Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
fin TTB ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน)

TTB กำไร Q2/66 โต 33% รับ NIM ขยาย-บริหารต้นทุนดี

รายได้ดอกเบี้ยสุทธิและ NIM ขยายตัว หนุนกำไร TTB ไตรมาส 2/66 โตเด่น ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 4,566 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับปัจจัยหนุนหลักจากการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพและการเติบโตของสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง ท่ามกลางวัฏจักรอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน 1) หัวใจคืออะไร หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนกำไรสุทธิของ TTB ในไตรมาส 2/2566 ให้เติบโตถึง 33.2% YoY มาจาก การขยายตัวของส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ย (NIM) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางวัฏจักรอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น นอกจากนี้ คุณภาพสินทรัพย์ที่ยังคงบริหารจัดการได้ดี และการตั้งสำรองที่ลดลงเล็กน้อย YoY ก็เป็นปัจจัยสนับสนุน 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ฝ่ายจัดการระบุว่า การขยายตัวของ NIM เกิดจากการบริหารจัดการงบดุลให้มีความเหมาะสมและคล่องตัว ทำให้ธนาคารสามารถหมุนเวียนสภาพคล่องจากสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนต่ำไปยังสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้นได้ตามสภาวะตลาดและอัตราดอกเบี้ยนโยบายขาขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนสินเชื่อรายย่อยที่ให้ผลตอบแทนสูง และการเพิ่มขึ้นของพอร์ตเงินลงทุน ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนของสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ปรับตัวดีขึ้น ขณะเดียวกันก็สามารถควบคุมต้นทุนทางการเงินได้ดี โดยเฉพาะการบริหารจัดการเงินฝากเชิงกลยุทธ์ เช่น เงินฝากประจำ Up and Up และ ME รวมถึงกลยุทธ์ Pre-funding เพื่อล็อกดอกเบี้ยเงินฝากล่วงหน้า ช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนเงินฝากในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ มีโอกาสต่อเนื่อง โดยฝ่ายจัดการยังคงเน้นกลยุทธ์การหมุนเวียนสภาพคล่องจากสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนต่ำไปยังสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง โดยพิจารณาสภาวะตลาด และการปรับสัดส่วนสินเชื่อไปยังกลุ่มสินเชื่อรายย่อยที่ให้ผลตอบแทนสูง เช่น สินเชื่อรถแลกเงิน สินเชื่อบ้านแลกเงิน และสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งเป็นไปตามแผน นอกจากนี้ การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินอย่างมีวินัย และการควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ จะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว Highlight สำคัญ กำไรสุทธิเติบโต 33.2% YoY แตะ 4,566 ล้านบาท NIM ขยายตัว 35 bps YoY แตะ 3.18% จากการบริหารต้นทุนทางการเงินที่ดีและอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ปรับขึ้นตามดอกเบี้ยนโยบาย รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 13.5% YoY เป็น 14,093 ล้านบาท จากผลตอบแทนเงินลงทุนและสินเชื่อที่ปรับตัวดีขึ้น รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 5.5% YoY เป็น 3,668 ล้านบาท จากการฟื้นตัวของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานควบคุมได้ดี ทำให้อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ (C/I) อยู่ที่ 44% ทรงตัว YoY คุณภาพสินทรัพย์ยังคงบริหารจัดการได้ดี โดยสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs) อยู่ที่ 2.63% และ Coverage Ratio อยู่ที่ 144% เงินกองทุนยังคงแข็งแกร่ง CAR อยู่ที่ 19.8% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนด ภาพรวมผลประกอบการ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 4,566 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.2% YoY และ 6.3% QoQ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ 8.2% เพิ่มขึ้นจาก 6.5% ในไตรมาส 2/2565 สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 มีกำไรสุทธิ 8,861 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.6% YoY รายได้ดอกเบี้ยสุทธิในไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 14,093 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.5% YoY โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเพิ่มขึ้นของผลตอบแทนเงินลงทุนและสินเชื่อที่ปรับตัวดีขึ้นตามวัฏจักรอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ขยายตัว 35 bps YoY มาอยู่ที่ 3.18% รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยอยู่ที่ 3,668 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5% YoY โดยมีปัจจัยหลักจากการฟื้นตัวของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิที่เพิ่มขึ้น 0.6% YoY เป็น 2,659 ล้านบาท จากการเติบโตของค่าธรรมเนียมแบงก์แอสชัวรันส์จากผลิตภัณฑ์ประกันใหม่ และค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตที่เติบโตตามปริมาณบัตร ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอยู่ที่ 7,863 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.3% YoY แต่ด้วยการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัย ทำให้อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ (C/I) ทรงตัวอยู่ที่ 44% ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) อยู่ที่ 4,244 ล้านบาท ลดลง 3.2% YoY สะท้อนถึงคุณภาพสินทรัพย์ที่บริหารจัดการได้ดี โดยสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs) อยู่ที่ 2.63% และอัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) อยู่ที่ 144% โอกาส การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน: กลยุทธ์ Pre-funding และการบริหารจัดการเงินฝากเชิงกลยุทธ์ ช่วยล็อกต้นทุนเงินฝากระยะยาว ลดแรงกดดันในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น การเติบโตในสินเชื่อรายย่อยที่ให้ผลตอบแทนสูง: การเน้นสินเชื่อบ้านแลกเงิน สินเชื่อรถแลกเงิน และสินเชื่อส่วนบุคคล เป็นไปตามแผนและช่วยเสริมการเติบโตของสินเชื่อโดยรวม การพัฒนา Ecosystem และ Digital Transformation: เป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการพัฒนการบริการและเพิ่มผลตอบแทนในระยะยาว การควบคุมค่าใช้จ่าย: การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยรักษาอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ ความเสี่ยง ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว: การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่โมเมนตัมเริ่มแผ่วลง และการส่งออกที่ยังหดตัว อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจและครัวเรือน ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย: แม้ธนาคารจะสามารถบริหารจัดการ NIM ได้ดี แต่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องอาจส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินและกำลังซื้อของผู้บริโภค การแข่งขันในตลาด: การแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจธนาคาร โดยเฉพาะในกลุ่มสินเชื่อรายย่อยและผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ: การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือหน่วยงานกำกับดูแลอื่นๆ อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของธนาคาร สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ แนวโน้ม NIM: การบริหารจัดการ NIM ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อเนื่อง คุณภาพสินทรัพย์: การติดตามคุณภาพสินทรัพย์ โดยเฉพาะในกลุ่มสินเชื่อที่ปรับโครงสร้างหนี้ และการก่อตัวของ NPLs ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจ การเติบโตของสินเชื่อ: การขยายตัวของสินเชื่อในกลุ่มเป้าหมายที่ให้ผลตอบแทนสูง และการบริหารจัดการความเสี่ยงควบคู่กันไป รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย: การฟื้นตัวของรายได้ค่าธรรมเนียม โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่ยังมีความท้าทาย การบริหารจัดการต้นทุน: การรักษาอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ท่ามกลางการลงทุนในเทคโนโลยีและ Digital Transformation รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์) NIM: ขยายตัว 35 bps YoY เป็น 3.18% (ไม่รวม PPA อยู่ที่ 3.24%) โดยได้รับผลบวกจากการบริหารต้นทุนทางการเงินที่ดีและการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ตามวัฏจักรอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น สินเชื่อ: เติบโต 0.4% QoQ เป็น 1.31 ล้านล้านบาท โดยสินเชื่อรายย่อยที่ให้ผลตอบแทนสูง เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล (6.5% QoQ) และสินเชื่อรถแลกเงิน (5.7% QoQ) ยังคงเติบโตได้ดี ขณะที่สินเชื่อบรรษัทเติบโตเล็กน้อยจากสินเชื่อหมุนเวียน ส่วนสินเชื่อ SME ยังคงลดลงตามทิศทางของธนาคาร เงินฝาก: ลดลง 0.5% QoQ เป็น 1.39 ล้านล้านบาท โดยเงินฝากประจำเพิ่มขึ้น 12.0% QoQ สะท้อนการย้ายเงินออมไปหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น ขณะที่ CASA ยังรักษาได้ที่ 40% รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ: เพิ่มขึ้น 0.6% YoY เป็น 2,659 ล้านบาท จากค่าธรรมเนียมแบงก์แอสชัวรันส์จากผลิตภัณฑ์ประกันใหม่ และค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน: ควบคุมได้ดี ทำให้อัตราส่วน C/I อยู่ที่ 44% ทรงตัว YoY NPL Ratio: อยู่ที่ 2.63% ลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า และอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ Coverage Ratio: เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 144% สะท้อนความแข็งแกร่งของเงินสำรอง ฐานะการเงินและกระแสเงินสด สินทรัพย์รวม: ณ สิ้น มิ.ย. 66 อยู่ที่ 1.82 ล้านล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.3% QoQ เงินให้สินเชื่อสุทธิ: เพิ่มขึ้น 0.4% QoQ เป็น 1.31 ล้านล้านบาท เงินรับฝาก: ลดลง 0.5% QoQ เป็น 1.39 ล้านล้านบาท หนี้สินรวม: ลดลง 0.3% QoQ เป็น 1.60 ล้านล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้น: ลดลง 0.3% QoQ เป็น 2.24 แสนล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักจากการจ่ายปันผล CAR: อยู่ที่ 19.8% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนด สรุปท้าย TTB ในไตรมาส 2/2566 สามารถสร้างผลกำไรที่โดดเด่นจากการบริหารจัดการ NIM ที่ขยายตัวได้ดีภายใต้วัฏจักรอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ควบคู่กับการควบคุมต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายดำเนินงานอย่างมีวินัย แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะยังมีความท้าทาย แต่ธนาคารยังคงมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการเติบโตสินเชื่อคุณภาพในกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนสูง และการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยหนุนการเติบโตของผลประกอบการอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต