Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
fin MASTER บริษัท มาสเตอร์ สไตล์ จำกัด (มหาชน)

MASTER กำไร Q2/66 ทรงตัวเล็กน้อย รายได้โต 23% รับศัลยกรรมบูม

รายได้โตแรง 23% แต่กำไรสุทธิลดลง 0.77% ฝ่ายจัดการชี้ค่าใช้จ่ายการตลาดพุ่งสูง บริษัท มาสเตอร์ สไตล์ จำกัด (มหาชน) หรือ MASTER รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีรายได้จากการประกอบกิจการโรงพยาบาล 459.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.37% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากรายได้จากการศัลยกรรมที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิสำหรับงวดอยู่ที่ 81.51 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.77% เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการขายที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน 1) หัวใจคืออะไร หัวใจสำคัญที่อธิบายผลประกอบการของ MASTER ในไตรมาส 2 ปี 2566 คือ การเติบโตของรายได้จากการประกอบกิจการโรงพยาบาลที่แข็งแกร่งถึง 23.37% ซึ่งส่วนใหญ่มาจากรายได้จากการศัลยกรรมที่เพิ่มขึ้น 24.01% อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของค่าใช้จ่ายในการขายถึง 42.96% ได้กดดันอัตรากำไรสุทธิ ทำให้กำไรสุทธิโดยรวมลดลงเล็กน้อย 0.77% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น การเติบโตของรายได้ มาจากการที่บริษัทฯ เพิ่มจำนวนแพทย์ และทำกิจกรรมส่งเสริมการขายมากขึ้น ส่งผลให้มีลูกค้าเข้ารับบริการเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหัตถการศัลยกรรมเสริมจมูก ดูดไขมัน ยุบโหนกตัดกราม และยกคิ้ว ในทางกลับกัน ค่าใช้จ่ายในการขายที่เพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากการลงทุนด้านการตลาดที่สูงขึ้นอย่างมากถึง 24.4 ล้านบาท โดยเฉพาะการโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์และ Billboard ขนาดใหญ่ รวมถึงค่าบริการแนะนำลูกค้าและค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานฝ่ายขายและตลาดก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ต้นทุนการประกอบกิจการโรงพยาบาล ก็ปรับตัวสูงขึ้นตามรายได้ที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยมีสาเหตุหลักจากค่าธรรมเนียมแพทย์ และต้นทุนยา เวชภัณฑ์ รวมถึงค่าตอบแทนพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนบุคลากรที่เพิ่มขึ้น แม้ว่า อัตรากำไรขั้นต้น จะลดลงเล็กน้อยจาก 56.19% ในปีก่อน เป็น 55.48% ในปีนี้ แต่ยังคงอยู่ในระดับที่สูง อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการขายที่คิดเป็นสัดส่วนจาก 20% ของรายได้ในปี 2565 เป็น 23% ในปี 2566 เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้อัตรากำไรสุทธิลดลงจาก 21.99% เป็น 17.54% 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ มีโอกาสต่อเนื่องในแง่ของการเติบโตของรายได้ เนื่องจากฝ่ายจัดการระบุว่ามีการเพิ่มจำนวนแพทย์และทำกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเข้ารับบริการของลูกค้า อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการขายอาจเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา เนื่องจากเป็นการลงทุนเพื่อขยายฐานลูกค้าและสร้างการรับรู้แบรนด์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรสุทธิในระยะสั้น หากรายได้ไม่สามารถเติบโตได้ทันกับการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่าย Highlight สำคัญ รายได้ Q2/66 เติบโต 23.37% YoY แตะ 459.15 ล้านบาท โดยมีแรงหนุนหลักจากรายได้ศัลยกรรมที่เพิ่มขึ้น 24.01% กำไรสุทธิ Q2/66 ลดลง 0.77% YoY อยู่ที่ 81.51 ล้านบาท เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการขายที่เพิ่มขึ้น 42.96% อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ทรงตัวในระดับสูง อยู่ที่ 55.48% ลดลงเล็กน้อยจาก 56.19% ในปีก่อน ค่าใช้จ่ายในการขายพุ่งสูงขึ้น 42.96% จากการลงทุนด้านการตลาดและการโฆษณาที่เพิ่มขึ้น สินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 246.45% เป็น 3,279.47 ล้านบาท หลังจากการระดมทุน IPO และการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงิน ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 576.32% เป็น 2,730.65 ล้านบาท จากการเพิ่มทุน IPO และกำไรสะสม ภาพรวมผลประกอบการ สำหรับไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัท มาสเตอร์ สไตล์ จำกัด (มหาชน) หรือ MASTER มีรายได้จากการประกอบกิจการโรงพยาบาลอยู่ที่ 459.