2026-07-25T08:57:33+00:00 fin OR บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) OR สรุปผลประกอบการ Q2/2566 OR กำไรสุทธิ Q2/66 ลดลง 58% YoY รับแรงกดดันราคาขายน้ำมันวูบ OR เผชิญแรงกดดันจากราคาขายเฉลี่ยน้ำมันที่ลดลง ส่งผลให้กำไรสุทธิในไตรมาส 2 ปี 2566 อยู่ที่ 2,757 ล้านบาท ลดลง 58.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่าปริมาณการจำหน่ายจะปรับเพิ่มขึ้นในบางกลุ่มธุรกิจ แต่ภาพรวมยังคงได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อต้นทุนและราคาขาย Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน หัวใจหลักที่ส่งผลให้กำไรสุทธิของ OR ในไตรมาส 2 ปี 2566 ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คือ การลดลงของราคาขายเฉลี่ย (ASP) ของผลิตภัณฑ์น้ำมัน ซึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับ กำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อหน่วยที่อ่อนตัวลง ในหลายกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม Mobility ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น: ราคาขายเฉลี่ยที่ลดลงเป็นผลโดยตรงจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง โดยในไตรมาส 2/66 ราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 77.8 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ลดลง 28.0% YoY และ 3.1% QoQ ปัจจัยกดดันมาจากความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก การเติบโตของเศรษฐกิจจีนที่ต่ำกว่าคาด และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ แม้ว่าจะมีปัจจัยหนุนจากกลุ่ม OPEC+ ที่ประกาศลดกำลังการผลิต แต่ก็ไม่สามารถชดเชยแรงกดดันด้านราคาได้ทั้งหมด นอกจากนี้ กำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อหน่วยที่อ่อนตัวลงยังเป็นปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจ Mobility ที่กำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรลดลง 0.65 บาท YoY ในธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน ทั้งดีเซลและเบนซินมีกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากใน 2Q/65 มีกำไรขั้นต้นเฉลี่ยสูงกว่าปกติ สำหรับธุรกิจตลาดพาณิชย์ ปรับลดลงเช่นกัน โดยมีกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรลดลงในดีเซล เนื่องจากตลาดกลับสู่สภาวะปกติที่มีการแข่งขันสูง และน้ำมันเตาจากต้นทุนที่ปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่น้ำมันอากาศยานปรับเพิ่มขึ้นจากโครงสร้างราคาขายที่อ้างอิงกับราคาน้ำมันเดือนก่อนหน้า จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่: จากแนวโน้มราคาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ที่คาดการณ์โดย IEA ในช่วง 3Q/66 มีแนวโน้มค่าเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้นกว่า 2Q/66 เนื่องจากการประกาศปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ และซาอุดิอาระเบีย รวมถึงการลดส่งออกของรัสเซีย ประกอบกับอุปสงค์ที่คาดว่าจะเติบโตมากกว่าอุปทานในช่วงครึ่งปีหลัง ทำให้ มีโอกาสที่ปัจจัยด้านราคาจะเริ่มดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อหน่วยยังคงต้องจับตาการแข่งขันในตลาด และการบริหารจัดการต้นทุนของแต่ละกลุ่มธุรกิจอย่างใกล้ชิด Highlight สำคัญ กำไรสุทธิลดลง 58.0% YoY อยู่ที่ 2,757 ล้านบาท จาก 6,568 ล้านบาทใน 2Q/65 รายได้ขายและบริการลดลง 11.2% YoY อยู่ที่ 187,708 ล้านบาท โดยหลักจากราคาจำหน่ายน้ำมันที่ลดลง EBITDA ลดลง 49.1% YoY อยู่ที่ 5,210 ล้านบาท จาก 10,240 ล้านบาท กลุ่มธุรกิจ Mobility รายได้ลดลง 11.8% YoY และ EBITDA ลดลง 60.1% YoY จากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลงและกำไรขั้นต้นต่อลิตรที่อ่อนตัวลง กลุ่มธุรกิจ Lifestyle รายได้เพิ่มขึ้น 6.7% YoY และ EBITDA เพิ่มขึ้น 3.4% YoY จากการขยายสาขาและยอดขายที่เพิ่มขึ้น กลุ่มธุรกิจ Global รายได้ลดลง 10.5% YoY แต่ EBITDA ลดลงเพียง 13.0% YoY จากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นในบางประเทศ ฐานะการเงินแข็งแกร่ง สินทรัพย์รวม 215,094 ล้านบาท หนี้สินรวม 107,008 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้น 108,086 ล้านบาท ภาพรวมผลประกอบการ OR รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีรายได้จากการขายและบริการรวม 187,708 ล้านบาท ลดลง 4.9% จากไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 11.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากราคาจำหน่ายน้ำมันที่ลดลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลก ขณะที่ปริมาณจำหน่ายโดยรวมมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย โดยกลุ่มธุรกิจ Mobility มีปริมาณจำหน่ายลดลง 1.4% QoQ แต่เพิ่มขึ้น 0.7% YoY กลุ่ม Lifestyle เพิ่มขึ้น 5.9% QoQ และ 6.7% YoY ส่วนกลุ่ม Global เพิ่มขึ้น 29.4% QoQ และ 32.8% YoY EBITDA ในไตรมาส 2/66 อยู่ที่ 5,210 ล้านบาท ลดลง 12.1% QoQ และ 49.1% YoY โดยหลักจากกลุ่ม Mobility ที่กำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรอ่อนตัวลง สำหรับกลุ่ม Lifestyle และ Global มี EBITDA เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำไรสุทธิในไตรมาส 2/66 อยู่ที่ 2,757 ล้านบาท ลดลง 7.3% QoQ และ 58.0% YoY คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.23 บาท สำหรับผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก 2566 OR มีกำไรสุทธิ 5,732 ล้านบาท ลดลง 45.0% YoY โดยมีสาเหตุหลักมาจากรายได้ขายและบริการ และ EBITDA ที่ลดลง ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสุทธิที่เพิ่มขึ้น โอกาส การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนในไทย เป็นปัจจัยบวกต่อการใช้น้ำมันและธุรกิจ Lifestyle การเติบโตของกลุ่มธุรกิจ Lifestyle ทั้งร้าน Cafe Amazon และร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ที่ยังคงขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง การขยายธุรกิจในต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจ Global ที่มีปริมาณการจำหน่ายเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และ สปป. ลาว การลงทุนในธุรกิจใหม่และนวัตกรรม ผ่าน Venture Capital เช่น ORZON Ventures เพื่อแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ แนวโน้มราคาน้ำมันดิบที่คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้น ในช่วงครึ่งปีหลัง จากการลดกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ และอุปสงค์ที่คาดว่าจะเติบโต ความเสี่ยง ความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และกำไรขั้นต้น ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง จากเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง นโยบายการเงินที่เข้มงวด และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจค้าปลีกน้ำมันและธุรกิจอื่นๆ ที่อาจกดดันกำไรขั้นต้น ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและนโยบายพลังงาน ที่อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนและราคาจำหน่าย ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ที่อาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของธุรกิจในต่างประเทศ สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ แนวโน้มราคาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะผลจากการปรับลดกำลังการผลิตของ OPEC+ และอุปสงค์จากจีน การบริหารจัดการต้นทุนและกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อหน่วย ของแต่ละกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม Mobility การเติบโตของกลุ่มธุรกิจ Lifestyle และการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจ Global ในตลาดต่างประเทศ และการขยายธุรกิจใหม่ๆ เช่น Otteri Wash and Dry ความคืบหน้าของการลงทุนในสตาร์ทอัพ ผ่าน ORZON Ventures และการสร้างธุรกิจใหม่ (New S-Curve) การบริหารจัดการกระแสเงินสด และการรักษาสภาพคล่องทางการเงิน รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน) กลุ่มธุรกิจ Mobility: รายได้จากการขายและบริการลดลง 11.8% YoY เป็นผลจากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลง แม้ปริมาณจำหน่ายจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.7% YoY โดยธุรกิจตลาดพาณิชย์มีปริมาณจำหน่ายเพิ่มขึ้น 6.3% YoY จากน้ำมันอากาศยานและดีเซลเป็นหลัก ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกน้ำมันมีปริมาณจำหน่ายลดลง 5.1% YoY ในดีเซลเป็นหลัก EBITDA ลดลง 60.1% YoY จากกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรที่อ่อนตัวลง โดยเฉพาะในธุรกิจค้าปลีกน้ำมันทั้งดีเซลและเบนซิน และธุรกิจตลาดพาณิชย์ในดีเซลและน้ำมันเตา กลุ่มธุรกิจ Lifestyle: รายได้จากการขายและบริการเพิ่มขึ้น 6.7% YoY จากการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น 9.7% YoY จากปริมาณจำหน่ายที่เพิ่มขึ้นและการขยายเครือข่ายร้านค้า ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกอื่นๆ เพิ่มขึ้น 0.9% YoY จากการขยายเครือข่ายร้านสะดวกซื้อ EBITDA เพิ่มขึ้น 3.4% YoY โดย EBITDA ของธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น 8.8% ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกอื่นๆ ลดลง 6.3% กลุ่มธุรกิจ Global: รายได้จากการขายและบริการลดลง 10.5% YoY เป็นผลจากราคาจำหน่ายเฉลี่ยที่ลดลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลก แต่ปริมาณจำหน่ายเพิ่มขึ้น 32.8% YoY โดยเฉพาะในฟิลิปปินส์ กัมพูชา และ สปป. ลาว EBITDA ลดลง 13.0% YoY โดยหลักจากฟิลิปปินส์ที่กำไรขั้นต้นลดลง แม้ว่ากัมพูชาและ สปป. ลาว จะมี EBITDA ดีขึ้น ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ณ สิ้นไตรมาส 2/66 OR มีสินทรัพย์รวม 215,094 ล้านบาท ลดลง 4.6% จากสิ้นปี 2565 โดยหลักจากลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่นที่ลดลงจากการรับชำระหนี้คืนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และลูกหนี้การค้าที่ลดลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลก ขณะที่เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น 55.3% จากเงินสดที่ได้จากกิจกรรมดำเนินงานและการได้รับเงินชดเชยกองทุนน้ำมัน หนี้สินรวมอยู่ที่ 107,008 ล้านบาท ลดลง 12.1% จากสิ้นปี 2565 โดยหลักจากเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่นที่ลดลง และการใช้คืนเงินกู้ตามกำหนด ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 4.2% จากสิ้นปี 2565 เป็น 108,086 ล้านบาท จากกำไรสุทธิระหว่างงวด หักการจ่ายเงินปันผล กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวก 31,216 ล้านบาท จากกำไรจากการดำเนินงานก่อนภาษี ปรับปรุงด้วยรายการต่างๆ โดยหลักมาจากการลดลงของลูกหนี้อื่นที่ได้รับเงินชดเชยกองทุนน้ำมัน กระแสเงินสดใช้ไปในกิจกรรมลงทุน 1,686 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ เพื่อขยายเครือข่ายสถานีบริการน้ำมัน ร้านอาหาร และเครื่องดื่ม กระแสเงินสดใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงิน 8,852 ล้านบาท โดยหลักจากการจ่ายชำระคืนเงินกู้ระยะสั้นและระยะยาว สรุปท้าย OR ในไตรมาส 2/66 เผชิญกับความท้าทายจากแรงกดดันด้านราคาขายน้ำมันที่ลดลง ส่งผลให้กำไรสุทธิปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม การเติบโตของกลุ่มธุรกิจ Lifestyle และ Global รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยบรรเทาผลกระทบได้บางส่วน แนวโน้มในครึ่งปีหลังคาดว่าปัจจัยด้านราคาจะเริ่มดีขึ้นจากการปรับลดกำลังการผลิตของ OPEC+ และอุปสงค์ที่ฟื้นตัว แต่ยังคงต้องจับตาการแข่งขันในตลาดและความผันผวนของเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด การลงทุนในธุรกิจใหม่และนวัตกรรมจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในอนาคต