Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
iaa M บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

จับตาผลประกอบการ M ไตรมาส 2/2569 คาดกำไรลดลงจากต้นทุนบุฟเฟ่ต์และกำลังซื้อชะลอตัว

สรุปภาพรวมผลการดำเนินงาน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี (KSS) ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์หุ้นบริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ M โดยคาดการณ์กำไรสุทธิในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 160 ล้านบาท ลดลง 42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (y-y) และลดลง 2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (q-q) โดยมีสาเหตุหลักจากอัตรากำไรขั้นต้น (%GPM) ที่ปรับตัวลดลงเหลือ 60.9% เนื่องจากสัดส่วนรายได้จากธุรกิจบุฟเฟ่ต์ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมีอัตรากำไรต่ำกว่าธุรกิจหลักเดิม รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ที่สูงขึ้นจากการเร่งขยายสาขา Bonus Suki เจาะลึกปัจจัยกดดันและทิศทางรายได้ แม้รายได้รวมจะคาดการณ์ว่าเติบโต 10% y-y อยู่ที่ 4,155 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายสาขา Bonus Suki ที่มีรวม 35 สาขา แต่ในส่วนของแบรนด์หลักกลับมียอดขายต่อสาขาเดิม (SSSG) ติดลบ 3.5% สะท้อนถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัวลงจากผลกระทบของมาตรการไทยช่วยไทยพลัส และการปิดสาขาที่ไม่ทำกำไรสุทธิ 12 สาขา นอกจากนี้ KSS ยังประเมินว่ากำไรสุทธิครึ่งปีแรกของปี 2569 จะอยู่ที่ 323 ล้านบาท คิดเป็นเพียง 38% ของประมาณการกำไรทั้งปี ซึ่งมีโอกาสเกิด downside ประมาณ 17% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 850 ล้านบาท เหลือเพียง 706 ล้านบาท ข้อสังเกตจากนักวิเคราะห์ นักวิเคราะห์จาก KSS ตั้งข้อสังเกตว่าปี 2569 เป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน Business Model ของ M ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะความสามารถในการรักษา SSSG และการบริหารจัดการอัตรากำไรสุทธิ (%NPM) ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดสุกี้-ชาบู นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการเปิดสาขาใหม่ (pre-opening expense) และผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นยังเป็นปัจจัยกดดันค่าขนส่งและต้นทุนการดำเนินงานที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด สรุปคำแนะนำการลงทุน KSS คงคำแนะนำการลงทุนเป็น NEUTRAL โดยประเมินราคาเป้าหมายปี 2569 ไว้ที่ 23.00 บาท อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ระบุว่าราคาเป้าหมายดังกล่าวมีโอกาสปรับลดลงประมาณ 9% มาอยู่ที่ 21.00 บาท เนื่องจากแนวโน้มผลประกอบการในครึ่งปีหลังที่ยังคงมีความท้าทายสูง นักลงทุนควรใช้ความระมัดระวังและติดตามความสำเร็จในการปรับกลยุทธ์ของบริษัทอย่างต่อเนื่อง