Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
fin TVH บริษัท ไทยวิวัฒน์ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)

TVH กำไรสุทธิ Q2/66 พุ่ง 25.2% รับผลบวกจากลงทุน-เบี้ยประกันโต

รายได้ประกันภัย-ผลตอบแทนลงทุนหนุน TVH พลิกกำไรโตเด่น Q2/66 บริษัท ไทยวิวัฒน์ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TVH รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 220.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักจากการเติบโตของรายได้จากการรับประกันภัยและการพลิกกลับมามีกำไรจากการลงทุน Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน 1) หัวใจคืออะไร หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนกำไรสุทธิของ TVH ในไตรมาส 2 ปี 2566 คือการพลิกกลับมามีกำไรจากการลงทุนจำนวน 66.6 ล้านบาท จากที่เคยขาดทุน 146.0 ล้านบาทในปีก่อน ประกอบกับการเติบโตของรายได้จากการรับประกันภัยที่เพิ่มขึ้น 13.2% ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบจากค่าใช้จ่ายจากการรับประกันภัยที่ปรับตัวสูงขึ้น 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น กำไรจากการลงทุนที่พลิกกลับมา: สาเหตุหลักมาจากการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจและภาวะเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง ประกอบกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย ส่งผลให้ราคาหลักทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลที่เพิ่มขึ้นจากการปรับสัดส่วนการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้ภาคเอกชน รวมถึงการขายทำกำไรจากการลงทุนในหุ้นทุนและหน่วยลงทุน รายได้จากการรับประกันภัยเติบโต: รายได้หลักมาจากการประกันภัยรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น 10.6% จากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Insurtech และการขยายฐานประกันภัยรถยนต์ EV รวมถึงประกันภัยเบ็ดเตล็ดที่เติบโตถึง 41.2% จากการฟื้นตัวของการเดินทางและกิจกรรมส่งเสริมการตลาด ค่าใช้จ่ายจากการรับประกันภัยที่เพิ่มขึ้น: แม้รายได้จะเติบโต แต่ค่าใช้จ่ายจากการรับประกันภัยรวมค่าใช้จ่ายดำเนินงานเพิ่มขึ้น 21.0% โดยเฉพาะในกลุ่มประกันภัยรถยนต์ที่มีอัตราค่าสินไหมทดแทน (Loss Ratio) สูงขึ้น 5.7% จากการใช้งานรถยนต์ที่กลับสู่ภาวะปกติหลังผ่อนคลายมาตรการ COVID-19 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ มีโอกาสต่อเนื่อง: ผลกำไรจากการลงทุนมีแนวโน้มที่จะได้รับผลดีจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งฝ่ายจัดการได้มีการปรับสัดส่วนการลงทุนเพื่อเพิ่มรายได้ดอกเบี้ยแล้ว ส่วนรายได้จากการรับประกันภัย โดยเฉพาะประกันภัยรถยนต์และประกันภัยเบ็ดเตล็ด มีปัจจัยสนับสนุนจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์และกิจกรรมส่งเสริมการตลาดที่คาดว่าจะช่วยรักษาการเติบโตได้ อย่างไรก็ตาม อัตราค่าสินไหมทดแทนยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด Highlight สำคัญ กำไรสุทธิ: 220.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.2% YoY รายได้จากการรับประกันภัย: 3,450.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.2% YoY กำไรจากการรับประกันภัย: 203.3 ล้านบาท ลดลง 44.2% YoY กำไรจากการลงทุน: พลิกเป็นกำไร 66.6 ล้านบาท จากขาดทุน 146.0 ล้านบาท YoY ค่าใช้จ่ายจากการรับประกันภัยรวมค่าใช้จ่ายดำเนินงาน: 3,246.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.0% YoY ภาพรวมผลประกอบการ บริษัทฯ มีกำไรสุทธิสำหรับงวด 6 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2566 อยู่ที่ 220.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44.5 ล้านบาท หรือ 25.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้จากการรับประกันภัยรวม 3,450.