2026-07-26T10:56:56+00:00 fin TU บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) TU กำไรสุทธิ Q2/66 ดิ่ง 36.7% รับผลกระทบรายการพิเศษ-ต้นทุนวัตถุดิบพุ่ง รายได้-กำไรปรับตามฐานปีก่อน ขณะที่ต้นทุนปลาทูน่า-กุ้งพุ่ง กดดัน GPM บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มียอดขาย 34,057 ล้านบาท ลดลง 12.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,029 ล้านบาท ลดลง 36.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น โดยเฉพาะปลาทูน่าและกุ้ง รวมถึงรายการที่ไม่ได้เกิดจากการดำเนินงานปกติของธุรกิจ อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ยอดขายและกำไรจากการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้น Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน หัวใจกำไรในไตรมาส 2/2566 ของ TU คือ การลดลงของกำไรสุทธิที่ 36.7% YoY ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจาก 2 ปัจจัย คือ 1) ต้นทุนวัตถุดิบหลักที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะปลาทูน่าและกุ้ง และ 2) ผลกระทบจากรายการที่ไม่ใช่การดำเนินงานปกติของธุรกิจ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น: ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งกดดัน GPM: ราคาปลาทูน่าพันธุ์ Skipjack ปรับตัวสูงขึ้น 24.4% YoY และ 9.9% QoQ มาอยู่ที่ 2,000 เหรียญสหรัฐต่อตัน ขณะที่ราคากุ้งขาวเฉลี่ยในไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 127 บาทต่อกิโลกรัม ลดลง 17.3% YoY แต่เมื่อพิจารณาจากข้อมูลในหน้า 5 พบว่าราคากุ้งขาวเดือนมิถุนายน 2566 อยู่ที่ 120 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 11 ปี การเพิ่มขึ้นของต้นทุนปลาทูน่าส่งผลกระทบต่อธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปโดยตรง แม้ว่าบริษัทฯ จะพยายามชดเชยด้วยการปรับราคาขายและสัดส่วนการขายสินค้า แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้นได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้ GPM โดยรวมอยู่ที่ 16.9% เท่ากับปีก่อน แต่ลดลงจาก 15.1% ในไตรมาสก่อนหน้า รายการพิเศษกระทบกำไรสุทธิ: แม้ว่ากำไรจากการดำเนินงานจะเพิ่มขึ้น 8.2% YoY เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลง 19.7% จากค่าขนส่งที่ปรับตัวดีขึ้น แต่กำไรสุทธิกลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากผลกระทบจากรายการที่ไม่ได้เกิดจากการดำเนินงานปกติ ได้แก่ ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 250 ล้านบาท (เทียบกับกำไร 498 ล้านบาทในปีก่อน) เครดิตภาษีเงินได้ที่ลดลง และผลกระทบจาก Dilution effect ของบริษัท ITC จำนวน 289 ล้านบาท ซึ่งรายการเหล่านี้ถูกชดเชยบางส่วนด้วยส่วนแบ่งขาดทุนจากธุรกิจ Red Lobster ที่ลดลง และรายได้อื่นที่เพิ่มขึ้น จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่: ลักษณะครั้งคราว ต้นทุนวัตถุดิบ: แม้ว่าราคาปลาทูน่าจะปรับตัวสูงขึ้น แต่ฝ่ายจัดการระบุว่าบางส่วนถูกชดเชยด้วยอัตรากำไรที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปและอาหารแช่แข็ง/แช่เย็น และการจัดการสินค้าคงคลัง สำหรับราคากุ้งที่ลดลงต่ำสุดในรอบ 11 ปี ถือเป็นปัจจัยบวกต่อ GPM ในกลุ่มอาหารแช่แข็ง/แช่เย็น อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของราคาวัตถุดิบยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม รายการพิเศษ: รายการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน เครดิตภาษีเงินได้ที่ลดลง