Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
fin GULF บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)

GULF Q2/2569: กำไรสุทธิพุ่งแรง YoY รับผลบวกจากธุรกิจพลังงาน-เงินปันผล KBANK

รายได้รวมโต 23.8% YoY จากธุรกิจพลังงานก๊าซฯ และพลังงานหมุนเวียน ขณะที่กำไรสุทธิส่วนบริษัทใหญ่เพิ่มขึ้น 36.5% QoQ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีรายได้รวม 50,294 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิส่วนบริษัทใหญ่ 12,446 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อผลประกอบการในงวดนี้มาจากธุรกิจผลิตไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่ปริมาณการขายเพิ่มขึ้น และธุรกิจพลังงานหมุนเวียนที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้น รวมถึงการรับรู้เงินปันผลก้อนใหญ่จากการลงทุนในธนาคารกสิกรไทย (KBANK) Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน 1) หัวใจคืออะไร หัวใจหลักที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ GULF ในไตรมาส 2 ปี 2569 คือ การเติบโตของรายได้จากธุรกิจผลิตไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียน ประกอบกับรายการรายได้พิเศษจากการลงทุน โดยมีรายละเอียดดังนี้: รายได้รวมเติบโต 23.8% YoY แตะ 50,294 ล้านบาท กำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit) เพิ่มขึ้น 73.7% YoY แตะ 12,332 ล้านบาท กำไรสุทธิส่วนบริษัทใหญ่ เพิ่มขึ้น 36.5% QoQ เป็น 12,446 ล้านบาท (แต่ลดลง 80.5% YoY เนื่องจากปีก่อนมีกำไรพิเศษจากการรวมธุรกิจ) 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ปัจจัยที่ส่งผลให้ผลประกอบการ GULF เติบโตอย่างโดดเด่นในไตรมาสนี้ มาจากหลายส่วนประกอบกัน ดังนี้: ธุรกิจผลิตไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ: รายได้เพิ่มขึ้น 4.8% YoY เป็น 34,489 ล้านบาท จากปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้า IPP ที่เพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศ ประกอบกับรายได้ค่าพลังงานไฟฟ้าที่ปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนก๊าซธรรมชาติ นอกจากนี้ การดำเนินงานของโรงไฟฟ้า GSRC ยังมีปริมาณการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน: รายได้เติบโตอย่างก้าวกระโดด 80.1% YoY เป็น 1,880 ล้านบาท จากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานในประเทศเพิ่มเติม รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังงานลม MKW ในเวียดนามที่ได้ข้อสรุปอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ ธุรกิจทรัพยากร (LNG): รายได้เพิ่มขึ้น 44.5% YoY เป็น 4,877 ล้านบาท จากราคาขายก๊าซเฉลี่ยที่ปรับสูงขึ้นตามราคา LNG ในตลาดโลก และปริมาณการจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการทำ LNG optimization รายการรายได้พิเศษ: รายได้อื่นในไตรมาสนี้สูงถึง 5,816 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 177.0% YoY โดยหลักมาจาก เงินปันผลรับจาก KBANK จำนวน 2,842 ล้านบาท และ กำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ PLPC จำนวน 1,928 ล้านบาท ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กำไรสุทธิเติบโตอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมและการร่วมค้า: เพิ่มขึ้น 30.3% YoY เป็น 5,947 ล้านบาท โดยหลักมาจากผลประกอบการที่ดีขึ้นของ ADVANC, GJP, HKP และ Jackson ที่ได้รับอานิสงส์จากความต้องการใช้บริการที่แข็งแกร่งและราคา Capacity Payment ที่ปรับสูงขึ้น 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ มีโอกาสต่อเนื่องในบางส่วน แต่ต้องจับตาปัจจัยเฉพาะ ธุรกิจผลิตไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียน: คาดว่าจะมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น และการทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านต้นทุนก๊าซธรรมชาติและอัตราค่าไฟฟ้า (Ft) จะยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม ธุรกิจทรัพยากร (LNG): การเติบโตจะขึ้นอยู่กับความผันผวนของราคา LNG ในตลาดโลก และปริมาณการจำหน่าย รายการรายได้พิเศษ: เงินปันผลจาก KBANK และกำไรจากการขายเงินลงทุนใน PLPC เป็นรายการที่ มีลักษณะครั้งคราว และไม่น่าจะเกิดขึ้นซ้ำในระดับเดียวกันในไตรมาสถัดไป ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม: การเติบโตของ ADVANC และ Jackson มีแนวโน้มต่อเนื่อง แต่ปัจจัยเฉพาะของแต่ละบริษัท เช่น ต้นทุนก๊าซของ GJP หรือความเร็วลมของโครงการพลังงานลม อาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในแต่ละไตรมาส Highlight สำคัญ รายได้รวม Q2/2569 เติบโต 23.8% YoY แตะ 50,294 ล้านบาท กำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit) Q2/2569 เพิ่มขึ้น 73.7% YoY แตะ 12,332 ล้านบาท