Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
fin TLI บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

TLI กำไรสุทธิครึ่งปีแรก 6,414 ล้านบาท ลดลง 2.96% รับผลกระทบกำไรลงทุนผันผวน

รายได้รวมหดตัวเล็กน้อย แต่กำไรประกันภัยเติบโตต่อเนื่อง ฝ่ายจัดการเน้นกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์กำไรสูง บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ TLI รายงานผลประกอบการช่วงครึ่งปีแรกของปี 2566 มีกำไรสุทธิ 5,640 ล้านบาท ลดลง 2.96% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่ากำไรจากการรับประกันภัยจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ถูกหักล้างด้วยกำไรจากการลงทุนที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ฝ่ายจัดการระบุว่ากลยุทธ์การปรับสัดส่วนผลิตภัณฑ์ไปยังผลิตภัณฑ์ที่มีกำไรสูงช่วยรักษาการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ได้ Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน 1) หัวใจคืออะไร หัวใจหลักที่ส่งผลต่อกำไรสุทธิของ TLI ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2566 คือ การลดลงของกำไรจากการลงทุน ซึ่งหดตัวถึง 34.66% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้กำไรสุทธิโดยรวมปรับตัวลดลง แม้ว่า กำไรจากการรับประกันภัยจะเติบโตได้ดีถึง 18.96% ก็ตาม 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น กำไรจากการลงทุนที่ลดลง มีสาเหตุหลักมาจาก การลดความเสี่ยงในตราสารทุน เนื่องจากความกังวลต่อภาวะตลาดหุ้นขาลงอันเป็นผลจากสถานการณ์สงครามในช่วงไตรมาส 1 ปี 2565 ทำให้บริษัทฯ มีกำไรจากการขายเงินลงทุนจำนวนมากในปีก่อน เมื่อเทียบกับปีนี้ที่สภาวะตลาดไม่เอื้ออำนวยเท่า ส่งผลให้กำไรส่วนนี้ลดลง นอกจากนี้ ยังมีผลขาดทุนที่ยังไม่รับรู้จากการปรับมูลค่าทางบัญชีของเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนของเงินลงทุนในต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน กำไรจากการรับประกันภัยที่เติบโต เป็นผลมาจาก กลยุทธ์การขายผลิตภัณฑ์ที่มีกำไรยั่งยืน โดยบริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการปรับสัดส่วนผลิตภัณฑ์ไปยังผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงและมีอัตรากำไรที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตประเภทสามัญแบบมีส่วนร่วมในเงินปันผลรูปแบบใหม่ (New Participating Product) และผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน (Investment-Linked Product) 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ มีโอกาสต่อเนื่องในส่วนของกำไรจากการรับประกันภัย เนื่องจากฝ่ายจัดการยังคงมุ่งเน้นกลยุทธ์การปรับสัดส่วนผลิตภัณฑ์ไปยังผลิตภัณฑ์ที่มีกำไรสูง ซึ่งเป็นแนวทางที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถรักษาการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ได้ แม้เบี้ยประกันภัยรับปีแรกแบบคำนวณรายปี (APE) จะลดลงก็ตาม ส่วนกำไรจากการลงทุนมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดทุนและนโยบายการลงทุนของบริษัทฯ ที่ต้องบริหารความเสี่ยง การที่บริษัทฯ ลดความเสี่ยงในตราสารทุนในปีที่ผ่านมาเพื่อหลีกเลี่ยงผลขาดทุน เป็นการตัดสินใจที่ส่งผลดีต่อฐานะการเงินในระยะยาว แต่ก็ส่งผลกระทบต่อกำไรในระยะสั้น การฟื้นตัวของกำไรส่วนนี้จึงขึ้นอยู่กับทิศทางตลาดและการตัดสินใจปรับพอร์ตการลงทุนของบริษัทฯ ในอนาคต Highlight สำคัญ กำไรสุทธิครึ่งปีแรก 2566 อยู่ที่ 5,640 ล้านบาท ลดลง 2.96% YoY โดยมีกำไรจากการรับประกันภัยเติบโต 18.96% แต่ถูกหักล้างด้วยกำไรจากการลงทุนที่ลดลง 34.66% มูลค่าพื้นฐานของกิจการ (EV) เพิ่มขึ้น 5.39% เป็น 152,990 ล้านบาท จากการเติบโตของมูลค่ากำไรธุรกิจใหม่ (VONB) และผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ เบี้ยประกันภัยรับปีแรกแบบคำนวณรายปี (APE) ลดลง 10.93% แต่ มูลค่ากำไรธุรกิจใหม่ (VONB) ลดลงเพียง 0.37% แสดงถึงความสำเร็จในการปรับสัดส่วนผลิตภัณฑ์สู่ผลิตภัณฑ์กำไรสูง อัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (CAR) แข็งแกร่งที่ 398.20% สูงกว่าเกณฑ์กฎหมายที่ 140% อย่างมีนัยสำคัญ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 5.51% ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนด้านดิจิทัลและระบบ ภาพรวมผลประกอบการ ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2566 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 5,640 ล้านบาท ลดลง 2.96% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากกำไรจากการลงทุนที่ลดลง 34.66% แม้ว่ากำไรจากการรับประกันภัยจะเติบโตได้ดีถึง 18.96% เบี้ยประกันภัยรับรวมลดลงเล็กน้อย 3.94% เนื่องจากเบี้ยประกันภัยรับปีต่อลดลง แต่บริษัทฯ ได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อทดแทนและเตรียมแคมเปญการตลาดเพิ่มเติมในช่วงครึ่งปีหลัง มูลค่าพื้นฐานของกิจการ (EV) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.39% เป็น 152,990 ล้านบาท จากมูลค่ากำไรธุรกิจใหม่ (VONB) และผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ โอกาส การปรับสัดส่วนผลิตภัณฑ์สู่ผลิตภัณฑ์กำไรสูง: ช่วยรักษาการเติบโตของ VONB แม้ APE จะลดลง และเพิ่มความมั่นคงของกำไรในระยะยาว การลงทุนด้านดิจิทัล: การพัฒนานวัตกรรม e-Services และการประยุกต์ใช้ RPA ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและสร้างความผูกพันกับลูกค้า การขยายความคุ้มครองผลิตภัณฑ์: การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด เช่น การคุ้มครองโรคอัลไซเมอร์ และผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับแนวคิด ESG การเป็นบริษัทจดทะเบียนในดัชนี SET50 และ ESG Emerging List: ช่วยเพิ่มการรับรู้และความน่าเชื่อถือของบริษัทฯ ความเสี่ยง ความผันผวนของตลาดทุน: ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำไรจากการลงทุน และอาจต้องมีการปรับพอร์ตการลงทุนเพื่อบริหารความเสี่ยง ความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจมหภาค: การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและไทย รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมือง อาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและความต้องการผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย: ส่งผลต่อผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ และอาจกระทบต่อการกำหนดราคาผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตในระยะยาว การแข่งขันในอุตสาหกรรม: การแข่งขันด้านราคาและผลิตภัณฑ์ที่รุนแรง อาจส่งผลต่อต้นทุนการขายและส่วนแบ่งการตลาด สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ทิศทางกำไรจากการลงทุน: การบริหารพอร์ตการลงทุนของบริษัทฯ ในสภาวะตลาดที่มีความผันผวน การเติบโตของเบี้ยประกันภัยรับปีแรก (APE): โดยเฉพาะการออกผลิตภัณฑ์ใหม่และแคมเปญการตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง ผลกระทบจาก TFRS 17: การนำมาตรฐานการบัญชีใหม่มาใช้ในปี 2568 ซึ่งอาจส่งผลต่อการรายงานผลประกอบการ การดำเนินงานด้าน ESG: การรักษามาตรฐานและพัฒนาการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลอย่างต่อเนื่อง รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์) กำไรจากการรับประกันภัย: เติบโต 18.96% เป็น 1,551 ล้านบาท สะท้อนความสำเร็จของกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์กำไรสูง กำไรจากการลงทุน: ลดลง 34.66% เป็น 4,089 ล้านบาท จากการลดความเสี่ยงในตราสารทุนและผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน เบี้ยประกันภัยรับรวม: ลดลง 3.94% เป็น 39,345 ล้านบาท โดยเบี้ยปีต่อลดลง แต่บริษัทฯ มีแผนออกผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อกระตุ้นยอดขาย มูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB): ลดลงเล็กน้อย 0.37% เป็น 3,289 ล้านบาท แต่ VONB Margin เพิ่มขึ้นเป็น 57.57% แสดงถึงการปรับปรุงคุณภาพของธุรกิจใหม่ มูลค่าพื้นฐานของกิจการ (EV): เพิ่มขึ้น 5.39% เป็น 152,990 ล้านบาท จากกำไรธุรกิจใหม่และผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ อัตราส่วนเงินกองทุน (CAR): อยู่ที่ 398.20% ซึ่งแข็งแกร่งและสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ฐานะการเงินและกระแสเงินสด สินทรัพย์รวม: เพิ่มขึ้น 0.90% เป็น 561,073 ล้านบาท โดยสินทรัพย์ลงทุนเพิ่มขึ้น 1.44% หนี้สินรวม: เพิ่มขึ้น 0.54% เป็น 460,467 ล้านบาท โดยหนี้สินจากสัญญาประกันภัยเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.55% ส่วนของเจ้าของ: เพิ่มขึ้น 2.59% เป็น 100,606 ล้านบาท จากกำไรสะสมที่เพิ่มขึ้น เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด: อยู่ที่ 7,000 ล้านบาท เพียงพอต่อการดำเนินงานและภาระผูกพัน สรุปท้าย TLI รายงานผลประกอบการครึ่งปีแรก 2566 ที่มีกำไรสุทธิลดลงเล็กน้อย 2.96% เป็น 5,640 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากกำไรจากการลงทุนที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจประกันภัยจากการเติบโตของกำไรจากการรับประกันภัย และความสำเร็จในการปรับสัดส่วนผลิตภัณฑ์ไปยังผลิตภัณฑ์ที่มีกำไรสูง ซึ่งช่วยรักษาการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ได้ แม้เบี้ยรับปีแรก (APE) จะลดลง มูลค่าพื้นฐานของกิจการ (EV) ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง และฐานะการเงินยังคงแข็งแกร่ง การบริหารความเสี่ยงด้านตลาดและการลงทุนจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาต่อไปในอนาคต