และ Dilution effect ของ ITC เป็นรายการที่มักเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว และไม่สะท้อนผลการดำเนินงานหลักของธุรกิจในระยะยาว การที่ฝ่ายจัดการระบุว่ากำไรสุทธิปรับตัวเพิ่มขึ้นจากฐานที่ต่ำในไตรมาสก่อน เนื่องจากการเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งของกำไรจากการดำเนินงาน บ่งชี้ว่าผลประกอบการหลักยังคงมีแนวโน้มที่ดี Highlight สำคัญ ยอดขายลดลง 12.6% YoY: อยู่ที่ 34,057 ล้านบาท สาเหตุหลักจากปริมาณการขายที่ลดลงในทุกกลุ่มธุรกิจหลัก และรายได้ค่าขนส่งที่ลดลง แม้บางส่วนถูกชดเชยด้วยการเติบโตในธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปในยุโรปและตลาดในประเทศ กำไรสุทธิลดลง 36.7% YoY: อยู่ที่ 1,029 ล้านบาท จากผลกระทบรายการพิเศษ เช่น ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน เครดิตภาษีที่ลดลง และ Dilution effect ของ ITC GPM ทรงตัว YoY ที่ 16.9%: แม้ต้นทุนปลาทูน่าสูงขึ้น แต่ถูกชดเชยด้วย GPM ที่ดีขึ้นของธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปและอาหารแช่แข็ง/แช่เย็น ค่าใช้จ่าย SG&A ลดลง 19.7% YoY: อยู่ที่ 3,971 ล้านบาท คิดเป็น 11.7% ของยอดขาย ลดลงจาก 12.7% ในปีก่อน จากค่าขนส่งที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ กระแสเงินสดอิสระกลับมาเป็นบวก: อยู่ที่ 3.3 พันล้านบาท จากการบริหารเงินทุนหมุนเวียนที่ดีขึ้นในยุโรปและสหรัฐอเมริกา อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (D/E) อยู่ที่ 0.64 เท่า: ลดลงจาก 1.09 เท่าในปีก่อน ภาพรวมผลประกอบการ บริษัทฯ รายงานยอดขายในไตรมาส 2/2566 ที่ 34,057 ล้านบาท ลดลง 12.6% YoY เนื่องจากปริมาณการขายที่ลดลงในทุกกลุ่มธุรกิจหลัก และรายได้ค่าขนส่งที่ลดลง อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ยอดขายเพิ่มขึ้น 4.3% โดยธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปในยุโรปและตลาดในประเทศมีการเติบโต กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 5,748 ล้านบาท ลดลง 12.7% YoY แต่ GPM ทรงตัวที่ 16.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 8.2% YoY เป็น 1.8 พันล้านบาท จากการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิลดลง 36.7% YoY อยู่ที่ 1,029 ล้านบาท เนื่องจากผลกระทบจากรายการที่ไม่ใช่การดำเนินงานปกติ โอกาส การฟื้นตัวของ GPM ในกลุ่มอาหารแช่แข็ง/แช่เย็น: จากราคาวัตถุดิบกุ้งที่ลดลงต่ำสุดในรอบ 11 ปี และการจัดการสินค้าคงคลังที่ดีขึ้น การเติบโตของธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป: โดยเฉพาะในตลาดยุโรปและตลาดในประเทศ การควบคุมค่าใช้จ่าย SG&A ที่มีประสิทธิภาพ: การลดลงของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารช่วยหนุนกำไรจากการดำเนินงาน กระแสเงินสดอิสระกลับมาเป็นบวก: บ่งชี้ถึงการบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนที่ดีขึ้น การลงทุนในโครงการ CAPEX ใหม่: โรงงานผลิตอาหารพร้อมทาน, โรงงานผลิตโปรตีนไฮโดรไลเซตและคอลลาเจน, โรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง จะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตและสนับสนุนการเติบโตในอนาคต การเปิดตัวผลิตภัณฑ์นวัตกรรม: เช่น สลัดทูน่าจากพืชภายใต้แบรนด์ John West และผลิตภัณฑ์ Active pro จาก MAREBLU ตอบรับเทรนด์สุขภาพ ความเสี่ยง ต้นทุนวัตถุดิบผันผวน: โดยเฉพาะราคาปลาทูน่าที่ยังคงปรับตัวสูงขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อ GPM ในระยะยาว กำลังซื้อผู้บริโภคทั่วโลกอ่อนแอ: จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ยังคงสูง อาจส่งผลกระทบต่อปริมาณการขาย การแข่งขันในอุตสาหกรรม: การแข่งขันด้านราคาและส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มธุรกิจหลัก ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน: แม้จะมีการป้องกันความเสี่ยง แต่ความผันผวนของค่าเงินยังคงส่งผลกระทบต่อกำไร การระบายสินค้าคงคลังของลูกค้า: โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและยุโรป อาจส่งผลกระทบต่อยอดขายในระยะสั้น สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ แนวโน้มราคาวัตถุดิบหลัก: โดยเฉพาะปลาทูน่าและกุ้ง การฟื้นตัวของกำลังซื้อผู้บริโภค: และผลกระทบต่อปริมาณการขายในตลาดหลัก ความคืบหน้าของโครงการลงทุน CAPEX ใหม่: และผลต่อกำลังการผลิตและรายได้ในอนาคต ผลประกอบการของธุรกิจ Red Lobster: และส่วนแบ่งขาดทุนที่อาจเกิดขึ้น การบริหารจัดการสต็อกสินค้า: เพื่อรองรับความต้องการที่อาจผันผวน การดำเนินงานตามเป้าหมายทางการเงินปี 2566: โดยเฉพาะยอดขายและอัตรากำไรขั้นต้น รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร) ยอดขาย: ลดลง 12.6% YoY เป็น 34,057 ล้านบาท โดยธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงลดลง 41.8%, อาหารทะเลแช่แข็ง/แช่เย็น ลดลง 17.3%, และผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า/อื่นๆ ลดลง 16.0% ส่วนธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปเติบโต 1.3% GPM: โดยรวมอยู่ที่ 16.9% ทรงตัว YoY แต่ดีขึ้น QoQ ธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป GPM เพิ่มเป็น 19.9%, อาหารทะเลแช่แข็ง/แช่เย็น GPM เพิ่มเป็น 9.6% (จากราคาวัตถุดิบกุ้งลดลง), อาหารสัตว์เลี้ยง GPM ลดลงเหลือ 20.2%, ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า/อื่นๆ GPM ลดลงเหลือ 25.7% ราคาวัตถุดิบ: ปลาทูน่าเพิ่มขึ้น 24.4% YoY, กุ้งขาวลดลง 17.3% YoY (ราคาต่ำสุดในรอบ 11 ปี) ภูมิภาค: ยอดขายอเมริกาเหนือลดลง 18.6%, ยุโรปเพิ่มขึ้น 0.2%, ไทยเพิ่มขึ้น 0.9%, ประเทศอื่นๆ ลดลง 19.9% ฐานะการเงินและกระแสเงินสด สินทรัพย์รวม: 182,343 ล้านบาท ใกล้เคียงปีก่อน หนี้สินรวม: 99,003 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.8% จากสิ้นปี 2565 จากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืมระยะสั้น ส่วนของผู้ถือหุ้น: 83,341 ล้านบาท ลดลง 5.4% จากสิ้นปี 2565 จากโครงการหุ้นซื้อคืนและการจ่ายปันผล D/E Ratio: อยู่ที่ 0.64 เท่า ลดลงจาก 1.09 เท่าในปีก่อน กระแสเงินสดอิสระ: กลับมาเป็นบวกที่ 3.3 พันล้านบาท จากการบริหารเงินทุนหมุนเวียนที่ดีขึ้น เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด: ลดลงสุทธิ 2,072 ล้านบาท ในครึ่งปีแรก อยู่ที่ 9,938 ล้านบาท สรุปท้าย ผลประกอบการไตรมาส 2/2566 ของ TU ได้รับแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบหลักที่สูงขึ้น โดยเฉพาะปลาทูน่า และรายการพิเศษที่กระทบกำไรสุทธิ อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการต้นทุนค่าใช้จ่าย SG&A ที่มีประสิทธิภาพ และการกลับมาเป็นบวกของกระแสเงินสดอิสระ เป็นสัญญาณที่ดี การปรับตัวดีขึ้นของ GPM ในกลุ่มอาหารแช่แข็ง/แช่เย็น จากราคาวัตถุดิบกุ้งที่ลดลง และการเติบโตของธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป เป็นโอกาสในการฟื้นตัว ขณะที่ความเสี่ยงด้านกำลังซื้อผู้บริโภคและต้นทุนวัตถุดิบยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด