Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
fin PJW บริษัท ปัญจวัฒนาพลาสติก จำกัด (มหาชน)

PJW กำไร Q2/66 พุ่ง 30.74 ล้านบาท รับอานิสงส์อุตสาหกรรมยานยนต์ฟื้น-ต้นทุนผลิตลด

รายได้รวมโต 1.6% หลังปัญหาเซมิคอนดักเตอร์คลี่คลาย หนุนยอดขายชิ้นส่วนยานยนต์ ขณะที่ GPM พุ่ง 5.8% จากราคาวัตถุดิบดิ่ง บริษัท ปัญจวัฒนาพลาสติก จำกัด (มหาชน) หรือ PJW รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 41.66 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.74 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากรายได้รวมที่เติบโตขึ้นเล็กน้อย และอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่งผลให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับปีก่อน Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน 1) หัวใจคืออะไร หัวใจสำคัญที่ทำให้กำไรสุทธิของ PJW ในไตรมาส 2 ปี 2566 เติบโตอย่างโดดเด่นเมื่อเทียบกับปีก่อน คือการฟื้นตัวของอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่เพิ่มขึ้นถึง 5.8% มาอยู่ที่ 20.5% จาก 14.7% ในปีก่อน ประกอบกับการที่รายได้รวมยังคงเติบโตได้เล็กน้อยที่ 1.6% แม้จะมีบางกลุ่มสินค้าที่ยอดขายปรับตัวลง 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น การที่อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญนี้ เกิดจากปัจจัยหลัก 2 ประการ คือ 1) ราคาเม็ดพลาสติกและค่าพลังงานที่ปรับลดลง ซึ่งเป็นต้นทุนหลักในการผลิต และ 2) บริษัทมีการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตที่ดีขึ้น ทำให้สามารถควบคุมต้นทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ รายได้รวมที่เพิ่มขึ้น 1.6% มาจากยอดขายในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เติบโตจากการที่ปัญหาการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์คลี่คลาย ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์กลับมาเพิ่มกำลังการผลิต รวมถึงยอดขายบรรจุภัณฑ์กลุ่มนมและนมเปรี้ยว รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่เพิ่มขึ้นจากการบริโภคที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ยอดขายบรรจุภัณฑ์สำหรับกลุ่มน้ำมันหล่อลื่นปรับตัวลดลงตามคำสั่งซื้อของลูกค้า 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่องในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะปัจจัยด้านต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่ปรับลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่อาจส่งผลต่อเนื่องได้หากราคายังคงอยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้ การบริหารต้นทุนการผลิตที่ดีขึ้นเป็นสิ่งที่บริษัทสามารถควบคุมได้ อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์และการบริโภคยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ส่วนปัจจัยด้านการล๊อคดาวน์ที่เมืองเจียงซูในปีที่แล้ว ซึ่งส่งผลขาดทุนจากการหยุดโรงงานในค่าใช้จ่ายฝ่ายบริหารนั้น เป็นเหตุการณ์ครั้งเดียว (one-time) ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นซ้ำในปีนี้ Highlight สำคัญ กำไรสุทธิ Q2/66 พุ่ง 30.74 ล้านบาท YoY: เติบโตจาก 10.92 ล้านบาทใน Q2/65 เป็น 41.66 ล้านบาทใน Q2/66 รายได้รวม Q2/66 เพิ่ม 1.6% YoY: อยู่ที่ 922.81 ล้านบาท จาก 908.23 ล้านบาทใน Q2/65 อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) Q2/66 แข็งแกร่ง: เพิ่มขึ้น 5.8% มาอยู่ที่ 20.5% จาก 14.7% ใน Q2/65 อัตรากำไรสุทธิ (NPM) Q2/66 ดีขึ้น: อยู่ที่ 4.6% จาก 1.2% ใน Q2/65 ผลประกอบการ 6 เดือนแรกปี 66 กำไรสุทธิ 82.93 ล้านบาท: เพิ่มขึ้น 30.22 ล้านบาท YoY รายได้รวม 6 เดือนแรกปี 66 เพิ่ม 2.66% YoY: อยู่ที่ 1,848.65 ล้านบาท จาก 1,800.62 ล้านบาทในงวดเดียวกันของปีก่อน GPM 6 เดือนแรกปี 66 อยู่ที่ 19.2%: เพิ่มขึ้นจาก 16.1% ในปีก่อน ภาพรวมผลประกอบการ สำหรับไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิรวม 41.66 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.74 ล้านบาท เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้รวมเพิ่มขึ้น 1.6% เป็น 922.81 ล้านบาท จาก 908.23 ล้านบาทในปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของยอดขายในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และบรรจุภัณฑ์กลุ่มนมและนมเปรี้ยว รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภค ขณะที่บรรจุภัณฑ์กลุ่มน้ำมันหล่อลื่นปรับตัวลดลง อัตรากำไรขั้นต้นรวมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 14.7% เป็น 20.5% เนื่องจากราคาเม็ดพลาสติกและค่าพลังงานที่ลดลง รวมถึงการบริหารต้นทุนที่ดีขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิรวมเพิ่มขึ้นเป็น 4.6% จาก 1.2% ในปีก่อน สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 บริษัทมีกำไรสุทธิรวม 82.93 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.22 ล้านบาท เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้รวมเพิ่มขึ้น 2.66% เป็น 1,848.65 ล้านบาท จาก 1,800.62 ล้านบาทในปีก่อน อัตรากำไรขั้นต้นรวมอยู่ที่ 19.2% เพิ่มขึ้นจาก 16.1% ในปีก่อน และอัตรากำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 4.5% เพิ่มขึ้นจาก 2.9% ในปีก่อน โอกาส การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์: การคลี่คลายของปัญหาขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์เพิ่มกำลังการผลิต ซึ่งส่งผลดีต่อยอดขายชิ้นส่วนยานยนต์พลาสติก งานพ่นสี และทูลลิ่ง การเติบโตของตลาดบรรจุภัณฑ์: ความต้องการบรรจุภัณฑ์สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมนมและนมเปรี้ยว รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่เพิ่มสูงขึ้นจากการบริโภคที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่ลดลง: เป็นปัจจัยบวกต่ออัตรากำไรขั้นต้นของบริษัท ความเสี่ยง ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบและวัตถุดิบ: แม้ปัจจุบันราคาจะลดลง แต่ยังคงมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบหลัก เช่น เม็ดพลาสติก คำสั่งซื้อของลูกค้าในกลุ่มน้ำมันหล่อลื่น: มีแนวโน้มปรับตัวลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ในส่วนนี้ ภาวะเศรษฐกิจโลก: ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและการบริโภคโดยรวม สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ แนวโน้มราคาเม็ดพลาสติกและค่าพลังงานในไตรมาสถัดไป การปรับตัวของคำสั่งซื้อในกลุ่มบรรจุภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่น การเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์และการผลิตรถยนต์ การบริหารจัดการต้นทุนการผลิตอย่างต่อเนื่อง ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกต่ออุปสงค์สินค้า รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม) Utilization: เอกสารไม่ได้ระบุตัวเลข Utilization Rate โดยตรง แต่การที่ยอดขายในกลุ่มยานยนต์เพิ่มขึ้นจากการที่ผู้ผลิตรถยนต์กลับมาเพิ่มกำลังการผลิต บ่งชี้ว่าโรงงานอาจมีการเดินเครื่องจักรเพิ่มขึ้น Order Book: ไม่ได้ระบุตัวเลข Order Book โดยตรง แต่การกล่าวถึง "งานนิวโมเดล" ในกลุ่มยานยนต์ บ่งชี้ถึงการมีคำสั่งซื้อใหม่ๆ ราคาวัตถุดิบ: ระบุชัดเจนว่าราคาเม็ดพลาสติกปรับลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อ GPM GPM: เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 14.7% เป็น 20.5% ใน Q2/66 ส่งออก: ไม่ได้ระบุสัดส่วนการส่งออกโดยตรง แต่การเติบโตของกลุ่มยานยนต์และบรรจุภัณฑ์ อาจรวมถึงตลาดส่งออกด้วย ค่าเงิน: ไม่ได้กล่าวถึงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน สินค้าคงคลัง: สินค้าคงเหลือลดลง 3.67 ล้านบาท ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2566 เมื่อเทียบกับปีก่อน ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทมีสินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้น 9.21% เป็น 3,416.71 ล้านบาท โดยสินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่มขึ้น 277.06 ล้านบาท จากลูกหนี้การค้า ลูกหนี้อื่น และลูกหนี้การค้ารับรู้ตามสัญญาที่สูงขึ้น 249.27 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากยอดขายที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสสุดท้ายของปีก่อน เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น 24.22 ล้านบาท ขณะที่สินค้าคงเหลือลดลง 3.67 ล้านบาท หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 12.26% เป็น 2,109.07 ล้านบาท โดยหนี้สินหมุนเวียนเพิ่มขึ้น 87.97 ล้านบาท จากเจ้าหนี้การค้า เจ้าหนี้อื่น และเงินกู้ยืมระยะสั้นที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับยอดขายและมูลค่าการซื้อวัตถุดิบที่สูงขึ้น ส่วนเงินกู้ยืมระยะยาวและหนี้สินสัญญาเช่าเพิ่มขึ้น 143.01 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนรวม (D/E) อยู่ที่ 1.62 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 1.51 เท่า ณ สิ้นปี 2565 สรุปท้าย PJW โชว์ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 เติบโตโดดเด่นจากกำไรสุทธิที่พุ่งสูงขึ้น โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การฟื้นตัวของอัตรากำไรขั้นต้นที่แข็งแกร่ง จากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่ลดลง ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการเติบโตของรายได้ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และบรรจุภัณฑ์ แม้จะมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบและคำสั่งซื้อในบางกลุ่ม แต่แนวโน้มการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมหลักและต้นทุนที่ลดลง เป็นปัจจัยที่น่าจับตาว่าจะส่งผลดีต่อเนื่องต่อผลประกอบการในอนาคต