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.2% จากการเติบโตของเบี้ยประกันภัยรับในกลุ่มประกันภัยรถยนต์และประกันภัยเบ็ดเตล็ด ในขณะที่ค่าใช้จ่ายจากการรับประกันภัยรวมค่าใช้จ่ายดำเนินงานเพิ่มขึ้น 21.0% ส่งผลให้กำไรจากการรับประกันภัยลดลง 44.2% อย่างไรก็ตาม ผลกำไรจากการลงทุนที่พลิกกลับมามีกำไร 66.6 ล้านบาท จากที่เคยขาดทุน 146.0 ล้านบาทในปีก่อน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กำไรสุทธิโดยรวมเติบโตขึ้น โอกาส การพัฒนาผลิตภัณฑ์ Insurtech: ช่วยตอบโจทย์ความต้องการและไลฟ์สไตล์ลูกค้า โดยเฉพาะในกลุ่มประกันภัยรถยนต์ EV การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการเดินทาง: ส่งผลดีต่อการเติบโตของประกันภัยเบ็ดเตล็ด โดยเฉพาะประกันการเดินทางและสุขภาพ ภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นและตลาดทุนฟื้นตัว: หนุนผลตอบแทนจากการลงทุนให้ดีขึ้น การนำ Big Data และนวัตกรรมมาใช้: เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินไหมและคัดกรองความเสี่ยง ความเสี่ยง อัตราค่าสินไหมทดแทน (Loss Ratio) ที่เพิ่มขึ้น: จากการใช้งานรถยนต์ที่กลับสู่ภาวะปกติหลังผ่อนคลายมาตรการ COVID-19 ความผันผวนของตลาดทุน: อาจส่งผลกระทบต่อผลกำไรจากการลงทุน การแข่งขันในอุตสาหกรรมประกันภัย: อาจกดดันอัตรากำไร สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ แนวโน้มอัตราค่าสินไหมทดแทน (Loss Ratio) ในกลุ่มประกันภัยรถยนต์ ประสิทธิภาพการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ผลตอบแทนจากการลงทุนในสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลง ความสามารถในการรักษาการเติบโตของเบี้ยประกันภัยรับในกลุ่มประกันภัยเบ็ดเตล็ด การขยายฐานลูกค้าใหม่และการพัฒนาช่องทางขาย รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์) รายได้จากการรับประกันภัย: เติบโต 13.2% เป็น 3,450.2 ล้านบาท โดยประกันภัยรถยนต์เพิ่มขึ้น 10.6% จากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Insurtech และการขยายฐานประกันภัยรถยนต์ EV ส่วนประกันภัยเบ็ดเตล็ดเติบโต 41.2% จากการฟื้นตัวของการเดินทางและสุขภาพ รวมถึงแคมเปญการตลาด ค่าใช้จ่ายจากการรับประกันภัย: เพิ่มขึ้น 20.3% เป็น 2,791.7 ล้านบาท โดยเฉพาะในกลุ่มประกันภัยรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น 17.7% สอดคล้องกับเบี้ยประกันภัยรับที่สูงขึ้น แต่มีอัตราค่าสินไหมทดแทน (Loss Ratio) อยู่ที่ 61.6% เพิ่มขึ้น 5.7% YoY เนื่องจากผู้คนกลับมาใช้รถยนต์มากขึ้น ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน: เพิ่มขึ้น 25.8% เป็น 455.2 ล้านบาท ส่วนใหญ่เกิดจากค่าบริการงานสนับสนุนและค่าใช้จ่ายพนักงาน สอดคล้องกับการเติบโตของรายได้ กำไรจากการรับประกันภัย: ลดลง 44.2% เป็น 203.3 ล้านบาท เนื่องจากค่าใช้จ่ายจากการรับประกันภัยที่เพิ่มขึ้นมากกว่าการเติบโตของรายได้ รายได้จากการลงทุน: พลิกเป็นกำไร 66.6 ล้านบาท จากขาดทุน 146.0 ล้านบาท YoY โดยมีปัจจัยหนุนจากรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลที่เพิ่มขึ้นจากการปรับพอร์ตการลงทุน และกำไรจากการขายเงินลงทุน ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ข้อมูลในเอกสารไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสดโดยตรง แต่ระบุว่ายอดเงินลงทุนในตราสารทางการเงิน ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 มีจำนวนทั้งสิ้น 6,509.9 ล้านบาท สรุปท้าย TVH ในไตรมาส 2 ปี 2566 แสดงผลประกอบการที่แข็งแกร่งด้วยกำไรสุทธิที่เติบโต 25.2% โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการพลิกกลับมามีกำไรจากการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับการเติบโตของรายได้จากการรับประกันภัย แม้ว่าค่าใช้จ่ายจากการรับประกันภัยจะปรับตัวสูงขึ้นตามการใช้งานรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น แต่การบริหารจัดการต้นทุนและกลยุทธ์การลงทุนที่ปรับให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนผลกำไรให้เติบโตได้ในระยะนี้ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มค่าสินไหมทดแทนและการแข่งขันในอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง