2026-07-26T08:36:57+00:00 fin TIDLOR บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) TIDLOR กำไร Q2/66 ลดลง 5.5% YoY รับผลสำรองเพิ่ม-ต้นทุนการเงินสูง รายได้รวมโต 25.3% หนุนโดยสินเชื่อและนายหน้าประกันภัย แต่กำไรสุทธิหดตัวเล็กน้อย บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 927.2 ล้านบาท ลดลง 5.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้รวมจะเติบโตแข็งแกร่งถึง 25.3% เป็นผลมาจากการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้นและต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ซึ่งฝ่ายจัดการมองว่าเป็นการบริหารจัดการเพื่อรองรับการเติบโตและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน 1) หัวใจคืออะไร หัวใจหลักที่ทำให้กำไรสุทธิของ TIDLOR ในไตรมาส 2 ปี 2566 ลดลง 5.5% (YoY) มาจาก การตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 135.8% (YoY) ประกอบกับ ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น 48.9% (YoY) แม้ว่ารายได้รวมจะเติบโตได้ดีถึง 25.3% 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น การตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้น: ฝ่ายจัดการระบุว่าการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้นนี้สอดคล้องกับการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของพอร์ตสินเชื่อรวม ซึ่ง ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2566 อยู่ที่ 87,245.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.5% (YoY) นอกจากนี้ การตั้งสำรองยังคำนึงถึงความไม่แน่นอนจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค อัตราเงินเฟ้อ และการสิ้นสุดมาตรการพักชำระหนี้ รวมถึงคุณภาพสินทรัพย์หลังมาตรการดังกล่าวสิ้นสุดลง ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น: ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น 48.9% (YoY) เป็นผลมาจากการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบายและสภาวะตลาด ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมของบริษัทฯ แม้ว่าบริษัทฯ จะยังคงรักษาส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ในระดับที่เหมาะสมได้จากการบริหารค่าเฉลี่ยอายุสินทรัพย์และหนี้สิน 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม แม้ว่าการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้นจะเป็นผลมาจากการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อซึ่งเป็นปัจจัยเชิงบวกในระยะยาว แต่การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญนี้ก็สะท้อนถึงการบริหารความเสี่ยงเพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ส่วนต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นนั้นมีแนวโน้มที่จะต่อเนื่องตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งฝ่ายจัดการได้กล่าวถึงการบริหารจัดการเพื่อรักษาส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยอย่างสม่ำเสมอ Highlight สำคัญ กำไรสุทธิ: 927.2 ล้านบาท ลดลง 5.5% (YoY) รายได้รวม: 4,529.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.3% (YoY) พอร์ตสินเชื่อรวม: 87,245.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.5% (YoY) โดยมีบัตรติดล้อเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก เบี้ยประกันวินาศภัย: เติบโต 28.9% (YoY) NPLs: อยู่ที่ 1.54% ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรม NPL Coverage Ratio: อยู่ที่ 266.0% ซึ่งยังคงอยู่ในระดับสูง D/E Ratio: อยู่ที่ 2.4 เท่า ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ภาพรวมผลประกอบการ ในไตรมาส 2 ปี 2566 TIDLOR มีรายได้รวม 4,529.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.3% (YoY) โดยมีแรงหนุนจากรายได้ดอกเบี้ยรับที่เพิ่มขึ้น 25.3% (YoY) จากการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อ และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการที่เพิ่มขึ้น 24.7% (YoY) จากธุรกิจนายหน้าประกันภัย อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้น 3,366.0 ล้านบาท โดยมีผลขาดทุนด้านเครดิตเพิ่มขึ้น 135.8% (YoY) และต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 48.9% (YoY) ส่งผลให้กำไรสุทธิอยู่ที่ 927.2 ล้านบาท ลดลง 5.5% (YoY) โอกาส การเติบโตของพอร์ตสินเชื่อ: