Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
fin TFM บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน)

TFM สรุปผลประกอบการ Q2/2566

TFM พลิกกำไร Q2/66 โต 41.6% รับ GPM พุ่ง-คุมต้นทุน ฝ่ายจัดการ TFM ชี้ผลประกอบการไตรมาส 2/2566 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 47.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหลักมาจากการบริหารจัดการต้นทุนภายในโรงงานและการปรับพอร์ตสินค้าขาย ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ TFM ในไตรมาส 2/2566 พลิกกลับมามีกำไรและเติบโตอย่างแข็งแกร่ง มาจาก การฟื้นตัวของอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin - GPM) ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย GPM ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 9.1% เพิ่มขึ้นจาก 7.2% ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า กลไกที่ทำให้ GPM ปรับตัวดีขึ้นนั้น เกิดจาก การผสมผสานระหว่างการปรับกลยุทธ์การขายสินค้าและการควบคุมต้นทุนภายในโรงงาน (Cost Saving) ฝ่ายจัดการได้มีการปรับพอร์ตสินค้าขาย โดยเฉพาะการมุ่งเน้นอาหารปลากะพง ซึ่งส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยของอาหารปลาปรับตัวสูงขึ้น แม้ปริมาณการขายจะลดลงเล็กน้อย นอกจากนี้ การบริหารจัดการต้นทุนภายในโรงงานอย่างมีประสิทธิภาพก็มีส่วนสำคัญในการลดต้นทุนการผลิตลง สำหรับแนวโน้มการดำเนินงานในอนาคต ปัจจัยบวกด้าน GPM มีโอกาสที่จะต่อเนื่อง เนื่องจากฝ่ายจัดการยังคงมุ่งเน้นการปรับกลยุทธ์การขายสินค้าและการควบคุมต้นทุนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาดูราคาวัตถุดิบหลัก เช่น กากถั่วเหลืองและปลาป่น ที่อาจมีความผันผวนตามสภาวะตลาดโลก Highlight สำคัญ กำไรสุทธิเติบโต 41.6% YoY: บริษัทฯ รายงานกำไรสุทธิ 47.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 33.7 ล้านบาทในไตรมาส 2/2565 รายได้จากการขายเพิ่ม 5.3% YoY: ยอดขายรวมอยู่ที่ 1,343.6 ล้านบาท โดยได้แรงหนุนจากอาหารกุ้งและอาหารสัตว์บก อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) พุ่ง: GPM ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 9.1% จาก 7.2% ในปีก่อนหน้า รายการพิเศษกระทบกำไร: มีการบันทึกค่าใช้จ่ายพิเศษจากการตัดจำหน่ายฟาร์มทดลอง 20.0 ล้านบาท ยอดขายอาหารปลาลดลง: รายได้จากอาหารปลาลดลง 9.3% YoY เนื่องจากยอดขายในปากีสถานและไทยปรับตัวลง ภาพรวมผลประกอบการ บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM รายงานผลประกอบการในไตรมาส 2/2566 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 47.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมีรายได้จากการขาย 1,343.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.3% จากปีก่อนหน้า ซึ่งการเติบโตของรายได้มาจากยอดขายอาหารกุ้งที่เพิ่มขึ้น 14.8% และอาหารสัตว์บกที่เพิ่มขึ้น 6.5% ขณะที่ยอดขายอาหารปลาลดลง 9.3% อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมาอยู่ที่ 9.1% จาก 7.2% ในปีก่อนหน้า ส่งผลให้กำไรสุทธิเติบโตได้ดี แม้จะมีรายการพิเศษจากการตัดจำหน่ายฟาร์มทดลอง 20.0 ล้านบาท โอกาส การเติบโตของตลาดอาหารกุ้ง: ปริมาณการเพาะเลี้ยงกุ้งในไตรมาส 2/2566 เพิ่มสูงขึ้น 24.8% YoY และบริษัทฯ มีการขยายตลาดอาหารกุ้งในประเทศอินโดนีเซีย การปรับกลยุทธ์การขาย: การมุ่งเน้นอาหารปลากะพงและการปรับราคาขายเฉลี่ยส่งผลดีต่อรายได้และ GPM การควบคุมต้นทุน: ความพยายามในการบริหารจัดการต้นทุนภายในโรงงานอย่างต่อเนื่องช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำกำไร ความเสี่ยง ราคาวัตถุดิบผันผวน: ราคาวัตถุดิบหลัก เช่น กากถั่วเหลืองและปลาป่น มีแนวโน้มผันผวนตามตลาดโลก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต ยอดขายอาหารปลาในบางตลาดลดลง: การลดลงของยอดขายอาหารปลาในปากีสถานและไทยยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา การแข่งขันในอุตสาหกรรม: อุตสาหกรรมอาหารสัตว์มีการแข่งขันสูง ซึ่งอาจกดดันราคาขายและส่วนแบ่งการตลาด สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ แนวโน้มราคาวัตถุดิบ: ติดตามความเคลื่อนไหวของราคากากถั่วเหลือง, ปลาป่น และแป้งสาลี ซึ่งเป็นต้นทุนหลัก ผลการดำเนินงานของตลาดปากีสถาน: จับตาดูการฟื้นตัวหรือการเปลี่ยนแปลงของยอดขายอาหารปลาในตลาดปากีสถาน การขยายตลาดในอินโดนีเซีย: ประเมินผลการดำเนินงานของบริษัท PT Thaiunion Kharisma Lestari ในการขยายตลาดอาหารกุ้ง การบริหารจัดการต้นทุน: ประเมินความต่อเนื่องของมาตรการ Cost Saving ภายในโรงงาน ฤดูกาลเพาะเลี้ยงกุ้ง: ฤดูกาลเพาะเลี้ยงกุ้งที่เริ่มขึ้นจะส่งผลต่อปริมาณและความต้องการอาหารกุ้ง รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร) รายได้จากการขาย: ในไตรมาส 2/2566 บริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 1,343.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.3% YoY โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจาก: อาหารกุ้ง: เติบโต 14.8% YoY จากราคาขายเฉลี่ยที่สูงขึ้น แม้ปริมาณการขายจะทรงตัว (+0.7%) โดยได้รับแรงหนุนจากการเริ่มฤดูกาลเพาะเลี้ยงกุ้ง และการขยายตลาดในอินโดนีเซีย อาหารสัตว์บก: เติบโต 6.5% YoY จากยอดขายในปากีสถาน แม้ในไทยจะปรับตัวลงเล็กน้อย อาหารปลา: ลดลง 9.3% YoY จากยอดขายในปากีสถานและไทยที่ลดลง อย่างไรก็ตาม การปรับกลยุทธ์มุ่งเน้นอาหารปลากะพงทำให้ราคาขายเฉลี่ยสูงขึ้น และปริมาณขายอาหารปลากะพงเพิ่มขึ้น 21.8% YoY ต้นทุนขายและกำไรขั้นต้น: ต้นทุนขายอยู่ที่ 1,221.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.2% YoY ซึ่งเป็นผลมาจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้จะลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม การปรับกลยุทธ์การขายและการควบคุมต้นทุนภายในโรงงาน ทำให้ GPM เพิ่มขึ้นเป็น 9.1% จาก 7.2% ในปีก่อนหน้า ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร: อยู่ที่ 94.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.3% YoY สอดคล้องกับยอดขายที่เพิ่มขึ้น โดยอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อยอดขายทรงตัวที่ 7.0% รายการพิเศษ: มีการบันทึกค่าใช้จ่ายพิเศษ 20.0 ล้านบาท จากการ write-off ฟาร์มทดลองที่จังหวัดตรัง ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ฐานะการเงิน: ณ 30 มิ.ย. 2566 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 3,316.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.6% จากสิ้นปี 2565 จากการเพิ่มขึ้นของลูกหนี้การค้าและสินค้าคงคลัง รวมถึงเงินกู้ยืมของบริษัทย่อยในอินโดนีเซีย หนี้สินรวมอยู่ที่ 872.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.2% จากสิ้นปี โดยหลักจากหนี้เงินกู้ยืมระยะยาวของบริษัทย่อยในอินโดนีเซีย ส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 2,443.3 ล้านบาท ทรงตัวจากสิ้นปี กระแสเงินสด: ในช่วงครึ่งปีแรก 2566 กระแสเงินสดสุทธิจากการดำเนินงานอยู่ที่ 127.4 ล้านบาท จาก EBITDA 192.1 ล้านบาท เงินทุนสุทธิที่ได้มาในการลงทุน 21.1 ล้านบาท และเงินสดสุทธิได้มาจากการจัดหาเงินทุน 9.1 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงการกู้ยืมของ TUKL และการจ่ายเงินปันผล อัตราส่วนทางการเงิน: อัตราส่วนสภาพคล่องอยู่ที่ 2.7 เท่า ทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า อัตราผลตอบแทนต่อเงินทุน (ROCE) อยู่ที่ 3.2%, ROE ที่ 4.3% และ ROA ที่ 2.6% ปรับลดลงจากปีก่อนหน้า แต่ปรับตัวสูงขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า สรุปท้าย TFM พลิกกลับมามีกำไรสุทธิในไตรมาส 2/2566 ด้วยแรงหนุนสำคัญจากการบริหารจัดการต้นทุนภายในโรงงานและการปรับกลยุทธ์การขายที่ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะมีรายการพิเศษจากการตัดจำหน่ายฟาร์มทดลองเข้ามา แต่การเติบโตของรายได้อาหารกุ้งและอาหารสัตว์บก รวมถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี ทำให้ผลประกอบการโดยรวมดีขึ้น อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มราคาวัตถุดิบและความสามารถในการรักษา GPM ในระยะยาว รวมถึงการฟื้นตัวของยอดขายอาหารปลาในตลาดสำคัญ