2026-07-26T04:21:26+00:00 fin SCGP บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) SCGP Q2/2566 รายได้และกำไรลดลง YoY รับแรงกดดันราคาขายกระดาษบรรจุภัณฑ์ ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่ลดลงช่วยหนุนกำไร Q2/2566 ฟื้นตัว QoQ ขณะที่การลงทุน M&P ในเวียดนามคืบหน้า บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีรายได้จากการขาย 32,216 ล้านบาท ลดลง 15% YoY และ 4% QoQ ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,485 ล้านบาท ลดลง 20% YoY แต่เพิ่มขึ้น 22% QoQ โดยปัจจัยหลักมาจากราคาขายกระดาษบรรจุภัณฑ์ที่ปรับลดลงตามอุปสงค์ที่ชะลอตัวทั้งในประเทศและตลาดส่งออก แต่ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่ลดลงช่วยหนุนผลประกอบการให้ฟื้นตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน 1) หัวใจคืออะไร หัวใจหลักที่ส่งผลต่อผลประกอบการของ SCGP ในไตรมาส 2 ปี 2566 คือ แรงกดดันจากราคาขายกระดาษบรรจุภัณฑ์ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และกำไร โดยรายได้จากการขายรวมลดลง 15% YoY และกำไรสุทธิลดลง 20% YoY อย่างไรก็ตาม การปรับตัวลดลงของต้นทุนวัตถุดิบ ค่าขนส่ง และพลังงาน ได้เข้ามาช่วยบรรเทาผลกระทบดังกล่าว และทำให้ผลประกอบการ ฟื้นตัวได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) โดยกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 22% QoQ 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ปัจจัยลบ (YoY): ราคาขายกระดาษบรรจุภัณฑ์และเยื่อกระดาษในภูมิภาคปรับตัวลดลง: เป็นผลมาจากอุปสงค์ที่ชะลอตัวทั้งในตลาดอาเซียนและตลาดส่งออก โดยเฉพาะสินค้าคงทนและสินค้าไม่จำเป็น เนื่องจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ปริมาณการขายกระดาษบรรจุภัณฑ์ลดลง: โดยเฉพาะในประเทศอินโดนีเซียในช่วงวันหยุดเทศกาล Hari Raya ปัจจัยบวก (QoQ): ต้นทุนวัตถุดิบ ค่าขนส่ง และพลังงานปรับตัวลดลง: เป็นผลมาจากอุปทานที่เพิ่มขึ้นและความต้องการที่ชะลอตัวในหลายภูมิภาค ปริมาณขายของบรรจุภัณฑ์อาหารและผลิตภัณฑ์กระดาษพิมพ์เขียนเพิ่มขึ้น: สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐอเมริกาเพื่อเตรียมรองรับการบริโภคในช่วงฤดูร้อน และการเปิดภาคการศึกษา การปรับสัดส่วนการผลิต: เพิ่มสัดส่วนการผลิตและขายเยื่อเคมีละลายได้ (Dissolving pulp) ซึ่งมีอัตรากำไรสูงขึ้น 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ มีโอกาสต่อเนื่องในบางปัจจัย แต่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ต้นทุนที่ลดลง: มีแนวโน้มทรงตัวหรือลดลงต่อเนื่องในช่วงก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว โดยเฉพาะราคาพลังงาน ส่วนต้นทุนวัตถุดิบมีแนวโน้มทรงตัว อุปสงค์ในประเทศ: คาดว่าการบริโภคในประเทศจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจอาเซียน และการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวจะส่งผลบวกต่อความต้องการบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มในช่วงเทศกาลปลายปี อุปสงค์ภาคส่งออก: ยังคงเผชิญความท้าทาย โดยเฉพาะการส่งออกไปยังยุโรป เนื่องจากนโยบายการเงินที่เข้มงวด การใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่ซบเซา โดยเฉพาะสินค้าคงทนและสินค้าไม่จำเป็น การลงทุน M&P: การควบรวมกิจการในเวียดนาม (Starprint Vietnam JSC) คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 3/2566 ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพการเติบโตในระยะยาว Highlight สำคัญ รายได้จากการขาย Q2/2566 อยู่ที่ 32,216 ล้านบาท ลดลง 15% YoY และ 4% QoQ สาเหตุหลักจากราคาขายกระดาษบรรจุภัณฑ์ที่ลดลง กำไรสุทธิ Q2/2566 อยู่ที่ 1,485 ล้านบาท ลดลง 20% YoY แต่เพิ่มขึ้น 22% QoQ ได้รับผลดีจากต้นทุนวัตถุดิบ ค่าขนส่ง และพลังงานที่ลดลง EBITDA Margin อยู่ที่ 15% เพิ่มขึ้นจาก 14% ใน Q2/2565 แต่ทรงตัวเมื่อเทียบกับ Q1/2566 อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) เพิ่มขึ้นเป็น 0.9 เท่า จาก 0.6 เท่าในปีก่อน เนื่องจากการบันทึกหนี้สินจากสิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มเติมใน PT Fajar Surya Wisesa Tbk. (Fajar) ประเทศอินโดนีเซีย การลงทุนในเวียดนาม: SCGP อยู่ระหว่างดำเนินการควบรวมกิจการ (M&P) ใน Starprint Vietnam JSC คาดแล้วเสร็จในไตรมาส 3/2566 การจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล: คณะกรรมการอนุมัติจ่าย 0.25 บาทต่อหุ้น กำหนดจ่าย 22 ส.ค. 2566 ภาพรวมผลประกอบการ งวด 6 เดือนแรกปี 2566: รายได้จากการขายรวม 65,945 ล้านบาท ลดลง 12% YoY สาเหตุหลักจากปริมาณและราคาขายกระดาษบรรจุภัณฑ์ที่ลดลง EBITDA 9,152 ล้านบาท ลดลง 12% YoY กำไรสุทธิ 2,705 ล้านบาท ลดลง 23% YoY งวดไตรมาส 2 ปี 2566: รายได้จากการขาย 32,216 ล้านบาท ลดลง 15% YoY และ 4% QoQ EBITDA 4,681 ล้านบาท ลดลง 15% YoY แต่เพิ่มขึ้น 5% QoQ กำไรสุทธิ 1,485 ล้านบาท ลดลง 20% YoY แต่เพิ่มขึ้น 22% QoQ EBITDA Margin 15% (Q2/2565: 14%, Q1/2566: 15%) อัตรากำไรสุทธิ 5% (Q2/2565: 5%, Q1/2566: 5%) โอกาส การบริโภคในประเทศและการท่องเที่ยวฟื้นตัว: หนุนอุปสงค์บรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารและเครื่องดื่ม การส่งออกอาหารแช่แข็ง อาหารกระป๋อง และผลไม้ไปยังจีนปรับตัวเพิ่มขึ้น: เป็นปัจจัยบวกต่อธุรกิจบรรจุภัณฑ์อาหาร การควบรวมกิจการ (M&P) ในเวียดนาม: คาดว่าจะแล้วเสร็จใน Q3/2566 ช่วยเสริมศักยภาพการเติบโตในตลาดที่มีศักยภาพสูง การพัฒนานวัตกรรม Bio-based Plastic: ร่วมมือกับ Origin Materials เพื่อพัฒนานวัตกรรมวัสดุหมุนเวียน รองรับเทรนด์ความยั่งยืน การขยายธุรกิจรีไซเคิล: เพิ่มความสามารถในการจัดหาวัตถุดิบระยะยาว และรองรับการเติบโตของธุรกิจบรรจุภัณฑ์ ความเสี่ยง อุปสงค์ภาคส่งออกชะลอตัว: โดยเฉพาะสินค้าคงทนและสินค้าไม่จำเป็นไปยังตลาดคู่ค้าในยุโรป ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่สูง ความผันผวนของราคาวัตถุดิบและพลังงาน: แม้ปัจจุบันต้นทุนลดลง แต่ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม การแข่งขันในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์: อาจส่งผลกระทบต่อราคาขายและส่วนแบ่งการตลาด ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน: โดยเฉพาะการลงทุนในต่างประเทศ สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ แนวโน้มราคาขายกระดาษบรรจุภัณฑ์และเยื่อกระดาษในภูมิภาค: จะฟื้นตัวได้เร็วแค่ไหน ความคืบหน้าของการควบรวมกิจการในเวียดนาม: และผลกระทบต่อรายได้และกำไร การบริหารจัดการต้นทุน: โดยเฉพาะวัตถุดิบและพลังงาน ในช่วงครึ่งปีหลัง การฟื้นตัวของอุปสงค์ในตลาดส่งออก: โดยเฉพาะสินค้าคงทนและสินค้าไม่จำเป็น การดำเนินงานตามแผน ESG และเป้าหมาย Net Zero: และผลกระทบต่อต้นทุนและภาพลักษณ์ รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม) สายธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจร: รายได้ลดลง 24% YoY เนื่องจากราคาตลาดกระดาษบรรจุภัณฑ์ในภูมิภาคปรับลดลง แม้ปริมาณความต้องการบรรจุภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคยังแข็งแกร่ง แต่การส่งออกยังคงมีแรงกดดัน EBITDA ลดลง 6% YoY แต่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 8% YoY จากต้นทุนวัตถุดิบ ค่าระวางเรือ และราคาพลังงานที่ลดลง สายธุรกิจเยื่อและกระดาษ: รายได้ลดลง 2% YoY จากราคาเยื่อกระดาษที่ปรับลดลง แต่รายได้เพิ่มขึ้น 1% QoQ จากความต้องการบรรจุภัณฑ์อาหารที่เพิ่มขึ้นในยุโรปและสหรัฐอเมริกา รวมถึงกระดาษพิมพ์เขียน EBITDA และกำไรสุทธิลดลง YoY แต่เพิ่มขึ้น QoQ จากต้นทุนการผลิตที่ลดลง สายธุรกิจรีไซเคิล: รายได้และ EBITDA ลดลง YoY และ QoQ เนื่องจากภาพรวมอุปสงค์ชะลอตัว ฐานะการเงินและกระแสเงินสด สินทรัพย์รวม 200,998 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากสิ้นปี 2565 จากการเพิ่มขึ้นของที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ และเงินลงทุนระยะสั้น ขณะที่สินค้าคงเหลือลดลง หนี้สินรวม 96,612 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% จากสิ้นปี 2565 หลักๆ จากการบันทึกหนี้สินจากสิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มเติมใน Fajar มูลค่า 23,204 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 104,386 ล้านบาท ลดลง 15% จากสิ้นปี 2565 เนื่องจากการบันทึกหนี้สินจาก Put Option อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) เพิ่มขึ้นเป็น 0.9 เท่า จาก 0.6 เท่าในปีก่อน กระแสเงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน 9,920 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน กระแสเงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมลงทุน 8,742 ล้านบาท กระแสเงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงิน 6,403 ล้านบาท สรุปท้าย SCGP ในไตรมาส 2 ปี 2566 เผชิญแรงกดดันจากราคาขายกระดาษบรรจุภัณฑ์ที่ลดลง ส่งผลให้รายได้และกำไรปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบ ค่าขนส่ง และพลังงานที่ลดลง รวมถึงการเติบโตของธุรกิจบรรจุภัณฑ์อาหารและกระดาษพิมพ์เขียน ช่วยหนุนผลประกอบการให้ฟื้นตัวได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า การลงทุนในเวียดนามและความร่วมมือด้านนวัตกรรมความยั่งยืนจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต แต่ยังคงต้องจับตาความเสี่ยงจากอุปสงค์ภาคส่งออกที่ชะลอตัวและภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน.