Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
fin TOP บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)

TOP กำไรสุทธิ Q2/66 พลิกบวก 1,117 ล้านบาท รับผลบวกจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ แต่กำไรลดลง QoQ

รายได้-กำไร Q2/66 ปรับตัวตามราคาพลังงานโลก ขณะที่ฝ่ายจัดการเน้นปัจจัยกดดันจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ลดลง และขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 1,117 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 24,210 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากการบันทึกกำไรจากการขายเงินลงทุนในบริษัทร่วม อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า กำไรสุทธิปรับลดลง 3,437 ล้านบาท โดยฝ่ายจัดการระบุว่าได้รับผลกระทบจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ลดลง และขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน หัวใจกำไรในไตรมาส 2/2566 ของ TOP คือ การพลิกกลับมามีกำไรสุทธิจากการบันทึกกำไรจากการขายเงินลงทุนในบริษัทร่วม แต่หากพิจารณาผลการดำเนินงานจากการดำเนินธุรกิจหลัก พบว่ากำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่ม (Gross Integrated Margin) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า 1) หัวใจคืออะไร หัวใจหลักที่ทำให้ TOP พลิกกลับมามีกำไรสุทธิในไตรมาส 2/2566 คือ กำไรจากการขายเงินลงทุนในบริษัทร่วม ซึ่งมีมูลค่า 17,334 ล้านบาท (ก่อนภาษี) หรือ 12,880 ล้านบาท (หลังภาษี) ใน Q2/65 อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาผลการดำเนินงานจากการดำเนินธุรกิจหลัก พบว่า กำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่ม (Gross Integrated Margin) ไม่รวมผลกระทบจากสต็อกน้ำมัน ปรับตัวลดลงอย่างมากถึง 19.5 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เมื่อเทียบกับ Q2/65 โดยใน Q2/66 อยู่ที่ 4.2 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล (รวมผลกระทบจากสต็อกน้ำมัน) ลดลงจาก 9.0 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลใน Q1/66 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น กำไรจากการขายเงินลงทุน: การบันทึกกำไรจากการขายเงินลงทุนในบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ใน Q2/65 เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้บริษัทฯ มีกำไรสุทธิสูงในปีก่อนหน้า กำไรขั้นต้นจากการผลิตลดลง: สาเหตุหลักมาจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะส่วนต่างราคาน้ำมันอากาศยาน/น้ำมันก๊าด และน้ำมันดีเซลหลังอุปทานน้ำมันรัสเซียยังคงซื้อขายในตลาดได้อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับธุรกิจผลิตสารตั้งต้นสำหรับผลิตภัณฑ์สารทำความสะอาดมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ลดลง ขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน: ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลงส่งผลให้มีขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน 1,929 ล้านบาทใน Q2/66 เทียบกับกำไรจากสต็อกน้ำมัน 7,557 ล้านบาทใน Q2/65 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ ลักษณะครั้งคราว ผลกำไรจากการขายเงินลงทุนในบริษัทร่วมเป็นรายการพิเศษครั้งเดียว (Non-recurring item) ซึ่งจะไม่เกิดขึ้นต่อเนื่องในไตรมาสถัดไป ส่วนผลการดำเนินงานจากการกลั่นน้ำมันและธุรกิจปิโตรเคมีนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านราคา commodity และส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีความผันผวนสูงตามสภาวะตลาดโลก โดยแนวโน้มในไตรมาส 3 และ 4 ปี 2566 ฝ่ายจัดการคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นจากอุปทานที่ตึงตัว แต่ความต้องการใช้น้ำมันอาจถูกกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ส่วนค่าการกลั่นมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตามฤดูกาล แต่ถูกกดดันจากอุปทานที่เพิ่มขึ้น Highlight สำคัญ กำไรสุทธิ Q2/66 พลิกบวก 1,117 ล้านบาท เทียบกับขาดทุนสุทธิ 24,210 ล้านบาทใน Q2/65 โดยมีปัจจัยหลักจากการบันทึกกำไรจากการขายเงินลงทุนในบริษัทร่วม กำไรสุทธิลดลง 3,437 ล้านบาท QoQ จาก 4,554 ล้านบาทใน Q1/66 เนื่องจากกำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มลดลง และขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน รายได้จากการขาย Q2/66 อยู่ที่ 108,467 ล้านบาท ลดลง 7,476 ล้านบาท QoQ และลดลง 35,425 ล้านบาท YoY โดยมีสาเหตุหลักจากราคาขายเฉลี่ยที่ปรับลดลง กำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่ม (Gross Integrated Margin) ไม่รวมผลกระทบจากสต็อกน้ำมัน ลดลง 5.5 