ความต้องการสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ความสำเร็จของบัตรติดล้อ: ยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักในการเติบโตของธุรกิจ ช่วยเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้าเข้าถึงเงินสดได้ตลอด 24 ชั่วโมง การเติบโตของธุรกิจนายหน้าประกันภัย: เบี้ยประกันวินาศภัยเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะจากช่องทางดิจิทัล การบริหารคุณภาพสินทรัพย์: การรักษาคุณภาพพอร์ตสินเชื่อให้อยู่ในระดับต่ำ (NPLs 1.54%) และ NPL Coverage Ratio ที่สูง (266.0%) ความเสี่ยง การเพิ่มขึ้นของสำรองหนี้เสีย: สอดคล้องกับการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อ และเพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น: จากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับตัวสูงขึ้น ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาคและอัตราเงินเฟ้อ: อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินทรัพย์ในระยะต่อไป สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ทิศทางการตั้งสำรอง: จะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องหรือไม่ เพื่อรองรับการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อและปัจจัยเศรษฐกิจ ต้นทุนทางการเงิน: แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายและการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินของบริษัทฯ การเติบโตของพอร์ตสินเชื่อ: ความสามารถในการรักษาคุณภาพสินเชื่อควบคู่ไปกับการขยายพอร์ต ผลประกอบการธุรกิจนายหน้าประกันภัย: การเติบโตต่อเนื่องจากช่องทางดิจิทัล รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์) NIM: แม้ต้นทุนทางการเงินจะสูงขึ้น แต่บริษัทฯ ยังคงรักษาส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยได้ในระดับที่เหมาะสม โดยอัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยรับจากธุรกิจสินเชื่ออยู่ที่ 17.6% (เพิ่มขึ้นเล็กน้อย YoY) NII/Non-NII: รายได้ดอกเบี้ยรับเติบโต 25.3% (YoY) ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการเติบโต 24.7% (YoY) สะท้อนการเติบโตทั้งสองส่วนหลัก NPLs: อยู่ที่ 1.54% ซึ่งยังคงอยู่ในระดับต่ำและบริหารจัดการได้ดี Coverage Ratio: อยู่ที่ 266.0% ซึ่งสูง สะท้อนการตั้งสำรองที่รอบคอบ Credit Cost: เพิ่มขึ้น 135.8% (YoY) ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันกำไร แต่สอดคล้องกับการขยายพอร์ตและการบริหารความเสี่ยง สัดส่วนสินเชื่อ: พอร์ตสินเชื่อรวมเติบโต 23.5% (YoY) โดยมีบัตรติดล้อเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ เงินฝาก/CASA: ไม่ได้ระบุในเอกสาร CAR/Basel: ไม่ได้ระบุในเอกสาร รายได้ค่าธรรมเนียม: เติบโต 24.7% (YoY) จากธุรกิจนายหน้าประกันภัย กำไรพิเศษครั้งเดียว: ไม่ได้ระบุในเอกสาร ฐานะการเงินและกระแสเงินสด สินทรัพย์รวม: 90,391.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.7% (YoY) จากการเพิ่มขึ้นของยอดสินเชื่อ หนี้สินรวม: 63,819.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% (YoY) จากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้และหุ้นกู้เพื่อรองรับการขยายธุรกิจ ส่วนของผู้ถือหุ้น: 26,571.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.5% (YoY) จากกำไรสุทธิ D/E Ratio: อยู่ที่ 2.4 เท่า ซึ่งต่ำ บ่งชี้การบริหารการเงินที่รอบคอบ เงินสด: เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดลดลง 8.4% (YoY) สรุปท้าย TIDLOR ในไตรมาส 2 ปี 2566 แสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่แข็งแกร่งของรายได้รวมจากการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อและธุรกิจนายหน้าประกันภัย อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิปรับตัวลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน อันเป็นผลมาจากการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการเติบโตและปัจจัยเศรษฐกิจ รวมถึงต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นตามทิศทางอัตราดอกเบี้ย บริษัทฯ ยังคงรักษาคุณภาพสินทรัพย์ได้ดีและมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง แม้จะเผชิญกับความท้าทายจากต้นทุนที่สูงขึ้น แต่การบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบและการเติบโตของธุรกิจหลักยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในระยะต่อไป