Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
fin S บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน)

สิงห์ เอสเตท Q2/2566 พลิกขาดทุนสุทธิ เหตุโรงแรมปิดปรับปรุง-ต้นทุนการเงินพุ่ง

รายได้โรงแรมฟื้นตัว แต่กำไรสุทธิหดตัว หลังรับผลกระทบจากค่าใช้จ่ายทางการเงินและต้นทุนการดำเนินงาน บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 พลิกขาดทุนสุทธิ 147 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 64 ล้านบาท แม้รายได้รวมจะเติบโต 18% เป็น 6,843 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากธุรกิจโรงแรมที่ฟื้นตัว แต่ถูกกดดันจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น และการปิดปรับปรุงโรงแรมบางแห่ง Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน 1) หัวใจคืออะไร หัวใจหลักที่ทำให้ผลประกอบการของสิงห์ เอสเตท พลิกจากกำไรเป็นขาดทุนสุทธิในไตรมาส 2 ปี 2566 คือ การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของต้นทุนทางการเงิน ประกอบกับ ผลกระทบจากการปิดปรับปรุงโรงแรมชั่วคราว แม้ว่ารายได้รวมจะเติบโตได้ดีจากการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น: บริษัทฯ รายงานต้นทุนทางการเงินในไตรมาส 2 ปี 2566 จำนวน 427 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 300 ล้านบาทในปีก่อนหน้า และสำหรับครึ่งปีแรกอยู่ที่ 898 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 586 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจาก อัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลกำไรสุทธิ การปิดปรับปรุงโรงแรม: การปิดโรงแรมเอาท์ริกเกอร์ มอริเชียส บีช รีสอร์ท ชั่วคราวเพื่อปรับปรุงระบบบริหารน้ำ และการปรับปรุงโรงแรมเอาท์ริกเกอร์ ฟิจิ บีช รีสอร์ท ส่งผลกระทบต่ออัตราการเข้าพักเฉลี่ยและรายได้ของธุรกิจโรงแรมในภาพรวม แม้ว่าการปรับปรุงดังกล่าวจะมุ่งหวังเพิ่ม ADR ในระยะยาวก็ตาม รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ลดลง: รายได้จากการขายบ้านและอาคารชุดในครึ่งปีแรกปี 2566 อยู่ที่ 1,172 ล้านบาท ลดลงจาก 1,221 ล้านบาทในปีก่อนหน้า เนื่องจากปีก่อนมีการรับรู้รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการใหญ่ได้ทั้งหมด 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ มีโอกาสต่อเนื่องในระยะสั้น แต่มีปัจจัยบวกในระยะยาว ต้นทุนทางการเงิน: คาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงินของบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้มีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยสกุลเงินต่างประเทศ ทำให้คาดการณ์ว่าผลกระทบจะมีกรอบจำกัด ธุรกิจโรงแรม: ฝ่ายบริหารคาดการณ์ว่าผลประกอบการของธุรกิจโรงแรมจะฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2566 เนื่องจากเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว และการปรับปรุงโรงแรมจะแล้วเสร็จและส่งผลดีต่อ ADR ในอนาคต ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์: บริษัทฯ คาดว่ากิจกรรมการโอนกรรมสิทธิ์จะเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2566 สอดคล้องกับการเปิดตัวโครงการใหม่ Highlight สำคัญ รายได้รวมเติบโต 18% YoY: ครึ่งปีแรกปี 2566 อยู่ที่ 6,843 ล้านบาท โดยได้แรงหนุนหลักจากธุรกิจโรงแรมที่เติบโต 28% พลิกขาดทุนสุทธิ: ไตรมาส 2 ปี 2566 ขาดทุนสุทธิ 147 ล้านบาท เทียบกับกำไร 64 ล้านบาทในปีก่อนหน้า และครึ่งปีแรกขาดทุนสุทธิ 76 ล้านบาท เทียบกับขาดทุน 62 ล้านบาทในปีก่อนหน้า ต้นทุนทางการเงินพุ่งสูง: เพิ่มขึ้น 53% ในครึ่งปีแรกปี 2566 เป็น 898 ล้านบาท จาก 586 ล้านบาทในปีก่อนหน้า ธุรกิจโรงแรมฟื้นตัว: อัตราเข้าพักเฉลี่ยในไทยครึ่งปีแรกอยู่ที่ 76% (จาก 48% ปีก่อน) ADR เพิ่มขึ้น 72% เป็น 8,431 บาท ยอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) โครงการแนวราบ: มีจำนวน 3,362 ล้านบาท คาดรับรู้รายได้กว่า 65% ในปี 2566 การลงทุนในโครงการใหม่: เข้าลงทุน 50:50 พัฒนาคอนโดมิเนียม และเปิดตัวแบรนด์ “SMYTH’S Ramintra” Cluster Home ภาพรวมผลประกอบการ บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) รายงานรายได้รวมในครึ่งปีแรกปี 2566 จำนวน 6,843 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากการเติบโตของธุรกิจโรงแรมที่รายได้เพิ่มขึ้น 28% เป็น 4,821 ล้านบาท จากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศไทยที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยสูงถึง 76% และ ADR เพิ่มขึ้น 72% เป็น 8,431 บาท อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ พลิกขาดทุนสุทธิในไตรมาส 2 ปี 2566 จำนวน 147 ล้านบาท เทียบกับกำไร 64 ล้านบาทในปีก่อนหน้า และขาดทุนสุทธิ 76 ล้านบาทในครึ่งปีแรก เทียบกับขาดทุน 62 ล้านบาทในปีก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องถึง 53% ในครึ่งปีแรก เป็น 898 ล้านบาท จาก 586 ล้านบาท และผลกระทบจากการปิดปรับปรุงโรงแรมบางแห่งชั่วคราว ในส่วนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการขาย รายได้จากการขายบ้านและอาคารชุดในครึ่งปีแรกอยู่ที่ 1,172 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า เนื่องจากปีก่อนมีการโอนกรรมสิทธิ์โครงการใหญ่ได้ทั้งหมด แต่บริษัทฯ มี Backlog โครงการแนวราบจำนวน 3,362 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่อง โอกาส การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว: แนวโน้มการเติบโตของนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยเฉพาะจากจีนที่เริ่มฟื้นตัว จะส่งผลดีต่อธุรกิจโรงแรมในระยะยาว การเปิดตัวโครงการใหม่: การเปิดตัวโครงการบ้านแนวราบ 3 โครงการในช่วงครึ่งปีหลัง และการลงทุนพัฒนาคอนโดมิเนียมกับพันธมิตร จะช่วยเพิ่มรายได้และขยายฐานลูกค้า การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์: ความคืบหน้าในการพัฒนาที่ดินและระบบสาธารณูปโภคในนิคมอุตสาหกรรมเอส อ่างทอง และการทยอยรับรู้รายได้จาก Backlog โครงการแนวราบ การขยายพอร์ตโฟลิโอ: การลงทุนในคอนโดมิเนียมเซ็กเมนต์ใหม่กับพันธมิตร จะเป็นแหล่งรายได้สำคัญในอนาคต ความเสี่ยง อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น: ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจะกดดันผลกำไรของบริษัทฯ การแข่งขันในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์: ภาวะ oversupply ในอนาคตอาจส่งผลต่อการปล่อยเช่าพื้นที่ในระยะยาว ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์: อาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคและภาคการท่องเที่ยว การบริหารจัดการต้นทุน: ความผันผวนของต้นทุนพลังงานและค่าแรง อาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไร สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ย: ผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงินของบริษัทฯ การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีน: จะส่งผลต่อรายได้ธุรกิจโรงแรมในตลาดหลัก ความคืบหน้าการโอนกรรมสิทธิ์โครงการอสังหาริมทรัพย์: โดยเฉพาะโครงการใหม่ที่เปิดตัวในช่วงครึ่งปีหลัง อัตราการปล่อยเช่าอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีก: โดยเฉพาะอาคาร S OASIS ที่เพิ่งเปิดให้บริการ ความคืบหน้าการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้า: กำหนดเสร็จพร้อมจำหน่ายกระแสไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2566 รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง) รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์: ในครึ่งปีแรกปี 2566 รายได้จากการขายบ้านและอาคารชุดอยู่ที่ 1,172 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า เนื่องจากปีก่อนมีการโอนกรรมสิทธิ์โครงการใหญ่ได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มี Backlog โครงการแนวราบจำนวน 3,362 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่องกว่า 65% ในปี 2566 นอกจากนี้ การถือครอง 100% ในโครงการ ดิ เอส สุขุมวิท 36 จะช่วยเพิ่มการรับรู้รายได้และกำไรเต็มสัดส่วนในครึ่งปีหลังปี 2566 ถึงปี 2567 ธุรกิจโรงแรม: รายได้ธุรกิจโรงแรมในครึ่งปีแรกปี 2566 เติบโต 28% เป็น 4,821 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากทุกประเทศที่บริษัทฯ ดำเนินงาน โดยเฉพาะประเทศไทยที่อัตราเข้าพักเฉลี่ย 76% และ ADR เพิ่มขึ้น 72% เป็น 8,431 บาท การปิดปรับปรุงโรงแรมในภูเก็ตและพีพี คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 4 ปี 2566 และส่งผลดีต่อผลประกอบการต่อเนื่องถึงเมษายนปี 2567 ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า: อัตราปล่อยเช่าเฉลี่ยในครึ่งปีแรกอยู่ที่ 84% โดยอาคาร S OASIS มีอัตราการปล่อยเช่าพื้นที่ค้าปลีก 96% และพื้นที่สำนักงาน 18% แล้ว ซึ่งคาดว่าจะช่วยชดเชยอัตราการปล่อยเช่าที่ลดลงของอาคารสิงห์ คอมเพล็กซ์ ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม: มีการโอนกรรมสิทธิ์สะสม 87 ไร่ คาดกิจกรรมการโอนกรรมสิทธิ์จะเร่งตัวขึ้นในครึ่งปีหลัง โดยตั้งเป้าหมายรายได้จากการขายที่ดิน 20-25% ของพื้นที่ขายทั้งหมดในระหว่างปี 2566-2568 ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 71,539 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากสิ้นปี 2565 โดยสินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่มขึ้นจากสินค้าคงเหลือและต้นทุนการพัฒนาโครงการ ส่วนสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเพิ่มขึ้นจากที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ หนี้สินรวมอยู่ที่ 48,594 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากสิ้นปี 2565 เนื่องจากการเบิกเงินกู้เพื่อรองรับการพัฒนาโครงการ และการบันทึกหนี้สินโครงการ ดิ เอส สุขุมวิท 36 ส่งผลให้หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเป็น 31,628 ล้านบาท และสัดส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net IBD/E) ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 1.28 เท่า ซึ่งยังคงต่ำกว่า Covenant ของบริษัทฯ สรุปท้าย สิงห์ เอสเตท ในไตรมาส 2 ปี 2566 เผชิญความท้าทายจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางการเงินและผลกระทบจากการปิดปรับปรุงโรงแรม แม้ว่ารายได้รวมจะเติบโตจากการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ตาม การทยอยรับรู้รายได้จาก Backlog โครงการแนวราบ และการเปิดตัวโครงการใหม่ รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนผลประกอบการให้ดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง โดยต้องจับตาแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยและผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงินอย่างใกล้ชิด