2026-07-26T10:57:06+00:00 fin TSE บริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) TSE Q2/2566 กำไรสุทธิหดตัว 18.5% รับผลกระทบรายการพิเศษ – สรุป MD&A รายได้รวมโต 10.8% แต่กำไรสุทธิลดลง เหตุหลักจากรายการพิเศษในปีก่อน ขณะที่ธุรกิจหลักยังเติบโตต่อเนื่อง บริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ TSE รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีรายได้รวมจากการขายและบริการเพิ่มขึ้น 10.8% เป็น 483.2 ล้านบาท แต่กำไรสุทธิกลับลดลง 18.5% มาอยู่ที่ 152.2 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายการพิเศษที่เกิดขึ้นในปีก่อน ส่งผลให้ภาพรวมผลประกอบการในงวดนี้ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน กลุ่มธุรกิจ: ทรัพยากร / พลังงาน 1) หัวใจคืออะไร หัวใจสำคัญที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงของผลประกอบการในไตรมาส 2 ปี 2566 คือ การลดลงของกำไรสุทธิเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) แม้ว่ารายได้จากการขายและบริการจะเติบโตขึ้น โดยกำไรสุทธิลดลง 18.5% มาอยู่ที่ 152.2 ล้านบาท จาก 170.7 ล้านบาทในปีก่อน 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น สาเหตุหลักที่ทำให้กำไรสุทธิลดลง มาจากการ เปรียบเทียบกับรายการพิเศษที่เกิดขึ้นในปีก่อน โดยในไตรมาส 2 ปี 2565 บริษัทฯ มีการรับรู้รายได้จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น (โครงการโอนิโกเบ) จำนวน 234.4 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายการพิเศษที่ไม่ได้เกิดขึ้นในไตรมาส 2 ปี 2566 อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาผลประกอบการโดยไม่รวมรายการพิเศษดังกล่าว จะเห็นว่า ธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัทยังคงเติบโตได้ดี โดยรายได้จากการขายและบริการรวมเพิ่มขึ้น 10.8% เป็น 483.2 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการรับรู้รายได้จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น (โครงการโอนิโกเบ) ที่เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 2 ปี 2566 และการประกาศปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) นอกจากนี้ อัตรากำไรขั้นต้นสำหรับงวด 3 เดือน เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 39.8% จาก 34.6% ในปีก่อน สะท้อนถึงการบริหารจัดการต้นทุนที่ดีขึ้น 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ ลักษณะครั้งคราว โดยปัจจัยหลักที่ทำให้กำไรสุทธิลดลงในไตรมาสนี้ เป็นผลมาจากการเปรียบเทียบกับรายการพิเศษที่เกิดขึ้นในปีก่อน ซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นซ้ำในลักษณะเดียวกันอีกในอนาคต การเติบโตของรายได้จากโครงการโรงไฟฟ้าใหม่และการปรับขึ้นค่า Ft เป็นปัจจัยบวกที่คาดว่าจะส่งผลดีต่อผลประกอบการในระยะถัดไป Highlight สำคัญ รายได้รวมเติบโต 10.8% YoY: อยู่ที่ 483.2 ล้านบาท จาก 435.9 ล้านบาทในปีก่อน กำไรสุทธิลดลง 18.5% YoY: อยู่ที่ 152.2 ล้านบาท จาก 170.7 ล้านบาทในปีก่อน สาเหตุหลักกำไรสุทธิลดลง: การเปรียบเทียบกับรายการพิเศษจากการรับรู้รายได้โครงการโรงไฟฟ้าในญี่ปุ่นปี 2565 ธุรกิจหลักยังเติบโต: รับรู้รายได้จากโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ในญี่ปุ่น และการปรับขึ้นค่า Ft อัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้น: อยู่ที่ 39.8% สำหรับงวด 3 เดือน เทียบกับ 34.6% ในปีก่อน ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในกิจการร่วมค้าเพิ่มขึ้น: 193.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.4% YoY ภาพรวมผลประกอบการ สำหรับไตรมาส 2 ปี 2566 กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้จากการขายและบริการรวม 483.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.8% หรือ 47.3 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการรับรู้รายได้จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น "โครงการโอนิโกเบ" ที่เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ และการประกาศปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ต้นทุนขายและบริการรวมอยู่ที่ 291.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35.2% ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นสำหรับงวด 3 เดือน อยู่ที่ 39.8% เพิ่มขึ้นจาก 34.6% ในปีก่อน ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารรวมอยู่ที่ 157.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในกิจการร่วมค้า (Equity Method) อยู่ที่ 193.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.4% จาก 169.3 ล้านบาทในปีก่อน ส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับงวด 3 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2566 อยู่ที่ 152.2 ล้านบาท ลดลง 18.5% หรือ 18.5 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้รวม 829.1 ล้านบาท ลดลง 24.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการรับรู้รายได้จากโครงการโรงไฟฟ้าในประเทศญี่ปุ่น "โครงการโอนิโกเบ" ที่เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 2 ปี 2566 และการประกาศปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ต้นทุนขายและบริการรวมอยู่ที่ 505.5 ล้านบาท ลดลง 13.2% อัตรากำไรขั้นต้นสำหรับงวด 6 เดือน อยู่ที่ 39.0% เพิ่มขึ้นจาก 32.8% ในปีก่อน ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารรวมอยู่ที่ 270.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 120.4% ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในกิจการร่วมค้า อยู่ที่ 388.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.1% ส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 647.8 ล้านบาท ลดลง 12.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โอกาส การรับรู้รายได้จากโครงการโรงไฟฟ้าใหม่: โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น "โครงการโอนิโกเบ" ที่เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ จะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนรายได้ในอนาคต การปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft): นโยบายการปรับขึ้นค่า Ft จะส่งผลดีต่อรายได้จากการขายไฟฟ้า การเติบโตของธุรกิจพลังงานหมุนเวียน: แนวโน้มความต้องการพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ความเสี่ยง ความผันผวนของราคาพลังงานและอัตราแลกเปลี่ยน: อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนและรายได้ การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาครัฐ: นโยบายด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมอาจส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ ความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน: การบริหารจัดการโครงการโรงไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ความคืบหน้าของโครงการโรงไฟฟ้าใหม่: ติดตามการก่อสร้างและเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการในอนาคต ผลกระทบจากการปรับขึ้นค่า Ft: ประเมินผลกระทบต่อรายได้และต้นทุนอย่างต่อเนื่อง การบริหารจัดการต้นทุน: จับตาการควบคุมต้นทุนขายและบริการ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร การเปลี่ยนแปลงนโยบายพลังงาน: ติดตามนโยบายภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับพลังงานหมุนเวียน รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน) รายได้จากการขายและบริการ: ไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 483.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.8% YoY โดยมีปัจจัยหลักจากการรับรู้รายได้จากโครงการโรงไฟฟ้าในญี่ปุ่น "โครงการโอนิโกเบ" และการปรับขึ้นค่า Ft ต้นทุนขายและบริการ: ไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 291.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35.2% YoY อัตรากำไรขั้นต้น: งวด 3 เดือน อยู่ที่ 39.8% เพิ่มขึ้นจาก 34.6% ในปีก่อน งวด 6 เดือน อยู่ที่ 39.0% เพิ่มขึ้นจาก 32.8% ในปีก่อน ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในกิจการร่วมค้า: ไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 193.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.4% YoY ฐานะการเงินและกระแสเงินสด กำไรสุทธิ: ไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 152.2 ล้านบาท ลดลง 18.5% YoY กำไรสุทธิ: งวด 6 เดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 647.8 ล้านบาท ลดลง 12.1% YoY การรับรู้รายได้จากโครงการโรงไฟฟ้าในญี่ปุ่น: เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อรายได้รวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับรู้รายการพิเศษในปีก่อน สรุปท้าย TSE ในไตรมาส 2 ปี 2566 เผชิญกับแรงกดดันจากกำไรสุทธิที่ลดลง YoY ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการเปรียบเทียบกับรายการพิเศษในปีก่อน อย่างไรก็ตาม ธุรกิจหลักยังคงแสดงสัญญาณการเติบโตที่ดีจากโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ในญี่ปุ่นและการปรับขึ้นค่า Ft ประกอบกับอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวดีขึ้น นักลงทุนควรจับตาความคืบหน้าของโครงการในอนาคตและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาครัฐ เพื่อประเมินทิศทางผลประกอบการในระยะต่อไป