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล QoQ อยู่ที่ 4.5 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เนื่องจากส่วนต่างราคาน้ำมันอากาศยาน/น้ำมันก๊าด และน้ำมันดีเซลกับราคาน้ำมันดิบดูไบปรับลดลง ขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน 1,929 ล้านบาทใน Q2/66 ลดลง 1,410 ล้านบาท QoQ แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ Q2/65 ที่มีกำไรจากสต็อกน้ำมัน 7,557 ล้านบาท EBITDA Q2/66 อยู่ที่ 4,618 ล้านบาท ลดลง 3,564 ล้านบาท QoQ และลดลง 17,704 ล้านบาท YoY ภาพรวมผลประกอบการ ในไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP มีรายได้จากการขายรวม 108,467 ล้านบาท ลดลง 7.48% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (Q1/66) และลดลง 24.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (Q2/65) โดยสาเหตุหลักมาจากราคาขายเฉลี่ยผลิตภัณฑ์ที่ปรับลดลงตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก สำหรับกำไรสุทธิในไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 1,117 ล้านบาท หรือ 0.50 บาทต่อหุ้น ซึ่งพลิกกลับมามีกำไรจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 24,210 ล้านบาท แต่หากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า กำไรสุทธิลดลง 3,437 ล้านบาท โดยมีปัจจัยกดดันหลักจากกำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มที่ลดลง และการขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน เมื่อพิจารณาผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรกของปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวม 224,410 ล้านบาท ลดลง 13.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 5,671 ล้านบาท ลดลง 77.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างมากจากการบันทึกกำไรจากการขายเงินลงทุนใน GPSC ในช่วง 6 เดือนแรกของปีก่อน โอกาส แนวโน้มค่าการกลั่นปรับตัวดีขึ้น: ฝ่ายจัดการคาดการณ์ว่าค่าการกลั่นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2566 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามฤดูกาลในช่วงเทศกาลขับขี่และฤดูหนาว รวมถึงปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปคงคลังที่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี การเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการ TOP SPP Expansion: โครงการนี้เริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ 1 เมษายน 2566 ส่งผลให้รายได้และ EBITDA ของธุรกิจผลิตไฟฟ้าปรับตัวเพิ่มขึ้น การฟื้นตัวของตลาดอะโรเมติกส์บางส่วน: แม้ตลาดโดยรวมยังมีความผันผวน แต่ส่วนต่างราคาพาราไซลีนกับน้ำมันเบนซิน 95 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากอุปสงค์ที่สนับสนุนในช่วงปลายฤดูร้อนในเอเชีย และอุปทานที่ลดลงจากการปิดซ่อมบำรุง ความเสี่ยง ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์: เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี โดยเฉพาะความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนที่ยังไม่แน่นอน ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ลดลง: โดยเฉพาะส่วนต่างราคาน้ำมันอากาศยาน/น้ำมันก๊าด และน้ำมันดีเซลกับราคาน้ำมันดิบดูไบ รวมถึงส่วนต่างราคาสารเบนซีนกับน้ำมันเบนซิน 95 ที่ปรับลดลง กดดันต่อกำไรขั้นต้น การขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน: ราคาน้ำมันดิบที่ผันผวนอาจส่งผลให้เกิดการขาดทุนจากสต็อกน้ำมันได้ ความล่าช้าและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของโครงการ CFP: การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน ทำให้โครงการมีความล่าช้ากว่าแผน และคาดว่าจะมีผลทำให้งบประมาณรวมของโครงการเพิ่มขึ้น สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ แนวโน้มราคา Crude Oil และ Gross Integrated Margin: ติดตามทิศทางราคาพลังงานและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของผลประกอบการ ความคืบหน้าโครงการ Clean Fuel Project (CFP): จับตาการปรับเปลี่ยนแผนงานและมาตรการเร่งรัดต่างๆ รวมถึงผลกระทบต่องบประมาณและกำหนดการเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2567 ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลก: ประเมินผลกระทบต่อความต้องการใช้น้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี การบริหารจัดการสต็อกน้ำมัน: ติดตามการบริหารจัดการสต็อกเพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน ผลการดำเนินงานของธุรกิจผลิตไฟฟ้า: การรับรู้รายได้เต็มที่จากโครงการ TOP SPP Expansion จะเป็นปัจจัยหนุนผลประกอบการ รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน) ธุรกิจการกลั่นน้ำมัน: ในไตรมาส 2/2566 โรงกลั่นไทยออยล์มีอัตราการใช้กำลังการกลั่น 113% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า แต่กำไรขั้นต้นจากการกลั่น (ไม่รวมผลกระทบจากสต็อกน้ำมัน) ลดลง 5.5 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล QoQ อยู่ที่ 4.5 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล สาเหตุหลักจากส่วนต่างราคาน้ำมันอากาศยาน/น้ำมันก๊าด และน้ำมันดีเซลกับราคาน้ำมันดิบดูไบที่ปรับลดลง ประกอบกับการขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน 1,929 ล้านบาท ส่งผลให้ EBITDA ของโรงกลั่นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ธุรกิจผลิตสารอะโรเมติกส์: บริษัท ไทยพาราไซลีน จำกัด (TPX) มีอัตราการผลิตสารอะโรเมติกส์ 71% เพิ่มขึ้น 4% QoQ โดย Product-to-feed Margin ลดลง 16 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน QoQ เนื่องจากส่วนต่างราคาสารเบนซีนกับน้ำมันเบนซิน 95 ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม TPX มีกำไรสุทธิ 225 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 143 ล้านบาท QoQ จากการบันทึกกำไรจากการวัดมูลค่ายุติธรรมเครื่องมือทางการเงิน ธุรกิจผลิตสารตั้งต้นสำหรับผลิตภัณฑ์สารทำความสะอาด (LAB): บริษัท ลาบิกซ์ จำกัด (LABIX) มีอัตราการผลิตสาร LAB 125% และปริมาณการขายใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า แต่รายได้จากการขายลดลง 571 ล้านบาท QoQ เนื่องจากระดับราคาสาร LAB ปรับลดลงตามราคาสารตั้งต้น แม้ว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ EBITDA ปรับตัวเพิ่มขึ้น 43 ล้านบาท QoQ และมีกำไรสุทธิ 181 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49 ล้านบาท QoQ ธุรกิจผลิตน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน: บริษัท ไทยลู้บเบส จำกัด (มหาชน) (TLB) มีอัตราการผลิต Base oil 83% และรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 304 ล้านบาท QoQ จากการวางแผนการผลิตแบบกลุ่ม แต่ Product-to-feed Margin ลดลง 36 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน QoQ ส่งผลให้ EBITDA และกำไรสุทธิลดลง QoQ ธุรกิจผลิตไฟฟ้า: บริษัท ท็อป เอสพีพี จำกัด (TOP SPP) มีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 799 ล้านบาท QoQ และ EBITDA เพิ่มขึ้น 257 ล้านบาท QoQ จากการรับรู้รายได้เต็มที่ของโครงการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าและไอน้ำ (TOP SPP Expansion) ที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2566 ธุรกิจเอทานอล: บริษัท ไทยออยล์ เอทานอล จำกัด (TET) มีรายได้จากการขายลดลง 62 ล้านบาท QoQ เนื่องจากปริมาณการขายลดลงจากการหยุดซ่อมบำรุงตามแผน แม้ราคาจำหน่ายสูงขึ้น แต่ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นมาก ส่งผลให้ EBITDA ลดลง และมีผลขาดทุนสุทธิ 6 ล้านบาท ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 กลุ่มไทยออยล์มีสินทรัพย์รวม 406,956 ล้านบาท ลดลง 8% จากสิ้นปี 2565 โดยมีสาเหตุหลักจากเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดลดลงจากการจ่ายเงินปันผลและลงทุนในโครงการต่างๆ รวมถึงลูกหนี้การค้าและสินค้าคงเหลือที่ลดลงตามราคาน้ำมัน หนี้สินรวมอยู่ที่ 251,111 ล้านบาท ลดลง 12% จากสิ้นปี 2565 โดยมีสาเหตุหลักจากหนี้สินหมุนเวียนและเงินกู้ยืมระยะยาวที่ลดลง ส่วนของผู้ถือหุ้นรวมอยู่ที่ 155,845 ล้านบาท ลดลง 2% จากสิ้นปี 2565 เนื่องจากผลกำไรสุทธิหักล้างกับเงินปันผลจ่าย ใน 6 เดือนแรกของปี 2566 กลุ่มไทยออยล์มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน 13,818 ล้านบาท แต่มีกระแสเงินสดใช้ไปในกิจกรรมลงทุน 8,274 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในโครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project) และมีกระแสเงินสดใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงิน 16,870 ล้านบาท จากการชำระคืนหุ้นกู้และเงินกู้ยืม ทำให้เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดลดลงสุทธิ 11,326 ล้านบาท สรุปท้าย ผลประกอบการไตรมาส 2/2566 ของ TOP พลิกกลับมามีกำไรสุทธิจากการบันทึกรายการพิเศษ แต่ผลการดำเนินงานจากธุรกิจหลักยังคงเผชิญแรงกดดันจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ลดลงและขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน แม้ว่าแนวโน้มค่าการกลั่นในช่วงครึ่งปีหลังจะดีขึ้น แต่ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันดิบและภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ขณะที่โครงการ CFP มีความคืบหน้าแต่ก็เผชิญความล่าช้าและต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนในอนาคต