2026-07-26T00:51:09+00:00 fin PR9 บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน) PR9 กำไร Q2/66 หดตัว 3.1% รับรายได้โตไม่ทันต้นทุนพุ่ง รายได้รวมโต 3.6% แต่กำไรสุทธิลดลง เหตุต้นทุนดำเนินงานและค่าใช้จ่ายพนักงานสูงขึ้น บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน) หรือ PR9 รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีรายได้รวม 969.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิสำหรับงวดอยู่ที่ 121.0 ล้านบาท ลดลง 3.1% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2565 โดยภาพรวม 6 เดือนแรกปี 2566 รายได้รวมเพิ่มขึ้น 1.2% เป็น 1,983.5 ล้านบาท แต่กำไรสุทธิลดลง 18.5% อยู่ที่ 229.8 ล้านบาท Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน 1) หัวใจคืออะไร หัวใจหลักที่ทำให้อัตรากำไรของ PR9 ในไตรมาส 2 ปี 2566 ปรับตัวลดลง คือ ต้นทุนในการประกอบกิจการโรงพยาบาลที่เพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่เร็วกว่ารายได้ และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานลดลง 6.5% แม้ว่ารายได้รวมจะยังเติบโตได้ 3.6% 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ต้นทุนในการประกอบกิจการโรงพยาบาล (รวมค่าเสื่อมราคาและตัดจำหน่าย) เพิ่มขึ้น 4.2% เป็น 688.4 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 70.5% ของรายได้จากกิจการโรงพยาบาล เพิ่มขึ้นจาก 68.4% ในปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับพนักงานทั้งบุคลากรทางการแพทย์และสนับสนุนที่เพิ่มขึ้น แม้จะมีการบริหารจัดการต้นทุนอื่นได้ดี แต่การเพิ่มขึ้นของรายได้ไม่สามารถชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้นได้ทันที ขณะที่ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (รวมค่าเสื่อมราคาและตัดจำหน่าย) เพิ่มขึ้น 13.8% เป็น 184.7 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 18.2% ของรายได้รวม เพิ่มขึ้นจาก 16.7% ในปีก่อน สาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายพนักงาน ค่าใช้จ่ายด้านการตลาด และค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคที่สูงขึ้น 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ มีโอกาสต่อเนื่อง แต่ต้องติดตามใกล้ชิด ฝ่ายจัดการระบุว่าค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับพนักงานทั้งบุคลากรทางการแพทย์และสนับสนุนที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยหลัก ซึ่งเป็นต้นทุนที่อาจมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง หรือเพิ่มขึ้นตามการขยายบริการ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงมีมาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง และมีการปรับปรุงพื้นที่ให้บริการเพื่อรองรับผู้ป่วยหลากหลายกลุ่ม ซึ่งอาจช่วยหนุนรายได้ในอนาคต Highlight สำคัญ รายได้รวม Q2/66 เติบโต 3.6% YoY อยู่ที่ 969.9 ล้านบาท โดยรายได้จากผู้ป่วยนอก (OPD) เพิ่มขึ้น 5.2% และผู้ป่วยใน (IPD) เพิ่มขึ้น 3.6% กำไรสุทธิ Q2/66 ลดลง 3.1% YoY อยู่ที่ 121.0 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 11.9% ลดลงจาก 12.7% ในปีก่อน ต้นทุนการแพทย์และค่าใช้จ่ายพนักงานเพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยกดดันอัตรากำไรขั้นต้น รายได้จากลูกค้าต่างชาติเติบโต โดยเฉพาะจากประเทศพม่า และการหาลูกค้าต่างชาติที่อาศัยในไทยเพิ่มขึ้น งบดุลแข็งแกร่ง สินทรัพย์รวม 5,522.9 ล้านบาท หนี้สินรวม 785.7 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้น 4,737.2 ล้านบาท ภาพรวมผลประกอบการ สำหรับไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้รวม 969.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.6% จาก 936.3 ล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2565 โดยรายได้จากกิจการโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น 3.6% เป็น 969.9 ล้านบาท หากไม่รวมรายการพิเศษ รายได้กิจการโรงพยาบาลเติบโต 3.6% รายได้ผู้ป่วยนอก (OPD) เพิ่มขึ้น 5.2% เป็น 593.0 ล้านบาท จากจำนวนผู้ป่วยนอกและรายได้เฉลี่ยต่อการรักษาที่เพิ่มขึ้น รายได้ผู้ป่วยใน (IPD) เพิ่มขึ้น 3.6% เป็น 376.9 ล้านบาท แม้อัตราการใช้เตียงผู้ป่วยในเฉลี่ยต่อวันจะลดลง แต่รายได้เฉลี่ยต่อการรักษาเพิ่มขึ้นจากการรักษาโรคซับซ้อน รายได้ลูกค้าต่างชาติ เพิ่มขึ้น 15.5% เป็น 100% ของรายได้จากกิจการโรงพยาบาล (ข้อมูลในเอกสารอาจคลาดเคลื่อนในการระบุสัดส่วน) โดยมาจากผู้ป่วยจากพม่า และการหาลูกค้าต่างชาติที่อาศัยในไทย ต้นทุนในการประกอบกิจการโรงพยาบาล เพิ่มขึ้น 4.2% เป็น 688.4 ล้านบาท คิดเป็น 70.5% ของรายได้จากกิจการโรงพยาบาล เพิ่มขึ้นจาก 68.4% ในปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากค่าใช้จ่ายพนักงาน ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร เพิ่มขึ้น 13.8% เป็น 184.7 ล้านบาท คิดเป็น 18.2% ของรายได้รวม เพิ่มขึ้นจาก 16.7% ในปีก่อน จากค่าใช้จ่ายพนักงาน การตลาด และสาธารณูปโภค สำหรับงวดหกเดือนแรกปี 2566 รายได้รวมอยู่ที่ 1,983.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.2% จาก 1,959.2 ล้านบาทในปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิลดลง 18.5% อยู่ที่ 229.8 ล้านบาท โอกาส การปรับปรุงพื้นที่ให้บริการและศูนย์การแพทย์ เพื่อรองรับผู้ป่วยชาวไทย ชาวต่างชาติ และโรคระบาดต่างๆ ตามสถานการณ์ การเติบโตของรายได้จากลูกค้าต่างชาติ โดยเฉพาะจากประเทศเพื่อนบ้าน และการขยายฐานลูกค้าต่างชาติที่อาศัยในประเทศไทย การรักษาโรคซับซ้อนเพิ่มขึ้น หนุนรายได้เฉลี่ยต่อการรักษาในกลุ่มผู้ป่วยใน ความเสี่ยง ต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายพนักงาน ทั้งบุคลากรทางการแพทย์และสนับสนุน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรในระยะยาว ค่าใช้จ่ายด้านการตลาดและสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้น การแข่งขันในอุตสาหกรรมโรงพยาบาล ที่ยังคงมีอยู่สูง สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ แนวโน้มการบริหารจัดการต้นทุนในการประกอบกิจการโรงพยาบาลและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร การเติบโตของรายได้จากกลุ่มลูกค้าต่างชาติ และกลยุทธ์การหาลูกค้าใหม่ ผลจากการปรับปรุงพื้นที่ให้บริการและศูนย์การแพทย์ใหม่ต่อรายได้และจำนวนผู้ป่วย สถานการณ์การระบาดของโรคต่างๆ ที่อาจส่งผลต่อจำนวนผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ) รายได้จากผู้ป่วยนอก (OPD) มีการเติบโตที่ดี สะท้อนถึงความสามารถในการดึงดูดผู้ป่วยที่สามารถรักษาแบบผู้ป่วยนอกได้ โดยเฉพาะในช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ที่การระบาดของโรคไม่รุนแรงนัก รายได้จากผู้ป่วยใน (IPD) แม้จะมีการเติบโต แต่ก็มีปัจจัยกดดันจากอัตราการใช้เตียงที่ลดลง ซึ่งอาจเป็นผลจากสถานการณ์โรคระบาดที่คลี่คลายลง ทำให้ผู้ป่วยสามารถรักษาแบบ OPD ได้มากขึ้น สัดส่วนรายได้ลูกค้าต่างชาติ ที่เพิ่มขึ้นเป็นสัญญาณที่ดี บ่งชี้ถึงความสามารถในการแข่งขันด้านการแพทย์สำหรับชาวต่างชาติ ต้นทุนพนักงาน เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา เนื่องจากเป็นต้นทุนหลักที่เพิ่มขึ้น และอาจส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 5,522.9 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.6% จากสิ้นปี 2565 โดยสินทรัพย์หมุนเวียนลดลง 8.1% จากการลดลงของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ขณะที่สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเพิ่มขึ้น 30.7% จากการลงทุนในหุ้นกู้ภาคเอกชนและที่ดิน หนี้สินรวมอยู่ที่ 785.7 ล้านบาท ลดลง 4.5% โดยหนี้สินหมุนเวียนลดลง 7.5% และหนี้สินไม่หมุนเวียนเพิ่มขึ้น 4.3% ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 4,737.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.04% จากสิ้นปี 2565 กระแสเงินสดจากการดำเนินงานสำหรับงวดหกเดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 373.6 ล้านบาท ลดลงจาก 484.5 ล้านบาทในปีก่อน เนื่องจากผลการดำเนินงานก่อนหักค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่ายลดลง บริษัทฯ มีเงินสดใช้ไปในกิจกรรมลงทุน 665.0 ล้านบาท จากการลงทุนในตราสารหนี้และซื้อสินทรัพย์ถาวร ขณะที่มีเงินสดใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงิน 228.9 ล้านบาท จากการจ่ายปันผลและชำระคืนหนี้สินตามสัญญาเช่า สรุปท้าย PR9 ในไตรมาส 2 ปี 2566 เผชิญแรงกดดันด้านอัตรากำไรจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการดำเนินงานและค่าใช้จ่ายพนักงาน แม้รายได้จะยังเติบโตได้จากผู้ป่วยนอกและลูกค้าต่างชาติ แต่การบริหารจัดการต้นทุนจะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาความสามารถในการทำกำไรในระยะต่อไป การลงทุนในสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนและการขยายบริการยังคงเป็นโอกาสในการเติบโต แต่ต้องติดตามผลกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนอย่างใกล้ชิด