Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
fin PACO บริษัท เพรสซิเด้นท์ ออโตโมบิล อินดัสทรีส์ จำกัด (มหาชน)

PACO กำไรสุทธิ Q2/2566 หดตัว 40% รับต้นทุนพุ่ง-ค่าใช้จ่ายบริหารสูงขึ้น

รายได้จากการขายโต 17% แต่กำไรขั้นต้นวูบ 16% ชี้ต้นทุนแรงงาน-ค่าไฟพุ่งกดดัน บริษัท เพรสซิเดนท์ ออโตโมบิล อินดัสทรีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PACO รายงานผลประกอบการงวด 6 เดือนแรกปี 2566 มีกำไรสุทธิ 27.29 ล้านบาท ลดลง 18.33 ล้านบาท หรือ 40.18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้จากการขายจะเติบโต 17.40% เป็น 512.47 ล้านบาท แต่ถูกกดดันจากต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้น 24.05% ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับค่าใช้จ่ายบริหารและค่าใช้จ่ายทางการเงินที่ปรับตัวสูงขึ้น Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน กลุ่มธุรกิจ: สินค้าอุตสาหกรรม 1) หัวใจคืออะไร หัวใจหลักที่ทำใหกำไรสุทธิของ PACO ในงวด 6 เดือนแรกปี 2566 ลดลง 40.18% มาจาก อัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จาก 16.30% ในปีก่อน เหลือ 11.56% ในปีนี้ คิดเป็นการลดลง 11.32 ล้านบาท ประกอบกับ ค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น 5.53 ล้านบาท และ ค่าใช้จ่ายทางการเงินที่สูงขึ้น 4.52 ล้านบาท ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิโดยตรง แม้ว่ารายได้จากการขายจะเติบโตถึง 17.40% ก็ตาม 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น อัตรากำไรขั้นต้นลดลง: สาเหตุหลักมาจากการปรับตัวขึ้นของ อัตราค่าแรงงานขั้นต่ำ และ ค่าไฟฟ้า ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนขายเพิ่มสูงขึ้น 24.05% สอดคล้องกับยอดขายที่เพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่ารายได้จากการขาย ทำให้กำไรขั้นต้นต่อหน่วยลดลง ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น: เกิดจากการรับรู้ ผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์ จำนวน 4.48 ล้านบาท (รวมถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเพิ่มทุน และค่าใช้จ่ายเงินกองทุนทดแทน) รวมถึง การตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มขึ้น: เป็นผลมาจากการ เพิ่มขึ้นของเงินกู้ระยะสั้นและระยะยาว เพื่อใช้ในการลงทุนและเป็นเงินทุนหมุนเวียน ประกอบกับการ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อย่างต่อเนื่อง 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ ลักษณะครั้งคราว (สำหรับบางรายการ) / มีโอกาสต่อเนื่อง (สำหรับบางรายการ) ต้นทุนค่าแรงและค่าไฟฟ้า: มีแนวโน้มที่จะยังคงเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนขายในปีถัดไป หากไม่มีการปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์และการตั้งสำรองหนี้: อาจเป็นรายการที่เกิดขึ้นครั้งคราว ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดและการบริหารความเสี่ยงของบริษัท ค่าใช้จ่ายทางการเงิน: มีโอกาสต่อเนื่อง หากบริษัทยังคงมีการกู้ยืมเพื่อการลงทุนและดอกเบี้ยนโยบายยังคงอยู่ในระดับสูง Highlight สำคัญ กำไรสุทธิ 6 เดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 27.29 ล้านบาท ลดลง 40.18% YoY รายได้จากการขาย 6 เดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 512.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.40% YoY อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 16.30% เป็น 11.56% เนื่องจากต้นทุนค่าแรงและค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 25.38% จากผลขาดทุนตราสารอนุพันธ์และการตั้งสำรอง ค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มขึ้น 162.01% จากการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น 119.39% เป็น 12.22 ล้านบาท จากค่าเงินที่อ่อนค่าและยอดส่งออกที่เพิ่มขึ้น ภาพรวมผลประกอบการ สำหรับงวดหกเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 512.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 72.22 ล้านบาท หรือ 17.40% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มจำนวนพนักงานผลิตเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ยอดขายเติบโต อย่างไรก็ตาม ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 83.54 ล้านบาท หรือ 24.05% ซึ่งสอดคล้องกับยอดขายที่เพิ่มขึ้น แต่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นของอัตราค่าแรงงานขั้นต่ำและค่าไฟฟ้า ทำให้กำไรขั้นต้นลดลง 11.32 ล้านบาท หรือ 16.73% ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 16.30% เหลือ 11.56% ค่าใช้จ่ายในการขายและจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 7.93% จากค่าใช้จ่ายในการขนส่งที่สูงขึ้นตามยอดขายที่เพิ่มขึ้น ส่วนค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 25.38% โดยมีสาเหตุหลักจากการรับรู้ผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์ การตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเพิ่มทุน ค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 162.01% จากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ระยะสั้นและระยะยาว ประกอบกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย นอกจากนี้ กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น 119.39% เป็น 12.22 ล้านบาท จากแนวโน้มค่าเงินที่อ่อนค่าและการส่งออกที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้อื่นเพิ่มขึ้น 67.65% จากการขายเศษซากที่เพิ่มขึ้นและกำไรจากการปรับมูลค่าตราสารทางการเงิน ส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 27.29 ล้านบาท ลดลง 40.18% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โอกาส การเพิ่มกำลังการผลิต: การเพิ่มจำนวนพนักงานผลิตเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น เป็นสัญญาณที่ดีต่อการเติบโตของรายได้ในอนาคต การส่งออกที่เพิ่มขึ้น: การเติบโตของยอดขายในต่างประเทศเป็นปัจจัยขับเคลื่อนรายได้หลัก กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน: แนวโน้มค่าเงินที่อ่อนค่าและยอดส่งออกที่เพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยบวกที่ช่วยชดเชยต้นทุนบางส่วนได้ ความเสี่ยง ต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายในการผลิต: การปรับขึ้นของอัตราค่าแรงงานขั้นต่ำและค่าไฟฟ้า เป็นความเสี่ยงสำคัญที่กดดันอัตรากำไรขั้นต้น ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน: แม้ในงวดนี้จะเป็นบวก แต่ความผันผวนของค่าเงินยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา ค่าใช้จ่ายทางการเงินที่สูงขึ้น: การเพิ่มขึ้นของภาระดอกเบี้ยจากการกู้ยืมและอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่สูงขึ้น รายการค่าใช้จ่ายพิเศษ: ผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์และการตั้งสำรองหนี้ อาจส่งผลกระทบต่อผลกำไรในระยะสั้น สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ แนวโน้มต้นทุนค่าแรงงานและค่าไฟฟ้าในไตรมาสถัดไป การบริหารจัดการต้นทุนขายเพื่อรักษาอัตรากำไรขั้นต้น ทิศทางอัตราแลกเปลี่ยนและผลกระทบต่อรายได้และต้นทุน การบริหารจัดการหนี้สินและค่าใช้จ่ายทางการเงิน การรับรู้ผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์และรายการค่าใช้จ่ายพิเศษอื่นๆ คำสั่งซื้อใหม่ (Order book) และกำลังการผลิตของบริษัท รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม) Utilization: เอกสารระบุถึงการเพิ่มจำนวนพนักงานผลิตเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต ซึ่งบ่งชี้ว่าบริษัทอาจมีการเพิ่ม Utilization หรือเตรียมพร้อมที่จะเพิ่มหากมีคำสั่งซื้อเข้ามามากขึ้น Order Book: แม้จะไม่มีการระบุตัวเลข Order Book โดยตรง แต่การที่บริษัทเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าต่างประเทศที่มากขึ้น บ่งชี้ถึงแนวโน้มที่ดีของ Order Book ราคาวัตถุดิบ: เอกสารไม่ได้ระบุถึงราคาวัตถุดิบโดยตรง แต่เน้นไปที่ต้นทุนค่าแรงและค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น GPM: อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 16.30% เป็น 11.56% ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่กดดันผลประกอบการ การส่งออก: การส่งออกเป็นปัจจัยขับเคลื่อนรายได้หลัก โดยมีการระบุว่าความต้องการของลูกค้าต่างประเทศเพิ่มขึ้น ค่าเงิน: กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น 119.39% สะท้อนถึงผลบวกจากค่าเงินที่อ่อนค่าลง สินค้าคงคลัง: มีการลดลงของสินค้าคงเหลือในส่วนของวัตถุดิบจากการลดปริมาณการสต็อก ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 1,383.57 ล้านบาท ลดลง 2.19% จากสิ้นปี 2565 โดยมีสาเหตุหลักจากการลดลงของสินค้าคงเหลือ (วัตถุดิบ) และเงินสดจากการชำระคืนเงินกู้ยืม หนี้สินรวมอยู่ที่ 422.48 ล้านบาท ลดลง 12.12% จากสิ้นปี 2565 เนื่องจากการชำระคืนเงินกู้ยืมระยะสั้นและระยะยาว ส่วนของผู้ถือหุ้นรวมอยู่ที่ 961.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.92% จากสิ้นปี 2565 ซึ่งเป็นผลมาจากกำไรสุทธิในระหว่างงวด สรุปท้าย PACO เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น โดยเฉพาะค่าแรงและค่าไฟฟ้า ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้รายได้จากการขายจะเติบโตจากการเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการบริหารและค่าใช้จ่ายทางการเงินที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้กำไรสุทธิในงวด 6 เดือนแรกปี 2566 ลดลงอย่างมาก อย่างไรก็ตาม กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยบรรเทาผลกระทบได้บางส่วน นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มต้นทุนการผลิตและมาตรการบริหารจัดการต้นทุนของบริษัทฯ ในระยะต่อไป