กำไรสุทธิส่วนบริษัทใหญ่ Q2/2569 เพิ่มขึ้น 36.5% QoQ เป็น 12,446 ล้านบาท ธุรกิจผลิตไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ รายได้เพิ่ม 4.8% YoY จากปริมาณขายและราคาที่สูงขึ้น ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน รายได้เติบโตโดดเด่น 80.1% YoY จากโครงการใหม่ที่เปิดดำเนินการ ธุรกิจทรัพยากร (LNG) รายได้เพิ่ม 44.5% YoY จากราคาและปริมาณขายที่สูงขึ้น รายการพิเศษหนุนกำไรสุทธิ: รับเงินปันผล KBANK 2,842 ล้านบาท และกำไรขายหุ้น PLPC 1,928 ล้านบาท ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น 30.3% YoY โดยเฉพาะ ADVANC และ Jackson ภาพรวมผลประกอบการ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีรายได้รวม 50,294 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 28.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากธุรกิจผลิตไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่ปริมาณการขายเพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศ และรายได้ค่าพลังงานที่ปรับสูงขึ้นตามต้นทุนก๊าซธรรมชาติ นอกจากนี้ ธุรกิจพลังงานหมุนเวียนยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง 80.1% YoY จากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการใหม่ๆ และธุรกิจทรัพยากร (LNG) ที่ได้รับอานิสงส์จากราคา LNG ในตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้น สำหรับกำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit) ในไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 12,332 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 73.7% YoY โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการดำเนินงานที่ดีขึ้นของโรงไฟฟ้า IPP ก๊าซธรรมชาติ, การเปิดโครงการพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มเติม, ปริมาณการขาย LNG ที่เพิ่มขึ้น และการทำ LNG optimization รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่เติบโตได้ดี อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิส่วนบริษัทใหญ่ในไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 12,446 ล้านบาท ลดลง 80.5% YoY เนื่องจากในไตรมาส 2 ปี 2568 มีการบันทึกกำไรพิเศษจากการรวมธุรกิจระหว่าง GULFI และ INTUCH จำนวน 56,120 ล้านบาท แต่เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) กำไรสุทธิส่วนบริษัทใหญ่เพิ่มขึ้น 36.5% โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจาก เงินปันผลรับจาก KBANK จำนวน 2,842 ล้านบาท และ กำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ PLPC จำนวน 1,928 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายการพิเศษที่ส่งผลให้กำไรสุทธิเติบโตโดดเด่นในไตรมาสนี้ สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2569 รายได้รวมอยู่ที่ 89,335 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.4% YoY และกำไรสุทธิส่วนบริษัทใหญ่ อยู่ที่ 21,562 ล้านบาท ลดลง 69.4% YoY เนื่องจากผลกระทบของรายการพิเศษในปีที่แล้ว โอกาส การขยายกำลังการผลิตไฟฟ้า: GULF ยังคงมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนและโรงไฟฟ้าพลังงานขยะอุตสาหกรรมที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและพัฒนา ซึ่งจะทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในอนาคต สร้างการเติบโตของรายได้และกำไรอย่างต่อเนื่อง การลงทุนในธุรกิจดิจิทัล: การจัดตั้งบริษัทย่อยเพื่อพัฒนาดำเนินธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center) และธุรกิจดิจิทัลอื่นๆ เป็นการกระจายความเสี่ยงและสร้างโอกาสการเติบโตในระยะยาว การลงทุนในต่างประเทศ: การจัดตั้งบริษัทย่อยในสหราชอาณาจักรเพื่อศึกษาและแสวงหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานในยุโรป เป็นการขยายฐานธุรกิจสู่ตลาดใหม่ การบริหารจัดการต้นทุนและกระแสเงินสด: ความสำเร็จในการจัดหาเงินกู้ระยะยาววงเงิน 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของสถาบันการเงินต่อฐานะการเงินที่แข็งแกร่งและความสามารถในการบริหารจัดการเงินทุนของบริษัทฯ ความเสี่ยง ความผันผวนของราคาเชื้อเพลิง: ต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้นอาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะโรงไฟฟ้า SPP ที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนก๊าซที่สูงกว่าค่า Ft ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและสิ่งแวดล้อม: การเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านพลังงาน กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม หรือการขอใบอนุญาตต่างๆ อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและโครงการในอนาคต ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน: แม้ในไตรมาสนี้จะมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน แต่ความผันผวนของค่าเงินยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะการดำเนินงานในต่างประเทศ ความเสี่ยงด้านฤดูกาลและสภาพอากาศ: โครงการพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานลม อาจได้รับผลกระทบจากความเร็วลมที่เปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ความคืบหน้าของโครงการโรงไฟฟ้าใหม่: ติดตามการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (SCOD) ของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนและโรงไฟฟ้าพลังงานขยะอุตสาหกรรมที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ผลประกอบการของบริษัทร่วม: โดยเฉพาะ ADVANC, GJP, Jackson และ KBANK ซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญ การบริหารจัดการต้นทุนเชื้อเพลิง: โดยเฉพาะราคาและปริมาณการจัดหาก๊าซธรรมชาติสำหรับโรงไฟฟ้า การขยายธุรกิจในต่างประเทศ: ความคืบหน้าของการลงทุนในสหราชอาณาจักรและโอกาสการลงทุนในภูมิภาคยุโรป การดำเนินธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center): ความคืบหน้าในการพัฒนาดำเนินธุรกิจศูนย์ข้อมูล ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจใหม่ของบริษัทฯ รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน) ธุรกิจผลิตไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ: รายได้รวม 34,489 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.8% YoY จากปริมาณการขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้า IPP ที่เพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศ และรายได้ค่าพลังงานที่ปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนก๊าซธรรมชาติ แม้โรงไฟฟ้า SPP จะมีรายได้ลดลงเล็กน้อยจากราคาขายเฉลี่ยที่ปรับลดลงตามค่า Ft ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน: รายได้รวม 1,880 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 80.1% YoY จากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานในประเทศเพิ่มเติม รวมถึงการปรับอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ของโรงไฟฟ้าพลังงานลม MKW ในเวียดนาม ธุรกิจทรัพยากร (LNG): รายได้รวม 4,877 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44.5% YoY จากราคาขายก๊าซเฉลี่ยที่ปรับเพิ่มขึ้นตามราคา LNG ในตลาดโลก และปริมาณการจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการทำ LNG optimization ต้นทุนขาย: ต้นทุนจากการขายและให้บริการอยู่ที่ 34,681 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.1% YoY โดยหลักมาจากต้นทุนค่าเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นจากการผลิตไฟฟ้าที่มากขึ้น และราคาเฉลี่ยก๊าซธรรมชาติที่สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ฐานะการเงินและกระแสเงินสด สินทรัพย์รวม: ณ 30 มิ.ย. 2569 อยู่ที่ 815,968 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.4% จากสิ้นปี 2568 โดยหลักจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน, โรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม, LNG Terminal และการลงทุนในตราสารทุนเพิ่มเติม หนี้สินรวม: ณ 30 มิ.ย. 2569 อยู่ที่ 468,364 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.8% จากสิ้นปี 2568 โดยหลักจากการออกหุ้นกู้และการเบิกเงินกู้ระยะสั้นและระยะยาวเพื่อใช้ในการก่อสร้างโครงการต่างๆ ส่วนของผู้ถือหุ้น: ณ 30 มิ.ย. 2569 อยู่ที่ 347,604 ล้านบาท ลดลง 5.0% จากสิ้นปี 2568 จากการจ่ายเงินปันผล อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น: อยู่ที่ 1.35 เท่า (หรือ 1.06 เท่าเมื่อพิจารณาตามเงื่อนไขหุ้นกู้) ซึ่งยังคงต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด กระแสเงินสด: เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน 7,418 ล้านบาท, กิจกรรมลงทุน 2,099 ล้านบาท (หลักจากเงินปันผลรับจำนวนมาก) และกิจกรรมจัดหาเงิน 979 ล้านบาท สรุปท้าย GULF ในไตรมาส 2 ปี 2569 แสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่แข็งแกร่งของธุรกิจหลัก โดยเฉพาะธุรกิจผลิตไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียน ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการขยายกำลังการผลิตและสภาวะตลาดที่เอื้ออำนวย ประกอบกับรายการพิเศษจากการลงทุนที่เข้ามาเสริมให้กำไรสุทธิเติบโตอย่างโดดเด่น แม้ว่ากำไรสุทธิ YoY จะลดลงเนื่องจากผลกระทบของรายการพิเศษในปีที่แล้ว แต่ Core Profit ที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงศักยภาพในการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของบริษัทฯ การบริหารจัดการต้นทุนและกระแสเงินสดที่รัดกุม รวมถึงการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาวต่อไป