2026-07-25T09:26:05+00:00 fin PDJ บริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ จำกัด (มหาชน) PDJ พลิกขาดทุน Q2/66 รับแรงกดดันยอดขายวูบ-ต้นทุนทองคำพุ่ง รายได้-กำไร Q2/66 ดิ่งแรง เหตุคำสั่งซื้อชะลอ-ต้นทุนวัตถุดิบสูง ฝ่ายจัดการเร่งปรับกลยุทธ์รับมือ บริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ จำกัด (มหาชน) หรือ PDJ รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 พลิกขาดทุนสุทธิ 33.60 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 73.03 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากยอดขายที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะจากฐานการผลิตหลักที่ได้รับผลกระทบจากความกังวลเศรษฐกิจถดถอยในตลาดส่งออกหลัก ประกอบกับอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงจากการรับคำสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ทองคำที่มีอัตรากำไรต่ำกว่า Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน 1) หัวใจคืออะไร หัวใจหลักที่ทำให้ผลประกอบการของ PDJ ในไตรมาส 2 ปี 2566 พลิกจากกำไรเป็นขาดทุน มาจาก ยอดขายที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 24.56% โดยเฉพาะจากฐานการผลิตหลักที่หดตัวถึง 31% และ อัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงจาก 23.46% เหลือ 20.47% ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ฐานการผลิตได้รับคำสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ทองคำมากขึ้น ซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่า 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ยอดขายลดลง: สาเหตุหลักมาจากความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยในตลาดส่งออกหลักของบริษัทฯ ที่อยู่ในยุโรปและอเมริกา ทำให้คำสั่งซื้อจากตลาดหลักชะลอตัวลงอย่างมาก นอกจากนี้ ยอดขายในกลุ่ม Omni-channel ซึ่งคิดเป็น 30% ของยอดขายโดยรวม ลดลง 2% เนื่องจากการปรับแผนกลยุทธ์และโครงสร้างจุดขาย รวมถึงการปิดจุดขายหลายแห่งในเวียดนาม แม้ว่ายอดขายในประเทศอินเดียจะเติบโตต่อเนื่อง อัตรากำไรขั้นต้นลดลง: การที่ฐานการผลิตได้รับคำสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ทองคำมากขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นของฐานการผลิตลดลงจาก 17.15% ในปีก่อน มาอยู่ที่ 9.26% ในไตรมาสนี้ ซึ่งกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นโดยรวมของกลุ่มบริษัทฯ 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ ยังไม่ชัด ต้องติดตาม แม้ว่าฝ่ายจัดการจะระบุว่ายอดขายในประเทศอินเดียเติบโตอย่างต่อเนื่อง และบริษัทฯ ได้เริ่มดำเนินการผลิตในประเทศอินเดียเพื่อรองรับกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น แต่ปัจจัยลบจากตลาดส่งออกหลักในยุโรปและอเมริกาที่ยังมีความกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจถดถอย อาจส่งผลกระทบต่อยอดขายในระยะสั้นต่อไปได้ นอกจากนี้ การที่บริษัทฯ มีการใช้ธุรกรรม Gold Lease ในกลุ่ม Omni-channel เพื่อป้องกันความเสี่ยงในสินค้าคงคลังทองคำ อาจส่งผลต่ออัตรากำไรในอนาคตได้เช่นกัน Highlight สำคัญ ขาดทุนสุทธิ 33.60 ล้านบาท: พลิกจากกำไร 73.03 ล้านบาท ใน Q2/65 รายได้จากการขายลดลง 24.56%: อยู่ที่ 662.05 ล้านบาท จาก 877.57 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นลดลง: อยู่ที่ 20.47% จาก 23.46% ค่าใช้จ่ายขายและบริหารเพิ่มขึ้น 6.69%: อยู่ที่ 157.66 ล้านบาท จาก 147.77 ล้านบาท ขาดทุนจากการดำเนินงาน 22.13 ล้านบาท: เทียบกับกำไร 58.10 ล้านบาท ในปีก่อน ยอดขายฐานการผลิตลดลง 31%: จากความกังวลเศรษฐกิจในตลาดยุโรปและอเมริกา ยอดขาย Omni-channel ลดลง 2%: จากการปรับโครงสร้างจุดขายในเวียดนาม ภาพรวมผลประกอบการ สำหรับไตรมาส 2 ปี 2566 PDJ มีรายได้จากการขายรวม 662.05 ล้านบาท ลดลง 24.56% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 877.57 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากยอดขายในฐานการผลิตที่ลดลง 31% เนื่องจากคำสั่งซื้อจากตลาดหลักชะลอตัวจากความกังวลภาวะเศรษฐกิจถดถอยในยุโรปและอเมริกา ขณะที่ยอดขายในกลุ่ม Omni-channel ลดลง 2% จากการปรับโครงสร้างจุดขายในเวียดนาม อย่างไรก็ตาม ยอดขายในประเทศอินเดียยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 23.46% ในปีก่อน มาอยู่ที่ 20.47% ในไตรมาสนี้ สาเหตุหลักมาจากการที่ฐานการผลิตได้รับคำสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ทองคำมากขึ้น ซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่า ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 6.69% เป็น 157.66 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายกิจกรรมการตลาด และค่าใช้จ่ายที่สอดคล้องกับยอดขายในประเทศอินเดีย ส่งผลให้กลุ่มบริษัทฯ มีผลขาดทุนจากการดำเนินงาน 22.13 ล้านบาท เทียบกับกำไร 58.10 ล้านบาท ในปีก่อน และมีผลขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ 33.60 ล้านบาท เทียบกับกำไร 73.03 ล้านบาท ในปีก่อน สำหรับงวดหกเดือนแรกปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวม 1,354.36 ล้านบาท ลดลง 16.51% โดยมีขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น 59.18 ล้านบาท เทียบกับกำไร 68.20 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน โอกาส การเติบโตในประเทศอินเดีย: การจัดจำหน่ายในประเทศอินเดียเติบโตอย่างต่อเนื่อง และบริษัทฯ ได้เริ่มดำเนินการผลิตในประเทศเพื่อรองรับกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น การบริหารความเสี่ยงด้านวัตถุดิบ: การใช้ธุรกรรม Gold Lease ในกลุ่ม Omni-channel เพื่อป้องกันความเสี่ยงในสินค้าคงเหลือทองคำ ความเสี่ยง ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในตลาดส่งออกหลัก: ความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยในยุโรปและอเมริกา อาจส่งผลกระทบต่อคำสั่งซื้อในอนาคต ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ: แม้จะมีการบริหารความเสี่ยง แต่ราคาวัตถุดิบทองคำยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อต้นทุนการผลิต การแข่งขันในอุตสาหกรรม: อุตสาหกรรมเครื่องประดับมีการแข่งขันสูง ทั้งจากผู้ผลิตในประเทศและต่างประเทศ สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ แนวโน้มคำสั่งซื้อจากตลาดหลัก: การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในยุโรปและอเมริกา จะส่งผลต่อปริมาณคำสั่งซื้อในอนาคต การเติบโตของยอดขายในอินเดีย: ประสิทธิภาพของการผลิตและการจัดจำหน่ายในอินเดีย กลยุทธ์การปรับโครงสร้างจุดขาย: ผลลัพธ์ของการปรับแผนกลยุทธ์และจุดขายในกลุ่ม Omni-channel การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบ: ผลกระทบจากราคาตลาดของวัตถุดิบทองคำต่ออัตรากำไร ค่าใช้จ่ายการตลาด: การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายการตลาดให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับยอดขาย รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุปโภคบริโภค) ยอดขายฐานการผลิต (70% ของยอดขาย): ลดลง 31% YoY เนื่องจากคำสั่งซื้อจากตลาดยุโรปและอเมริกาชะลอตัว ยอดขาย Omni-channel (30% ของยอดขาย): ลดลง 2% YoY จากการปรับโครงสร้างจุดขายในเวียดนาม และการปิดบางจุดขาย อัตรากำไรขั้นต้น (GPM): ลดลงจาก 23.46% เป็น 20.47% YoY โดย GPM ของฐานการผลิตลดลงจาก 17.15% เป็น 9.26% เนื่องจากคำสั่งซื้อทองคำเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายขายและบริหาร (SG&A): เพิ่มขึ้น 6.69% YoY จากการกลับมาของค่าใช้จ่ายการตลาด (แฟร์, เดินทาง) และค่าใช้จ่ายที่สอดคล้องกับยอดขายในอินเดีย ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 กลุ่มบริษัทมีสินทรัพย์รวม 3,481.80 ล้านบาท ลดลง 2.82% จากสิ้นปี 2565 โดยสาเหตุหลักมาจากการรับชำระคืนลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่น และค่าเสื่อมราคาของที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ หนี้สินรวมและส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 3,481.80 ล้านบาท ลดลง 2.82% จากสิ้นปี 2565 โดยสาเหตุหลักมาจากการจ่ายชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน และเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่น สำหรับงวดหกเดือนแรกปี 2566 กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานติดลบ 14.69 ล้านบาท จากการมีกำไรจากการดำเนินงานหลังปรับรายการที่ไม่ใช่เงินสด และการลดลงของลูกหนี้และเจ้าหนี้การค้า กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุนใช้ไป 13.01 ล้านบาท จากการซื้อสินทรัพย์ถาวร และกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินใช้ไป 8.47 ล้านบาท จากการจ่ายคืนเงินกู้ยืมและจ่ายเงินปันผล สรุปท้าย PDJ เผชิญความท้าทายในไตรมาส 2 ปี 2566 ด้วยผลขาดทุนสุทธิ 33.60 ล้านบาท จากแรงกดดันของยอดขายที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในตลาดส่งออกหลัก และอัตรากำไรขั้นต้นที่หดตัวจากการรับคำสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ทองคำมากขึ้น แม้ว่าการเติบโตในอินเดียจะเป็นสัญญาณบวก แต่ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การบริหารจัดการต้นทุนและกลยุทธ์การตลาดจะเป็นกุญแจสำคัญในการพลิกฟื้นผลประกอบการในระยะต่อไป