2026-07-26T05:25:52+00:00 fin SJWD บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) SJWD Q2/2566 รายได้โตแรง 343% รับรวม SCGL หนุน แต่กำไรสุทธิหดตัว 16% ปัจจัยหลักจากฐานปีก่อนต่ำ-ต้นทุนรวมกิจการพุ่ง ขณะ EV โตหนุนรายได้กลุ่มยานยนต์ บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SJWD รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีรายได้รวม 6,199.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 343.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักจากการรวมงบการเงินของ SCGL เข้ามา ทำให้รายได้จากการให้เช่าและบริการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นลดลง 16.2% มาอยู่ที่ 129.3 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการรวมกิจการและค่าใช้จ่ายทางการเงินที่เพิ่มขึ้น Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน 1) หัวใจคืออะไร หัวใจสำคัญที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงผลประกอบการของ SJWD ในไตรมาส 2/2566 คือ การเติบโตของรายได้ที่ก้าวกระโดดถึง 343.2% YoY ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการรวมกิจการกับ SCGL ทำให้รับรู้รายได้เต็มไตรมาส อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นกลับลดลง 16.2% YoY โดยมีสาเหตุหลักมาจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 22.3% ใน Q2/2565 เป็น 12.0% ใน Q2/2566 ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น รายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เป็นผลมาจากการรวมงบการเงินของ SCGL เข้ามาตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566 ทำให้บริษัทฯ มีขนาดธุรกิจใหญ่ขึ้นและสามารถรับรู้รายได้จากการดำเนินงานในประเทศและส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนในต่างประเทศได้เต็มที่ โดยเฉพาะการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (BEV) ที่เป็นปัจจัยบวกสำคัญ อัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลง เกิดจากหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจหลัก เช่น ปริมาณการใช้งานปูนซีเมนต์และถ่านหินที่ลดลง รวมถึงผลกระทบจากภาวะโลกร้อนต่อธุรกิจห้องเย็นรับฝากสินค้า นอกจากนี้ การรวมกิจการยังส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการรวมกิจการเพิ่มขึ้น และต้นทุนทางการเงินจากการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิ 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ รายได้มีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง จากการรวมกิจการที่สมบูรณ์และการขยายธุรกิจในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะดีขึ้นในครึ่งปีหลังตามที่ฝ่ายจัดการระบุไว้ อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงอาจยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก เช่น ราคาถ่านหิน ภาวะโลกร้อน และการแข่งขันในอุตสาหกรรม Highlight สำคัญ รายได้รวม Q2/2566 พุ่ง 343.2% YoY สู่ 6,199.8 ล้านบาท จากการรวมกิจการกับ SCGL กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น Q2/2566 ลดลง 16.2% YoY สู่ 129.3 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จาก 22.3% ใน Q2/2565 เป็น 12.0% ใน Q2/2566 กลุ่มธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (BEV) เป็นปัจจัยบวกสำคัญ หนุนรายได้จากการให้บริการครบวงจร ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 61.7% YoY ในไตรมาส 2/2566 จากการกู้ยืมเพื่อขยายธุรกิจ การใช้พื้นที่คลังสินค้าเฉลี่ยลดลง จาก 73.6% ใน Q2/2565 เป็น 57.8% ใน Q2/2566 เนื่องจากมีการเพิ่มพื้นที่ให้บริการใหม่ ภาพรวมผลประกอบการ สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้รวม 11,141.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 296.6% YoY โดยมีรายได้ค่าเช่าและบริการ 11,015.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 302.3% YoY การเติบโตนี้เป็นผลมาจากการรวมกิจการกับ SCGL ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566 ในส่วนของกำไรขั้นต้นสำหรับ 6 เดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 1,442.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 126.2% YoY แต่อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 23.3% เป็น 13.1% สำหรับกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น 6 เดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 360.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.9% YoY แต่อัตรากำไรสุทธิลดลงจาก 10.0% เป็น 3.2% โอกาส การเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (BEV) เป็นโอกาสสำคัญในการขยายบริการครบวงจร ตั้งแต่การนำเข้า บริหารลานจอด ไปจนถึงการส่งมอบ การขยายคลังสินค้าใหม่ ที่จะเปิดให้บริการในช่วงปลายปี 2566 จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้ แนวโน้มราคาถ่านหินที่ปรับตัวลดลง อาจช่วยฟื้นฟูกำไรในธุรกิจขนส่งถ่านหิน การรวมกิจการกับ SCGL เสริมสร้างความแข็งแกร่งและศักยภาพในการให้บริการโซลูชันโลจิสติกส์ที่ครอบคลุม ความเสี่ยง ความผันผวนของราคาโภคภัณฑ์ เช่น ราคาถ่านหิน และผลกระทบจากภาวะโลกร้อนต่อการจับปลา อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจห้องเย็น การแข่งขันในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ อาจกดดันอัตรากำไร ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น จากการกู้ยืมเพื่อขยายธุรกิจ การใช้พื้นที่คลังสินค้าที่ลดลง อาจส่งผลกระทบต่อรายได้และอัตรากำไรของธุรกิจคลังสินค้า สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ แนวโน้มอัตรากำไรขั้นต้น ในไตรมาสถัดไป โดยเฉพาะผลกระทบจากราคาโภคภัณฑ์และต้นทุนการดำเนินงาน ความคืบหน้าในการเปิดให้บริการคลังสินค้าใหม่ และอัตราการเช่าพื้นที่ การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน และการชำระคืนเงินกู้ การเติบโตของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้า และการขยายฐานลูกค้าในกลุ่มนี้ ผลกระทบจากปัจจัยภายนอก เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลก และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ) รายได้จากการให้เช่าและบริการ: เพิ่มขึ้น 302.3% YoY เป็น 11,015.7 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักจากการรวม SCGL เข้ามา กลุ่มธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ครบวงจร: เป็นกลุ่มธุรกิจหลักที่สร้างรายได้ 88.5% ของรายได้รวม โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนส่งสินค้า (52.5% ของรายได้รวม) ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด กลุ่มธุรกิจยานยนต์: มีการเติบโตที่โดดเด่น โดยเฉพาะการให้บริการแก่แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำ ธุรกิจห้องเย็น: ได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น ทำให้การจับปลาลดลง ส่งผลกระทบต่อปริมาณสินค้าที่ฝาก การใช้พื้นที่คลังสินค้า: เฉลี่ยอยู่ที่ 57.8% ใน Q2/2566 ลดลงจาก 73.6% ใน Q2/2565 เนื่องจากมีการเปิดคลังสินค้าใหม่เพิ่มขึ้น ฐานะการเงินและกระแสเงินสด สินทรัพย์รวม: ณ 30 มิ.ย. 2566 อยู่ที่ 37,718.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 189.2% จากสิ้นปี 2565 โดยส่วนใหญ่มาจากค่าความนิยม ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ และลูกหนี้การค้า หนี้สินรวม: ณ 30 มิ.ย. 2566 อยู่ที่ 15,320.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59.5% จากสิ้นปี 2565 โดยหลักมาจากเงินกู้ยืมระยะสั้นและหนี้สินตามสัญญาเช่า ส่วนของผู้ถือหุ้น: ณ 30 มิ.ย. 2566 อยู่ที่ 22,398.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการรวมส่วนของผู้ถือหุ้นของ SCGL กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน: เป็นบวก 913.5 ล้านบาทใน 6 เดือนแรกปี 2566 เพิ่มขึ้น 51.4% YoY อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E): ลดลงจาก 2.27 เท่า ณ สิ้นปี 2565 เป็น 0.68 เท่า ณ 30 มิ.ย. 2566 (ไม่รวมสัญญาเช่า) สรุปท้าย SJWD ในไตรมาส 2/2566 แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของรายได้ที่แข็งแกร่งจากการรวมกิจการ แต่ก็เผชิญกับความท้าทายด้านอัตรากำไรและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น การขยายธุรกิจในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าและคลังสินค้าใหม่เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างรายได้ในอนาคต ขณะที่การบริหารจัดการต้นทุนและติดตามแนวโน้มอุตสาหกรรมจะเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูกำไรให้กลับมาเติบโตอย่างยั่งยืน