30.38 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 13.34 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปีก่อน กำไรสุทธิ (ไม่รวมรายการพิเศษ): อยู่ที่ 15.13 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจาก 0.59 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปีก่อน กำไรสุทธิ: อยู่ที่ 15.87 ล้านเหรียญสหรัฐฯ พลิกจากขาดทุน 1.32 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปีก่อน ค่าใช้จ่ายทางการเงิน: เพิ่มขึ้น 57.46 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้เพื่อใช้ในการเข้าซื้อเรือ กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน: จำนวน 24.44 ล้านบาทในไตรมาสนี้ สรุปท้าย PSL โชว์ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 เติบโตโดดเด่นจากการฟื้นตัวของตลาดเรือขนส่งสินค้าแห้งเทกอง ซึ่งเป็นผลจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งและอุปทานที่จำกัด แม้จะมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก เช่น ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและปรากฏการณ์เอลนีโญ แต่แนวโน้มตลาดโดยรวมยังคงสดใส และบริษัทฯ มีการเสริมความแข็งแกร่งด้วยการเข้าซื้อเรือบรรทุกน้ำมันลำใหม่ ซึ่งน่าจะช่วยหนุนผลประกอบการในระยะต่อไปได้