2026-07-31T08:30:55+00:00 iaa SCGP บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) SCGP โชว์ฟอร์มแกร่งกำไร Q2 พุ่งทะลุเป้า โบรกฯ อัปเกรดคำแนะนำเป็น ซื้อ SCGP: ผลงาน Q2/2569 พลิกฟื้นทำกำไร ธุรกิจอินโดนีเซียเติบโตแข็งแกร่ง และอัตรากำไรเพิ่มขึ้นจากการลดต้นทุน 1. Highlights ผลประกอบการครึ่งปีแรก 2569 ของ SCGP ได้รับแรงหนุนจากการบริโภคภายในประเทศในทุกประเทศอาเซียน โดยเฉพาะในอินโดนีเซียและเวียดนาม ธุรกิจในอินโดนีเซียพลิกกลับมาทำกำไรได้เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี และเวียดนามมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งมาก (GDP โตกว่า 8%) ซึ่งสูงกว่าประเทศไทยถึง 4 เท่า การบริหารจัดการต้นทุนและนวัตกรรม AI มีส่วนสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต ทำให้ EBITDA และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังมีการปรับพอร์ตสินค้าและ SKU เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำกำไร และการขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์กระดาษในเวียดนามด้วยระบบ Automation และ Digital Technology เพื่อสร้างต้นทุนที่ต่ำและ Fixed Cost ที่ลดลง 2. Hero Story ธุรกิจในอินโดนีเซียพลิกกลับมาทำกำไรได้เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี ธุรกิจบรรจุภัณฑ์กระดาษในอินโดนีเซียสามารถพลิกกลับมาทำกำไรได้ในไตรมาส 2/2569 หลังจากขาดทุนมาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยหนุนจากความต้องการภายในประเทศที่ฟื้นตัว การปรับราคาสินค้าให้สอดคล้องกับราคาภูมิภาค และการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการปรับพอร์ตสินค้าและ SKU 3. Outlook ผู้บริหารคาดการณ์ว่าดีมานด์ในไตรมาส 3/2569 อาจชะลอตัวในช่วง 2 เดือนแรกเนื่องจากเข้าสู่ฤดูฝน แต่จะฟื้นตัวในช่วงปลายไตรมาส 3 และไตรมาส 4 จากเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ปริมาณการขายจะสอดคล้องกับดีมานด์ที่แข็งแกร่งขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบคาดว่าจะผันผวนน้อยลง ส่งผลให้สามารถบริหารจัดการราคาขายได้ดีขึ้น SCGP ยังคงเน้นการเติบโตทั้งแบบ Organic และ Inorganic โดยเฉพาะในเวียดนามและอินโดนีเซีย และจะเพิ่มสัดส่วน Consumer Packaging เป็น 50% ภายในปี 2573 นอกจากนี้ยังคงมุ่งเน้นการใช้ AI และ Automation เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง 4. ความเสี่ยง 1. ความผันผวนของค่าเงิน: ค่าเงินรูเปียห์อินโดนีเซียที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบบางส่วน แม้ว่าส่วนใหญ่จะใช้เงินรูเปียห์ในการซื้อวัตถุดิบในประเทศก็ตาม 2. การแข่งขันในตลาด: แม้ว่าตลาดอาเซียนจะเติบโตดี แต่การแข่งขันในธุรกิจบรรจุภัณฑ์ยังคงมีอยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการปรับราคาขายและอัตรากำไร 3. การลงทุนและการควบรวมกิจการ: การลงทุนในโครงการขยายธุรกิจและ M&P (Mergers & Partnerships) อาจใช้เวลาในการดำเนินการและสร้าง Synergy ที่ยาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนในระยะสั้น 5. Q&A Highlights Q: ปัจจัยที่ทำให้ผลประกอบการในไตรมาส 2/2569 ปรับตัวดีขึ้นคืออะไร และแนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลังจะเป็นอย่างไร? (28:16) - A: หลักๆ มาจากการฟื้นตัวของธุรกิจในอินโดนีเซียที่กลับมาทำกำไรได้ และธุรกิจเยื่อและกระดาษก็กลับมาทำกำไรเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีการบริหารจัดการต้นทุนและราคาขายให้เหมาะสม ในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าดีมานด์จะกลับมาแข็งแกร่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงปลายไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วงเทศกาล ทำให้ปริมาณการขายและราคาขายปรับตัวดีขึ้นตามต้นทุนที่ผันผวนน้อยลง Q: Net Debt to EBITDA ที่ลดลงจาก 3.7 เท่า เหลือ 2.6 เท่า มีสาเหตุหลักมาจากอะไร และไตรมาสต่อไปจะลดลงอีกหรือไม่? (30:13) - A: สาเหตุหลักมาจากการที่ EBITDA ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการบริหารจัดการกระแสเงินสดและค่าใช้จ่ายลงทุน (CAPEX) อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ Net Debt ลดลง เราคาดว่า Net Debt to EBITDA จะยังคงอยู่ในระดับที่เหมาะสม (ประมาณ 3 เท่า) และมี Debt Headroom เพียงพอสำหรับการลงทุนในอนาคต Q: โครงการ AI Initiative ที่ช่วยเพิ่ม EBITDA มีส่วนมาจากการลดต้นทุนด้านบุคลากรหรือไม่ และสัดส่วนประมาณเท่าใด? (33:00) - A: SCGP ไม่มีเป้าหมายในการลดจำนวนบุคลากรจากการใช้ AI แต่มีเป้าหมายในการใช้ Automation และ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดต้นทุนโดยรวม ซึ่งรวมถึงต้นทุนพลังงานและกระบวนการผลิตต่างๆ โดยในครึ่งปีแรกสามารถลดต้นทุนได้ 2.7% ของ EBITDA จาก AI Initiative ซึ่งมากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ และเน้นการพัฒนาบุคลากรให้ทำงานร่วมกับ AI เพื่อสร้าง Growth Mindset Q: มีแผนการลดสัดส่วนการใช้ถ่านหินในกระบวนการผลิตอย่างไร และจะใช้อะไรทดแทนได้มากขึ้น? (37:42) - A: เรามีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 25% ภายในปี 2573 โดยมีโครงการที่เกี่ยวข้อง 5 โครงการในปีนี้ ซึ่ง 2 โครงการเป็นการปรับปรุงหม้อไอน้ำให้ใช้ Biomass (เศษไม้สับ) ทดแทนน้ำมันและถ่านหิน และอีก 3 โครงการเป็นการปรับปรุงโรงงานกล่องให้ใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ผลิตภัณฑ์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงคุณภาพ แต่การปล่อย CO2 จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นการลงทุนใน Renewable Resources ที่สามารถปลูกทดแทนได้ และใช้ประโยชน์จากธุรกิจเยื่อของเรา