2026-07-26T01:56:23+00:00 fin RATCH บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) RATCH Q2/2566 กำไรสุทธิโต 47% QoQ รับอานิสงส์ต้นทุนก๊าซลด-FX หนุน รายได้รวมลดลง YoY แต่ EBITDA และกำไรสุทธิโตได้จากต้นทุนขายที่ลดลง และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีรายได้รวม 13,133 ล้านบาท ลดลง 28.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ EBITDA เติบโต 2.9% YoY และกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นถึง 47% QoQ เป็น 2,125 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากต้นทุนขายที่ลดลงมากกว่ารายได้ที่ลดลง ประกอบกับมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเข้ามาสนับสนุน Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน 1) หัวใจคืออะไร หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ RATCH ในไตรมาส 2 ปี 2566 คือ การบริหารจัดการต้นทุนขายที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวลดลง ส่งผลให้ต้นทุนขายรวมลดลง 37.6% YoY แม้รายได้รวมจะลดลง 28.8% YoY ก็ตาม นอกจากนี้ กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX) ที่เกิดขึ้นจากการอ่อนค่าของเงินเยนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ยังเข้ามาช่วยหนุนกำไรสุทธิให้เติบโตโดดเด่นถึง 47% QoQ 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ต้นทุนขายลดลง: ปัจจัยหลักมาจากโรงไฟฟ้า RG (ราชบุรี) ที่มีต้นทุนขายลดลงอย่างมากถึง 52.4% YoY เนื่องจากปริมาณการขายไฟฟ้าให้ กฟผ. ลดลงตามแผนการเรียกรับไฟฟ้าของ กฟผ. ประกอบกับการหยุดเดินเครื่องเพื่อซ่อมบำรุงตามแผนของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมเครื่องที่ 3 นอกจากนี้ โรงไฟฟ้า RCO และ SCG มีต้นทุนขายลดลง QoQ และ YoY จากราคาค่าก๊าซเฉลี่ยที่ปรับตัวลดลง กำไรจาก FX: การอ่อนค่าของเงินเยนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้มูลค่าหนี้สินสกุลเงินเยนของบริษัทฯ ลดลง ทำให้รับรู้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนในไตรมาสนี้ 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ ลักษณะครั้งคราว ปัจจัยด้านต้นทุนขายที่ลดลงจากปริมาณการขายไฟฟ้าที่ลดลงของโรงไฟฟ้า RG เป็นไปตามแผนการรับไฟฟ้าของ กฟผ. ซึ่งเป็นปัจจัยที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวตามรอบการซ่อมบำรุงและแผนการบริหารจัดการของ กฟผ. ส่วนปัจจัยด้านราคาค่าก๊าซที่ลดลงอาจมีแนวโน้มทรงตัวหรือผันผวนตามตลาดโลก ขณะที่กำไรจาก FX เป็นปัจจัยที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ปัจจัยเหล่านี้จึงมีลักษณะเป็นครั้งคราวมากกว่าที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาว Highlight สำคัญ EBITDA เติบโต 2.9% YoY: แม้รายได้รวมจะลดลง แต่ EBITDA ยังคงเติบโตได้จาก 3,980 ล้านบาท เป็น 4,097 ล้านบาท กำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นโต 47% QoQ: จาก 1,448 ล้านบาท ใน Q1/2566 เป็น 2,125 ล้านบาท ใน Q2/2566 รับรู้รายได้และ EBITDA จากโรงไฟฟ้าใหม่: เริ่มรับรู้รายได้และ EBITDA จากโรงไฟฟ้า LG1&2, SP และ CS รวมถึง RER ที่เปลี่ยนสถานะจากการร่วมค้าเป็นบริษัทย่อย ต้นทุนขายลดลง 37.6% YoY: เป็นผลจากการลดลงของปริมาณการขายไฟฟ้าของ RG และราคาค่าก๊าซที่ลดลงของ RCO และ SCG กำไรจาก FX หนุนกำไรสุทธิ: การอ่อนค่าของเงินเยนส่งผลให้รับรู้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนในไตรมาสนี้ ภาพรวมผลประกอบการ ในไตรมาสที่ 2 ปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้รวม 13,133 ล้านบาท ลดลง 28.8% YoY สาเหตุหลักจากโรงไฟฟ้า RG ที่มีปริมาณการขายไฟฟ้าลดลง และโรงไฟฟ้า RCO และ SCG ที่มีรายได้ลดลงตามราคาค่าก๊าซที่ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม EBITDA เติบโต 2.9% YoY เป็น 4,097 ล้านบาท และกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 47% QoQ เป็น 2,125 ล้านบาท แต่ลดลง 3.2% YoY โดยมีปัจจัยหลักมาจากการรับรู้ต้นทุนขายที่ลดลงมากกว่ารายได้ และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้รวม 30,137 ล้านบาท ลดลง 17.9% YoY แต่ EBITDA เติบโต 11.8% YoY เป็น 7,798 ล้านบาท และกำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 5.4% YoY เป็น 3,573 ล้านบาท โอกาส การรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าใหม่: การเริ่มรับรู้รายได้และ EBITDA จากโรงไฟฟ้า LG1&2, SP, CS และ RER ที่เข้าซื้อกิจการในช่วงปลายปี 2565 จะเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตของรายได้และกำไรในอนาคต การลงทุนในโครงการใหม่: ความคืบหน้าของโครงการโรงไฟฟ้าหินกอง (HKP) ที่คืบหน้า 90.1% และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์กาลาบังก้า ฟิลิปปินส์ ที่คาดว่าจะ COD ในปี 2567 การบริหารจัดการต้นทุน: การบริหารจัดการต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยรักษาอัตรากำไรได้ ความเสี่ยง ความผันผวนของราคาพลังงาน: ความผันผวนของราคาก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและรายได้ของโรงไฟฟ้าบางแห่ง การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ: การเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและต้นทุนของบริษัทฯ ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน: แม้ในไตรมาสนี้จะได้รับผลบวกจาก FX แต่ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา การหยุดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า: การหยุดเดินเครื่องเพื่อซ่อมบำรุงตามแผนของโรงไฟฟ้า RG และโรงไฟฟ้าพลังน้ำเซเปียน-เซน้ำน้อย ส่งผลกระทบต่อปริมาณการขายไฟฟ้า สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ แนวโน้มราคาพลังงาน: โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของโรงไฟฟ้า SPP ความคืบหน้าโครงการลงทุน: โดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้าหินกอง (HKP) และโครงการในต่างประเทศ การบริหารจัดการต้นทุนขาย: การควบคุมต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน: การเคลื่อนไหวของสกุลเงินต่างๆ ที่บริษัทฯ มีการลงทุน การปรับค่า Ft: การเปลี่ยนแปลงค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ซึ่งส่งผลต่อรายได้ของโรงไฟฟ้าบางประเภท รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน) รายได้จากการขายไฟฟ้า: รายได้รวมลดลง YoY เป็น 10,397 ล้านบาท โดยโรงไฟฟ้า RG มีรายได้ลดลงมากถึง 51.6% YoY จากปริมาณการขายไฟฟ้าที่ลดลงและหยุดซ่อมบำรุง ขณะที่โรงไฟฟ้า LG1&2, SP และ CS รวมถึง RER เริ่มรับรู้รายได้เข้ามาเสริม EBITDA: เติบโต 2.9% YoY เป็น 4,097 ล้านบาท แม้รายได้รวมจะลดลง เนื่องจากต้นทุนขายลดลงมากกว่ารายได้ โดยเฉพาะต้นทุนก๊าซธรรมชาติ ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม: ลดลง 31.2% YoY เป็น 1,323 ล้านบาท โดยโรงไฟฟ้าพลังน้ำมีส่วนแบ่งกำไรลดลงมากที่สุดจากการหยุดซ่อมบำรุงและปริมาณน้ำในเขื่อนลดลง โครงการลงทุน: โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลืองใกล้แล้วเสร็จ (งานระบบราง 99.60%) และโครงการโรงไฟฟ้าหินกอง (HKP) คืบหน้า 90.1% ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวมลดลง 673 ล้านบาท จากการลดลงของลูกหนี้การค้า RG และลูกหนี้ตามสัญญาเช่า ขณะที่เงินลงทุนในบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น ส่วนหนี้สินรวมลดลง 3,343 ล้านบาท จากเจ้าหนี้การค้า RG ที่ลดลง อย่างไรก็ตาม เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินเพิ่มขึ้นเพื่อใช้ในการลงทุน ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 2,670 ล้านบาท จากกำไรสะสมที่เพิ่มขึ้น แม้จะมีการจ่ายเงินปันผลไปแล้ว กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวก 3,579 ล้านบาท แต่กระแสเงินสดใช้ไปในกิจกรรมลงทุน 2,465 ล้านบาท และกิจกรรมจัดหาเงิน 2,767 ล้านบาท ส่งผลให้เงินสดคงเหลือลดลง 822 ล้านบาท จาก 34,341 ล้านบาท เป็น 33,519 ล้านบาท สรุปท้าย RATCH ในไตรมาส 2 ปี 2566 แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะต้นทุนเชื้อเพลิงที่ลดลง ประกอบกับปัจจัยบวกจากอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้แม้รายได้รวมจะปรับลดลง แต่ EBITDA ยังคงเติบโตได้ และกำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นเติบโตโดดเด่นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ขับเคลื่อนกำไรในรอบนี้มีลักษณะเป็นครั้งคราว นักลงทุนควรติดตามความคืบหน้าของโครงการลงทุนใหม่ๆ และแนวโน้มราคาพลังงาน รวมถึงการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางผลประกอบการในระยะต่อไป