2026-07-25T08:57:31+00:00 fin OSP บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) OSP สรุปผลประกอบการ Q2/2566 OSP กำไรสุทธิ Q2/66 ฟื้นตัว QoQ รับอานิสงส์ต้นทุนวัตถุดิบ-พลังงานลด OSP Q2/66: รายได้-กำไรฟื้นตัว QoQ จากปริมาณขายเครื่องดื่มในประเทศที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ GPM ขยายตัวต่อเนื่อง บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 549 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) โดยมีรายได้จากการขาย 6,709 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.5% QoQ ปัจจัยหลักมาจากการฟื้นตัวของปริมาณการขายกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในประเทศ โดยเฉพาะเครื่องดื่มบำรุงกำลังและ Functional Drinks ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องอยู่ที่ 34.0% จากการลดลงของราคาต้นทุนวัตถุดิบและพลังงาน ประกอบกับประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้น Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน 1) หัวใจคืออะไร หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ OSP ในไตรมาส 2 ปี 2566 คือ การฟื้นตัวของปริมาณการขายกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในประเทศ โดยเฉพาะเครื่องดื่มบำรุงกำลังและ Functional Drinks ซึ่งส่งผลให้รายได้จากการขายเติบโต 2.5% QoQ ประกอบกับ การขยายตัวของอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) อย่างต่อเนื่อง มาอยู่ที่ 34.0% เพิ่มขึ้น 0.6% QoQ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนกำไรสุทธิให้เติบโตถึง 14.9% QoQ 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น การฟื้นตัวของปริมาณการขายในประเทศเกิดจากการปรับกลยุทธ์ของบริษัท ทั้งการปรับกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับตลาดที่แบ่งเป็นสองราคา การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ และการทำกิจกรรมทางการตลาดที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เช่น โครงการ M-150 Superstar และการร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง Café Amazon และ Yanhee สำหรับกลุ่ม Functional Drinks ที่มีการเติบโตโดดเด่นจากผลิตภัณฑ์ C-Vitt, Calpis และเปปทีน ส่วนการขยายตัวของ GPM มาจาก การปรับตัวลดลงของราคาต้นทุนวัตถุดิบและพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่เอื้อประโยชน์ ประกอบกับ ประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้น โดยเฉพาะโรงงานผลิตขวดแก้วที่ช่วยรักษาระดับกำลังการผลิตได้ แม้จะมีการปิดเตาหลอมตามแผน นอกจากนี้ บริษัทยังคงเดินหน้าโครงการ Fast Forward 10X เพื่อบริหารจัดการต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ มีโอกาสต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการที่บริษัทได้ปรับกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์และการตลาดเพื่อรองรับตลาดที่แบ่งเป็นสองราคา ซึ่งจะช่วยรักษาฐานลูกค้าเดิมและขยายฐานลูกค้าใหม่ได้ นอกจากนี้ การบริหารจัดการต้นทุนผ่านโครงการ Fast Forward 10X และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง จะช่วยรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับที่ดีได้ อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามแนวโน้มราคาวัตถุดิบและพลังงาน รวมถึงการแข่งขันในตลาดเครื่องดื่มที่ยังคงรุนแรง Highlight สำคัญ กำไรสุทธิ Q2/66 เติบโต 14.9% QoQ อยู่ที่ 549 ล้านบาท จากการฟื้นตัวของรายได้และ GPM ที่ดีขึ้น รายได้จากการขาย Q2/66 เพิ่มขึ้น 2.5% QoQ แตะ 6,709 ล้านบาท จากปริมาณขายเครื่องดื่มในประเทศที่เติบโต อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ขยายตัวต่อเนื่อง อยู่ที่ 34.0% เพิ่มขึ้น 0.6% QoQ จากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่ลดลง และประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้น ส่วนแบ่งการตลาดกลุ่มเครื่องดื่มบำรุงกำลังอยู่ที่ 47.5% เพิ่มขึ้น 0.9% QoQ และกลุ่ม Functional Drinks อยู่ที่ 42.1% เพิ่มขึ้น 1.7% QoQ ฐานะการเงินแข็งแกร่ง ด้วย D/E ratio เพียง 0.06 เท่า พร้อมรองรับโอกาสการลงทุน ภาพรวมผลประกอบการ ในไตรมาส 2 ปี 2566 OSP มีรายได้รวม 6,768 ล้านบาท ลดลง 6.8% YoY แต่เติบโต 1.8% QoQ โดยรายได้จากการขายอยู่ที่ 6,709 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.5% QoQ จากการฟื้นตัวของปริมาณการขายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในประเทศ ทั้งเครื่องดื่มบำรุงกำลังและ Functional Drinks ส่วนผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลมีรายได้ 566 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.8% QoQ ขณะที่กลุ่มอื่นๆ มีรายได้ลดลง 7.7% QoQ กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 2,281 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.6% YoY และ 4.3% QoQ อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 34.0% เพิ่มขึ้น 2.8% YoY และ 0.6% QoQ กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทอยู่ที่ 549 ล้านบาท ลดลง 9.1% YoY แต่เพิ่มขึ้น 14.9% QoQ สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 (1H’66) บริษัทมีรายได้จากการขายรวม 13,255 ล้านบาท ลดลง 9.6% YoY โดยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัท 1,327 ล้านบาท ลดลง 2.0% YoY โอกาส การฟื้นตัวของตลาดเครื่องดื่มในประเทศ: การคลายความกังวลเรื่องโควิด-19 และการกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ ส่งผลให้ปริมาณการขายเครื่องดื่มบำรุงกำลังและ Functional Drinks ฟื้นตัว กลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย: การปรับกลยุทธ์กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับตลาดที่แบ่งเป็นสองราคา และการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น เครื่องดื่ม "น้ำยันฮีแคลเซียม" จะช่วยตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย การเติบโตในต่างประเทศ: แม้จะมีความท้าทาย แต่การเติบโตของรายได้ในเมียนมาร์และลาวเป็นตัวเลขสองหลัก แสดงถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์และการบริหารจัดการในตลาดต่างประเทศ โครงการ Fast Forward 10X: โครงการบริหารจัดการต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้นและเพิ่มอัตรากำไรในระยะยาว การลงทุนเชิงกลยุทธ์: บริษัทพร้อมเปิดรับโอกาสการลงทุนเพื่อรองรับการเติบโตทางธุรกิจ ความเสี่ยง การแข่งขันที่รุนแรง: ตลาดเครื่องดื่มมีการแข่งขันสูง ทั้งจากผู้เล่นรายเดิมและรายใหม่ ซึ่งอาจส่งผลต่อส่วนแบ่งการตลาดและราคาขาย ความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบและพลังงาน: แม้ปัจจุบันต้นทุนจะลดลง แต่ยังมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาในอนาคต ซึ่งอาจกระทบต่อ GPM ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองในต่างประเทศ: สถานการณ์ความท้าทายในเมียนมาร์และลาว อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานในภูมิภาคดังกล่าว การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค: เทรนด์สุขภาพที่เปลี่ยนแปลงไป อาจส่งผลต่อความต้องการผลิตภัณฑ์บางประเภท สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ แนวโน้มปริมาณการขายเครื่องดื่มในประเทศ: การเติบโตต่อเนื่องของเครื่องดื่มบำรุงกำลังและ Functional Drinks การบริหารจัดการต้นทุน: ประสิทธิภาพของโครงการ Fast Forward 10X และผลกระทบจากราคาวัตถุดิบ การเติบโตของตลาดต่างประเทศ: ความสามารถในการรับมือกับความท้าทายและรักษาการเติบโตในเมียนมาร์และลาว การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่: ผลตอบรับและการสร้างส่วนแบ่งการตลาดของผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ การใช้จ่ายเพื่อการตลาด: ผลลัพธ์ของแคมเปญการตลาด เช่น M-150 Superstar ต่อการรับรู้แบรนด์และยอดขาย รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร) ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม: รายได้จากการขายเติบโต 4.0% QoQ แต่ลดลง 6.3% YoY โดยเครื่องดื่มบำรุงกำลังในประเทศฟื้นตัวจากกลยุทธ์ราคา 12 บาท และการขยายช่องทาง M-150 สูตรหอมน้ำผึ้ง 10 บาท Functional Drinks เติบโต 13.3% QoQ จาก C-Vitt, Calpis และเปปทีนที่ทำได้ดี โดยเฉพาะ Calpis ที่มีการตลาดต่อเนื่องและร่วมมือกับพันธมิตร เครื่องดื่มในต่างประเทศเติบโต 6.9% YoY จากเมียนมาร์และลาว ผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล: รายได้ 566 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.8% QoQ แต่ลดลง 3.6% YoY กลุ่มความงาม Twelve Plus เติบโตดีจากผลิตภัณฑ์ใหม่ ส่วนตลาดต่างประเทศชะลอตัว กลุ่มอื่นๆ: รายได้ 656 ล้านบาท ลดลง 11.3% YoY และ 7.7% QoQ จากการลดลงของ OEM ขวดแก้ว อัตรากำไรขั้นต้น (GPM): อยู่ที่ 34.0% เพิ่มขึ้น 2.8% YoY และ 0.6% QoQ จากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่ลดลง และประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้น ฐานะการเงินและกระแสเงินสด สินทรัพย์รวม: ณ สิ้น Q2/66 อยู่ที่ 25,837 ล้านบาท ลดลง 1.2% จากสิ้นปี 2565 หลักๆ จากการขายเงินลงทุนในบริษัท ยูนิ.ชาร์ม (ประเทศไทย) หนี้สินรวม: อยู่ที่ 9,115 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.4% จากสิ้นปี 2565 ส่วนใหญ่มาจากเงินปันผลค้างจ่าย ส่วนของผู้ถือหุ้น: อยู่ที่ 16,722 ล้านบาท ลดลง 9.4% จากสิ้นปี 2565 จากการจ่ายเงินปันผลพิเศษ กระแสเงินสด: เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน 1,079 ล้านบาท และกิจกรรมลงทุน 3,060 ล้านบาท (จากการขายเงินลงทุน) ส่วนกิจกรรมจัดหาเงินใช้ไป 2,413 ล้านบาท (จ่ายปันผล) อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio): อยู่ในระดับต่ำที่ 0.06 เท่า สรุปท้าย ผลประกอบการ OSP ในไตรมาส 2 ปี 2566 แสดงสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากปริมาณการขายเครื่องดื่มในประเทศที่เติบโต และอัตรากำไรขั้นต้นที่ขยายตัวต่อเนื่องจากการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ แม้จะเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงและปัจจัยภายนอกที่ยังมีความไม่แน่นอน บริษัทมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งและกลยุทธ์ที่พร้อมรองรับการเติบโตในอนาคต ซึ่งต้องติดตามการดำเนินงานตามแผน Fast Forward 10X และการขยายตลาดอย่างใกล้ชิด