Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
fin PTTGC บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

PTTGC Q2/2566: กำไรสุทธิหดตัวแรง รับผลกระทบราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีอ่อนตัว

รายได้-กำไร ปรับตัวลดลง YoY เหตุโรงกลั่น-ปิโตรเคมีขั้นต้นอ่อนแรง ขณะจีนฟื้นตัวช้า บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีรายได้จากการขายรวม 146,731 ล้านบาท ลดลง 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นต้น โดยเฉพาะธุรกิจโรงกลั่นที่ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมปรับลดลงตามราคาน้ำมันดิบ แม้ว่ารายได้จากธุรกิจปิโตรเคมีจะปรับตัวเพิ่มขึ้นตามปริมาณขายและอัตราการใช้กำลังการผลิตที่สูงขึ้น สำหรับกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อยู่ที่ 4,503 ล้านบาท ลดลง 60% YoY และ 51% QoQ ส่งผลให้บริษัทฯ รายงานผลขาดทุนสุทธิ 5,591 ล้านบาท (-1.24 บาท/หุ้น) ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยลบในหลายกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะการอ่อนตัวของราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและอุปสงค์ที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด Hero: หัวใจกำไร — แรงกดดันจากราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและอุปสงค์ที่ฟื้นตัวช้า 1) หัวใจคืออะไร หัวใจหลักที่ส่งผลให้ผลประกอบการของ PTTGC ในไตรมาส 2/2566 ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คือ การอ่อนตัวลงอย่างมากของราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี โดยเฉพาะในกลุ่มปิโตรเคมีขั้นต้น (โรงกลั่นและอะโรเมติกส์) และกลุ่มโพลิเมอร์และเคมีภัณฑ์ ประกอบกับอุปสงค์ปลายทางที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาดการณ์ โดยเฉพาะจากประเทศจีน ส่งผลให้ Adjusted EBITDA รวมลดลงถึง 68% YoY และ 28% QoQ มาอยู่ที่ 6,835 ล้านบาท 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น กลุ่มปิโตรเคมีขั้นต้น: ได้รับผลกระทบจากการลดลงของส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์หลัก (GRM) โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลและน้ำมันเตา ก ามะถันต่ำ เนื่องจากอุปทานผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในตลาดเพิ่มขึ้นจากการกลับมาดำเนินการของโรงกลั่นหลังซ่อมบำรุง และการส่งออกที่เพิ่มขึ้นจากจีนและรัสเซีย ประกอบกับราคาผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์ เช่น เบนซีน และผลิตภัณฑ์พลอยได้ (By-products) ปรับตัวลดลง แม้ว่าส่วนต่างพาราไซลีนจะปรับตัวดีขึ้นก็ตาม กลุ่มโพลิเมอร์และเคมีภัณฑ์: ผลประกอบการอ่อนตัวลงเนื่องจากราคาเม็ดพลาสติกปรับลดลงตามทิศทางราคาวัตถุดิบ ประกอบกับอุปสงค์ยังคงได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ และการเปิดประเทศของจีนยังไม่ส่งผลบวกต่ออุปสงค์อย่างที่คาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ ยังมีผลขาดทุนจากการขายสินค้าที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์คลังสินค้า กลุ่มปิโตรเคมีขั้นกลาง: แม้ส่วนต่างผลิตภัณฑ์ฟีนอลจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากราคาวัตถุดิบที่ลดลง แต่ภาพรวมยังคงถูกกดดันจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ส่งผลต่ออุปสงค์ปลายทาง และการเข้ามาของกำลังการผลิตใหม่ในตลาดจีน กลุ่มพลาสติกชีวภาพและผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน: ผลประกอบการลดลงจากอุปสงค์ที่อ่อนตัว โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมปลายทางของแฟตตี้แอลกอฮอล์ 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ มีโอกาสต่อเนื่อง แต่ต้องติดตามปัจจัยมหภาค จากแนวโน้มตลาดที่ฝ่ายจัดการระบุในปี 2566 ยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก การเริ่มดำเนินการของกำลังการผลิตใหม่ในตลาด โดยเฉพาะจากจีน และความผันผวนของราคาพลังงานและวัตถุดิบ ปัจจัยเหล่านี้มีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในระยะสั้นถึงกลาง อย่างไรก็ตาม การเปิดประเทศของจีนและการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมปลายทางบางส่วน เช่น อาหารและเครื่องดื่ม บรรจุภัณฑ์ และการเดินทาง อาจเป็นปัจจัยบวกที่ต้องจับตา Highlight สำคัญ รายได้จากการขายรวม Q2/2566 อยู่ที่ 146,731 ล้านบาท ลดลง 25% YoY จากราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและปิโตรเคมีที่อ่อนตัวลง Adjusted EBITDA รวม Q2/2566 อยู่ที่ 6,835 ล้านบาท ลดลง 68% YoY และ 28% QoQ เป็นผลจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ลดลงในหลายกลุ่มธุรกิจ ขาดทุนสุทธิ Q2/2566 จำนวน 5,591 ล้านบาท (-1.24 บาท/หุ้น) พลิกจากกำไรสุทธิ 82 ล้านบาทในไตรมาสก่อนหน้า และขาดทุนจากปีก่อนที่มีกำไร 1,378 ล้านบาท กลุ่มปิโตรเคมีขั้นต้นมีผลประกอบการอ่อนตัวลงอย่างมาก จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์โรงกลั่นและอะโรเมติกส์ที่ลดลง กลุ่มโพลิเมอร์และเคมีภัณฑ์มีผลประกอบการอ่อนตัวลง จากราคาเม็ดพลาสติกที่ลดลงและอุปสงค์ที่ฟื้นตัวช้า บริษัทฯ มีการบันทึกรายการพิเศษ ได้แก่ กำไรจากการขายสินทรัพย์สุทธิของบริษัท allnex จำนวน 485 ล้านบาท ภาพรวมผลประกอบการ ในไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวม 146,731 ล้านบาท ลดลง 25% YoY และ 0.4% QoQ โดยมีสาเหตุหลักมาจากราคาผลิตภัณฑ์ที่ปรับลดลงในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ สะท้อนสภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบปรับลดลง 24% YoY แต่เพิ่มขึ้น 1% QoQ ส่งผลให้ Product to Feed Margin โดยรวมลดลง 29% YoY และ 6% QoQ EBITDA รวมลดลง 60% YoY และ 51% QoQ มาอยู่ที่ 4,503 ล้านบาท และเมื่อรวมรายการพิเศษต่างๆ รวมถึงผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันและรายการขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (Stock Loss Net NRV) จำนวน 2,659 ล้านบาท และขาดทุนทางบัญชีจากอัตราแลกเปลี่ยนและผลกำไรจากตราสารอนุพันธ์ทางการเงินรวมเป็นขาดทุน 1,047 ล้านบาท ทำให้บริษัทฯ รายงานผลขาดทุนสุทธิ 5,591 ล้านบาท โอกาส การฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศจีน: การเปิดประเทศเต็มรูปแบบของจีน แม้จะฟื้นตัวช้ากว่าคาด แต่ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนอุปสงค์ในระยะยาว โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมปลายทาง เช่น เส้นใยและสิ่งทอ, บรรจุภัณฑ์ (PET Bottle Resin) และอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม การมุ่งสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำและเศรษฐกิจหมุนเวียน: การลงทุนในธุรกิจ High Value Business (HVB) และธุรกิจที่สอดคล้องกับหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงการศึกษาเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้านพลังงานสะอาด จะช่วยสร้างการเติบโตในระยะยาวและลดผลกระทบจากกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการต้นทุนและประสิทธิภาพการผลิต: การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการบริหารจัดการการผลิตอย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบและต้นทุนการผลิต ความเสี่ยง ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก: ความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยยังคงเป็นปัจจัยกดดันอุปสงค์ปลายทางของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ กำลังการผลิตใหม่ในตลาด: การเริ่มดำเนินการของกำลังการผลิตใหม่ โดยเฉพาะจากประเทศจีน จะส่งผลให้เกิดแรงกดดันด้านอุปทานและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ ความผันผวนของราคาน้ำมันและวัตถุดิบ: ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบและวัตถุดิบที่เกี่ยวข้อง ยังคงส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน: การอ่อนค่าของเงินบาทส่งผลให้เกิดขาดทุนทางบัญชีจากอัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและสิ่งแวดล้อม: การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมและการให้ความสำคัญกับธุรกิจคาร์บอนต่ำ อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงาน สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ แนวโน้มการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศจีน: โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ของ PTTGC ทิศทางราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและส่วนต่างราคา (Spreads): โดยเฉพาะในกลุ่มปิโตรเคมีขั้นต้นและโพลิเมอร์ การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบและพลังงาน: เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคา ความคืบหน้าของโครงการลงทุนใหม่ๆ: โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจคาร์บอนต่ำและเศรษฐกิจหมุนเวียน ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน: ต่อผลประกอบการและฐานะการเงิน การบริหารจัดการสต็อกสินค้า: เพื่อลดผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันและมูลค่าสินค้าคงเหลือ รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม) อัตราการใช้กำลังการผลิต: โดยรวมยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะโรงกลั่นที่ใช้กำลังการผลิตเต็มที่เพื่อรักษาระดับปริมาณขาย อย่างไรก็ตาม การหยุดซ่อมบำรุงตามแผนของบางโรงงานส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิตในไตรมาส ราคาและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์: มีแนวโน้มอ่อนตัวลงในหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะกลุ่มปิโตรเคมีขั้นต้นและโพลิเมอร์ ซึ่งเป็นผลมาจากอุปทานที่เพิ่มขึ้นและอุปสงค์ที่ฟื้นตัวช้า ปริมาณขาย: โดยรวมปรับตัวเพิ่มขึ้นในบางกลุ่ม เช่น ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและโอเลฟินส์ แต่ยังคงถูกกดดันในกลุ่มโพลิเมอร์และเคมีภัณฑ์ การบริหารจัดการวัตถุดิบ: มีการปรับลดระดับปริมาณวัตถุดิบลงเพื่อบริหารจัดการต้นทุน ฐานะการเงินและกระแสเงินสด สินทรัพย์รวม: ลดลง 10,414 ล้านบาท มาอยู่ที่ 709,557 ล้านบาท โดยหลักจากสินค้าคงเหลือลดลง และการตัดค่าเสื่อมราคาที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ หนี้สินรวม: ลดลง 4,849 ล้านบาท มาอยู่ที่ 416,288 ล้านบาท โดยหลักจากการจ่ายคืนเงินกู้ยืมและซื้อคืนหุ้นกู้ ส่วนของผู้ถือหุ้น: ลดลง 5,564 ล้านบาท มาอยู่ที่ 293,263 ล้านบาท เป็นผลมาจากขาดทุนสุทธิในงวดหกเดือน กระแสเงินสด: กระแสเงินสดสุทธิจากการดำเนินงานติดลบ 1,174 ล้านบาท จากการใช้เงินสดไปในกิจกรรมลงทุน 1,875 ล้านบาท และกิจกรรมจัดหาเงิน 2,075 ล้านบาท ส่งผลให้เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดลดลงสุทธิ สรุปท้าย ผลประกอบการของ PTTGC ในไตรมาส 2 ปี 2566 ได้รับแรงกดดันอย่างหนักจากการอ่อนตัวลงของราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและอุปสงค์ที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาดการณ์ โดยเฉพาะในกลุ่มปิโตรเคมีขั้นต้นและโพลิเมอร์ แม้จะมีปัจจัยบวกจากการเปิดประเทศของจีนและการบริหารจัดการต้นทุนที่ดีขึ้นในบางส่วน แต่ภาพรวมยังคงเผชิญความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจโลกและกำลังการผลิตใหม่ที่เข้ามาในตลาด อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าลงทุนในธุรกิจคาร์บอนต่ำและเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งจะเป็นโอกาสในการเติบโตในระยะยาว พร้อมกับการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านราคาวัตถุดิบและอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด