2026-07-26T00:50:46+00:00 fin PSL บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) PSL กำไรสุทธิ Q2/66 ดิ่ง 83% สวนทางรายได้ทรงตัว รับพิษค่าระวางเรือร่วงหนัก ค่าระวางเรือดิ่งกดดันกำไร PSL Q2/66 วูบ 83% ฝ่ายบริหารชี้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวกระทบอุปสงค์ บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSL รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 285.87 ล้านบาท ลดลง 83% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,659.65 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้จากการเดินเรือสุทธิที่ลดลงกว่า 50% อันเป็นผลมาจากสภาวะเศรษฐกิจมหภาคทั่วโลกที่อ่อนตัวลง ส่งผลให้อัตราค่าระวางเรือลดลงอย่างมีนัยสำคัญ Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน 1) หัวใจคืออะไร หัวใจหลักที่ทำให้ผลประกอบการของ PSL ในไตรมาส 2 ปี 2566 เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ คือ การลดลงอย่างรุนแรงของอัตราค่าระวางเรือ (Freight Rates) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อรายได้จากการเดินเรือสุทธิที่ลดลงถึง 50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่าบริษัทฯ จะมีการเพิ่มจำนวนกองเรือจาก 36 ลำ เป็น 38 ลำ แต่ก็ไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากค่าระวางที่ลดลงได้ ส่งผลให้กำไรสุทธิ (ไม่รวมรายการพิเศษ) ลดลงจาก 47.36 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ใน Q2/65 เหลือเพียง 7.40 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ใน Q2/66 หรือลดลงกว่า 84% 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ฝ่ายบริหารระบุว่า สาเหตุหลักของการลดลงของอัตราค่าระวางเรือมาจาก สภาวะเศรษฐกิจมหภาคทั่วโลกที่อ่อนตัวลง ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ในการขนส่งสินค้าโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคาดหวังทางเศรษฐกิจจากจีนหลังโควิดที่ไม่เป็นไปตามเป้า และภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงอ่อนแอ ประกอบกับความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐอเมริกาและยูโรโซน ปัจจัยเหล่านี้ล้วนกดดันให้ความต้องการขนส่งสินค้าลดลง ส่งผลให้ค่าระวางเรือปรับตัวลดลงอย่างมาก จากระดับเฉลี่ยต่อวันต่อลำเรือที่ 23,901 เหรียญสหรัฐฯ ใน Q2/65 เหลือเพียง 11,424 เหรียญสหรัฐฯ ใน Q2/66 นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการเดินเรือเฉลี่ยต่อวันต่อลำเรือ (OPEX) ยังปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 4,683 เหรียญสหรัฐฯ เป็น 5,113 เหรียญสหรัฐฯ เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเรือ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับลูกเรือ และค่าพัสดุภัณฑ์/อะไหล่ที่เพิ่มขึ้น 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ มีโอกาสต่อเนื่อง แต่ต้องติดตามปัจจัยมหภาคอย่างใกล้ชิด เอกสารระบุว่า สภาวะเศรษฐกิจมหภาคทั่วโลกยังคงมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะความกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจถดถอยในประเทศพัฒนาแล้ว และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของจีนที่ยังไม่แข็งแกร่งเท่าที่คาดการณ์ไว้ แม้ว่าอุปทานเรือจะอยู่ในระดับที่เหมาะสมและมีแนวโน้มขยายตัวช้าลง ซึ่งเป็นปัจจัยบวก แต่ปัจจัยด้านอุปสงค์ยังคงเป็นแรงกดดันหลัก อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารยังคงมองว่าตลาดการขนส่งสินค้าแห้งเทกองมีแนวโน้มที่จะผันผวนสูง และปัจจัยด้านอุปทานที่อยู่ในระดับที่เหมาะสมอาจช่วยประคองอัตราค่าระวางได้ในระยะยาว Highlight สำคัญ กำไรสุทธิ Q2/66 ลดลง 83% อยู่ที่ 285.87 ล้านบาท จาก 1,659.65 ล้านบาทใน Q2/65 รายได้จากการเดินเรือสุทธิลดลง 50% เหลือ 1,659.65 ล้านบาท จาก 3,291.88 ล้านบาทใน Q2/65 รายได้เฉลี่ยต่อวันต่อลำเรือลดลงกว่าครึ่ง จาก 23,901 เหรียญสหรัฐฯ ใน Q2/65 เหลือ 11,424 เหรียญสหรัฐฯ ใน Q2/66 ค่าใช้จ่ายในการเดินเรือเฉลี่ยต่อวันต่อลำเรือ (OPEX) เพิ่มขึ้น 9% เป็น 5,113 เหรียญสหรัฐฯ กองเรือเพิ่มขึ้นเป็น 38 ลำ จาก 36 ลำในปีก่อน ภาพรวมผลประกอบการ สำหรับไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัทฯ มีผลกำไรสุทธิรวม 285.87 ล้านบาท ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,659.65 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการลดลงของรายได้จากการเดินเรือสุทธิถึง 50% ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากสภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่อ่อนแอลง ส่งผลให้อัตราค่าระวางเรือลดลงอย่างมาก แม้ว่าบริษัทฯ จะมีการเพิ่มจำนวนกองเรือ แต่ก็ไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากค่าระวางที่ลดลงได้ นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการเดินเรือยังปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย สำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2566 บริษัทฯ มีผลกำไรสุทธิรวม 364.56 ล้านบาท ลดลงจาก 2,953.57 ล้านบาทในงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากรายได้จากการเดินเรือสุทธิที่ลดลงประมาณ 50% และค่าใช้จ่ายในการเดินเรือที่เพิ่มขึ้น 15% โอกาส อุปทานเรืออยู่ในระดับที่เหมาะสม: สัดส่วนคำสั่งต่อเรือใหม่ต่อกองเรือที่มีอยู่ต่ำสุดในรอบสองทศวรรษ และเรืออายุ 20 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนที่เหมาะสมสำหรับการรีไซเคิล ซึ่งจะช่วยจำกัดการเติบโตของอุปทานในอนาคต การขนส่งสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีอุปสงค์ต่อเนื่อง: สินค้า เช่น ปุ๋ย ผลิตภัณฑ์จากป่า และสินค้าเทกองกลุ่มย่อย ยังคงมีการเติบโตทางการค้าโลกตามแนวโน้มรายได้และประชากร การขนส่งแร่พิเศษสำหรับพลังงานหมุนเวียน: ความต้องการแร่ที่จำเป็นสำหรับพลังงานหมุนเวียนและการผลิตแบตเตอรี่จะเพิ่มความต้องการในแง่ตัน-ไมล์สำหรับเรือขนาดเล็ก มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน: หากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนมีประสิทธิภาพ อาจส่งผลดีต่อการนำเข้าสินค้าและอุปสงค์การขนส่ง ความเสี่ยง ความผันผวนของค่าระวางเรือ: อัตราค่าระวางเรือยังคงมีความผันผวนสูงตามสภาวะเศรษฐกิจมหภาคและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจโลกชะลอตัว: ความกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯ และยูโรโซน รวมถึงการฟื้นตัวของจีนที่ยังไม่แข็งแกร่ง อาจกดดันอุปสงค์การขนส่ง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์: สงครามรัสเซีย-ยูเครน และความตึงเครียดระหว่างประเทศอื่นๆ อาจส่งผลกระทบต่อเส้นทางการค้าและอุปสงค์ ต้นทุนการเดินเรือที่สูงขึ้น: ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเรือ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับลูกเรือ และค่าพัสดุภัณฑ์/อะไหล่ที่เพิ่มขึ้น อาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไร สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ แนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคทั่วโลก: โดยเฉพาะการฟื้นตัวของจีนและสถานการณ์เศรษฐกิจในสหรัฐฯ และยุโรป การเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์-อุปทานในตลาดเรือ: การบริหารจัดการกองเรือและการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาด การบริหารจัดการต้นทุน: โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการเดินเรือ (OPEX) และค่าใช้จ่ายทางการเงิน การเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม: เช่น กฎเกณฑ์ EEXI/CII ที่อาจส่งผลต่อการดำเนินงานของเรือเก่า รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ) รายได้เฉลี่ยต่อวันต่อลำเรือ: ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในทุกประเภทเรือ โดยเฉพาะเรือขนาดแฮนดี้ไซส์ที่ลดลงกว่า 50% สะท้อนถึงภาวะตลาดที่อ่อนแอ การบริหารจัดการกองเรือ: บริษัทฯ มีการเพิ่มจำนวนเรือเป็น 38 ลำ ซึ่งอาจเป็นผลดีในระยะยาวหากตลาดฟื้นตัว แต่ในระยะสั้นอาจเป็นภาระต้นทุนหากอัตราค่าระวางยังคงต่ำ สัญญาเช่าระยะยาว: บริษัทฯ มีการทำสัญญาเช่าระยะยาวสำหรับปี 2567-2569 ในอัตราค่าระวางที่ค่อนข้างคงที่ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ที่แน่นอนในระดับหนึ่ง แม้ว่าอัตราค่าระวางในตลาดจะผันผวน ฐานะการเงินและกระแสเงินสด เอกสารไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสดโดยตรง แต่จากข้อมูลกำไรสุทธิที่ลดลงอย่างมาก อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน สรุปท้าย PSL เผชิญกับความท้าทายอย่างหนักในไตรมาส 2 ปี 2566 จากการดิ่งลงของอัตราค่าระวางเรือ ซึ่งเป็นผลมาจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว แม้ว่าบริษัทฯ จะมีการเพิ่มจำนวนเรือและมีสัญญาเช่าระยะยาวบางส่วน แต่ก็ไม่สามารถต้านทานแรงกดดันจากตลาดได้ ปัจจัยด้านอุปทานที่จำกัดอาจเป็นความหวังในระยะยาว แต่ในระยะสั้น นักลงทุนต้องจับตาแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคและทิศทางค่าระวางเรืออย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินโอกาสในการฟื้นตัวของผลประกอบการ