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 86.98 ล้านบาท หรือ 23.37% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการศัลยกรรมที่เพิ่มขึ้น 70.42 ล้านบาท หรือ 24.01% ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มจำนวนแพทย์และกิจกรรมส่งเสริมการขายที่มากขึ้น ส่งผลให้มีผู้เข้ารับบริการเพิ่มขึ้นในหลายหัตถการ อย่างไรก็ตาม ต้นทุนการประกอบกิจการโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น 41.4 ล้านบาท หรือ 25.39% ตามการเติบโตของรายได้ โดยมีสาเหตุหลักจากค่าธรรมเนียมแพทย์ ต้นทุนยา เวชภัณฑ์ และค่าตอบแทนบุคลากรทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 254.72 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45.58 ล้านบาท หรือ 21.79% แต่เมื่อคิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) กลับลดลงเล็กน้อยจาก 56.19% ในปีก่อน เป็น 55.48% ในปีนี้ ค่าใช้จ่ายในการขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 32.14 ล้านบาท หรือ 42.96% โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายทางการตลาด 24.4 ล้านบาท จากการโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์และ Billboard รวมถึงค่าบริการแนะนำลูกค้าและค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานฝ่ายขายและการตลาดก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 19.24 ล้านบาท หรือ 61.49% โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มจำนวนพนักงานฝ่ายบริหาร ส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 2 ปี 2566 อยู่ที่ 81.51 ล้านบาท ลดลง 0.63 ล้านบาท หรือ 0.77% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยอัตรากำไรสุทธิลดลงจาก 21.99% ในปีก่อน เป็น 17.54% ในปีนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการขายที่สัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 20% เป็น 23% ของรายได้ สำหรับงวดหกเดือนแรกของปี 2566 รายได้รวมอยู่ที่ 894.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46.73% YoY และกำไรสุทธิอยู่ที่ 153.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.62% YoY โอกาส การเพิ่มจำนวนแพทย์และกิจกรรมส่งเสริมการขาย: เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มจำนวนลูกค้าและรายได้จากการศัลยกรรม ซึ่งเป็นบริการหลักของบริษัทฯ การขยายฐานลูกค้า: การลงทุนด้านการตลาดและการโฆษณาผ่านช่องทางต่างๆ คาดว่าจะช่วยเพิ่มการรับรู้แบรนด์และดึงดูดลูกค้าใหม่ๆ ได้ในระยะยาว การเติบโตของอุตสาหกรรมความงามและการแพทย์: เทรนด์ความต้องการบริการด้านความงามและการศัลยกรรมยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง การใช้เงิน IPO: บริษัทฯ ได้รับเงินจากการเสนอขายหุ้น IPO จำนวนมาก ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการลงทุนเพื่อขยายธุรกิจ สร้างอาคารและอุปกรณ์ใหม่ๆ เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต ความเสี่ยง การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการขาย: การลงทุนด้านการตลาดที่สูงขึ้นอาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรสุทธิ หากรายได้ไม่สามารถเติบโตได้ทัน การแข่งขันในอุตสาหกรรม: ธุรกิจบริการทางการแพทย์และความงามมีการแข่งขันสูง ทั้งจากผู้ให้บริการรายเดิมและรายใหม่ การพึ่งพิงแพทย์: ความสามารถในการดึงดูดและรักษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ: การเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจบริการทางการแพทย์อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ แนวโน้มค่าใช้จ่ายทางการตลาด: ติดตามว่าการลงทุนด้านการตลาดจะส่งผลต่อการเติบโตของรายได้และอัตรากำไรสุทธิอย่างไรในไตรมาสถัดไป การบริหารจัดการต้นทุน: จับตาการบริหารจัดการต้นทุนการประกอบกิจการโรงพยาบาล โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมแพทย์และต้นทุนยา เวชภัณฑ์ การขยาย Capacity: การลงทุนในอาคารและอุปกรณ์ใหม่ๆ จะสามารถรองรับการเติบโตของจำนวนลูกค้าได้มากน้อยเพียงใด การบริหารจัดการบุคลากร: การรักษาและดึงดูดแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ ผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้: ติดตามผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นที่บริษัทฯ นำเงิน IPO ไปลงทุน รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ) รายได้จากการประกอบกิจการโรงพยาบาล: เติบโต 23.37% YoY โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากรายได้ศัลยกรรมที่เพิ่มขึ้น 24.01% สะท้อนถึงความต้องการบริการที่แข็งแกร่ง การกระจายรายได้: รายได้จากการศัลยกรรมคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 79.22% ของรายได้ทั้งหมดในไตรมาส 2/66 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการพึ่งพิงบริการดังกล่าว ต้นทุนการประกอบกิจการ: เพิ่มขึ้น 25.39% YoY สอดคล้องกับการเติบโตของรายได้ โดยมีค่าธรรมเนียมแพทย์และต้นทุนยาเป็นสัดส่วนหลัก อัตรากำไรขั้นต้น (GPM): อยู่ที่ 55.48% ลดลงเล็กน้อยจาก 56.19% ในปีก่อน แต่ยังคงอยู่ในระดับสูง ค่าใช้จ่ายในการขาย: เพิ่มขึ้น 42.96% YoY เป็นสัดส่วน 23% ของรายได้ ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันอัตรากำไรสุทธิ ค่าใช้จ่ายในการบริหาร: เพิ่มขึ้น 61.49% YoY โดยมีสาเหตุหลักจากการเพิ่มจำนวนพนักงานฝ่ายบริหาร ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 3,279.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 246.45% จากสิ้นปี 2565 โดยมีสาเหตุหลักจากการได้รับเงิน IPO จำนวน 2,300 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งนำไปลงทุนในเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด (เพิ่มขึ้น 595%) และสินทรัพย์ทางการเงินหมุนเวียนอื่น (เพิ่มขึ้น 899%) รวมถึงการลงทุนในการก่อสร้างอาคารและอุปกรณ์ (เพิ่มขึ้น 458%) หนี้สินรวมอยู่ที่ 548.82 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1.10% จากสิ้นปี 2565 โดยมีเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่นเพิ่มขึ้นตามต้นทุนการดำเนินงาน ส่วนของผู้ถือหุ้นรวมอยู่ที่ 2,730.65 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมาก 576.32% จากสิ้นปี 2565 ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มทุนจากการ IPO ที่ทำให้ส่วนเกินทุนเพิ่มขึ้น 2,195.86 ล้านบาท ประกอบกับกำไรสะสม สรุปท้าย MASTER ในไตรมาส 2 ปี 2566 แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเติบโตของรายได้จากการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในกลุ่มบริการศัลยกรรม ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มบุคลากรทางการแพทย์และกลยุทธ์การตลาดที่เข้มข้น อย่างไรก็ตาม การลงทุนด้านการตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญได้ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรสุทธิ ทำให้กำไรลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะยังคงอยู่ในระดับสูง การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการขายและการรักษาอัตรากำไรสุทธิให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจจะเป็นความท้าทายสำคัญในระยะต่อไป ขณะที่ฐานะการเงินของบริษัทฯ แข็งแกร่งขึ้นอย่างมากหลังจากการระดมทุน IPO ซึ่งจะสนับสนุนการลงทุนเพื่อการเติบโตในอนาคต