Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
fin MEB บริษัท เมพ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

KCG Q2/2566 กำไรสุทธิโต 13% YoY รับยอดขายทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ฟื้นตัว

รายได้-กำไรเติบโตตามคาด แม้เผชิญต้นทุนวัตถุดิบผันผวน ฝ่ายจัดการมั่นใจครึ่งปีหลังผลประกอบการดีขึ้น บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KCG รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 50.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ภาพรวมรายได้จากการขายจะลดลง 8.6% QoQ ตามฤดูกาล แต่การบริหารต้นทุนและการปรับราคาขายช่วยหนุนอัตรากำไรขั้นต้นให้ดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลังที่คาดว่าต้นทุนวัตถุดิบจะทรงตัวและมีปัจจัยบวกจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน หัวใจรอบนี้คือ การบริหารจัดการต้นทุนและราคาขายที่สามารถชดเชยแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นในช่วงก่อนหน้าได้ ส่งผลให้กำไรสุทธิเติบโตได้แม้รายได้จากการขายจะลดลงตามฤดูกาล 1) หัวใจคืออะไร: หัวใจหลักที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ KCG ในไตรมาส 2/2566 คือ การฟื้นตัวของอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin - GPM) ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย GPM ในไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 29.6% เพิ่มขึ้นจาก 28.1% ในไตรมาส 2/2565 และเพิ่มขึ้นจาก 27.0% ในไตรมาส 1/2566 แม้ว่ารายได้จากการขายจะลดลง 8.6% QoQ มาอยู่ที่ 1,561.0 ล้านบาท แต่การที่ GPM ขยายตัวได้ ทำให้กำไรขั้นต้นรวมยังคงเติบโต 21.4% YoY เป็น 462.7 ล้านบาท และส่งผลให้กำไรสุทธิเติบโต 13.0% YoY เป็น 50.8 ล้านบาท 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น: ฝ่ายจัดการระบุว่า การที่อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้น เกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน ได้แก่ การปรับราคาขายสินค้า: บริษัทฯ ได้มีการปรับราคาขายสินค้าในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 ซึ่งส่งผลต่อเนื่องมาถึงไตรมาส 2/2566 ช่วยชดเชยต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น อัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization Rate) ที่เพิ่มขึ้น: การใช้กำลังการผลิตที่สูงขึ้นช่วยให้เกิด Economies of Scale และลดต้นทุนต่อหน่วย ต้นทุนวัตถุดิบและการนำเข้าสินค้าเริ่มปรับตัวลดลง: หลังจากที่ต้นทุนวัตถุดิบหลัก เช่น ไขมันนม ชีส นมผง และต้นทุนการนำเข้าสินค้า ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2565 และส่งผลกระทบต่อ GPM ในช่วงต้นปี 2566 แต่เริ่มทรงตัวและปรับลดลงตั้งแต่ต้นปี 2566 ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบที่ใช้ในไตรมาส 2/2566 เริ่มมีราคาที่ต่ำลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า การบริหารต้นทุนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ: การควบคุมและบริหารจัดการต้นทุนการผลิตที่ดี 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่: มีโอกาสต่อเนื่อง โดยฝ่ายจัดการคาดการณ์ว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 เนื่องจาก การใช้กำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ: ในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ของทุกปี ยอดขายมักจะเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล ซึ่งจะช่วยให้บริษัทฯ ได้ประโยชน์จาก Economies of Scale มากขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบเริ่มทรงตัวและปรับลดลง: บริษัทฯ ได้ทยอยใช้วัตถุดิบที่มีต้นทุนสูงไปจนเกือบหมดแล้ว ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบในปัจจุบันมีแนวโน้มดีขึ้น Highlight สำคัญ กำไรสุทธิ Q2/2566 เท่ากับ 50.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.0% YoY แม้รายได้จากการขายลดลง 8.6% QoQ อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) แตะ 29.6% เพิ่มขึ้น 1.5% YoY และ 2.7% QoQ จากการปรับราคาขายและต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง รายได้จากการขาย 6M/2566 เติบโต 23.2% YoY เป็น 3,268.9 ล้านบาท โดยได้แรงหนุนจากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่และการรวมงบของบริษัท อินโดกูนา (ประเทศไทย) จำกัด (IDG) ต้นทุนทางการเงินพุ่งสูงขึ้น 106.5% YoY ใน 6M/2566 เป็น 45.7 ล้านบาท จากการกู้ยืมเพื่อเพิ่มสต็อกสินค้าและการลงทุน รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงเล็กน้อย 1.3% ณ สิ้น Q2/2566 เป็น 1,168.2 ล้านบาท หลังหักการจ่ายเงินปันผล ภาพรวมผลประกอบการ ในไตรมาส 2/2566 KCG มีรายได้จากการขายรวม 1,561.0 ล้านบาท ลดลง 8.6% QoQ แต่เพิ่มขึ้น 15.1% YoY โดยการลดลง QoQ เป็นไปตามฤดูกาลที่ไตรมาส 2 เป็นช่วงยอดขายต่ำสุดของปี ขณะที่การเติบโต YoY มาจากการเพิ่มขึ้นของยอดขายในทุกประเภทผลิตภัณฑ์และทุกช่องทางการจำหน่าย รวมถึงการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ต้นทุนขายอยู่ที่ 1,098.4 ล้านบาท ลดลง 11.9% QoQ และเพิ่มขึ้น 12.7% YoY ส่งผลให้กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 462.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.4% QoQ และ 21.4% YoY อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) อยู่ที่ 29.6% เพิ่มขึ้นจาก 27.0% ในไตรมาสก่อนหน้า และ 28.1% ในปีก่อน ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารรวมอยู่ที่ 382.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.9% QoQ และ 14.2% YoY โดยอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายอยู่ที่ 24.5% เพิ่มขึ้นจาก 22.2% ในไตรมาสก่อนหน้า แต่ลดลงเล็กน้อยจาก 24.7% ในปีก่อน ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 99.0% YoY เป็น 22.9 ล้านบาท จากการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นเพื่อซื้อวัตถุดิบและลงทุน รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น กำไรสุทธิในไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 50.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.0% YoY แต่ลดลง 13.1% QoQ อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 3.2% สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 109.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.6% YoY โดยมีรายได้จากการขายเติบโต 23.2% YoY เป็น 3,268.9 ล้านบาท โอกาส การฟื้นตัวของภาคบริการและการบริโภค: การขยายตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ รวมถึงการบริโภคภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลดีต่อยอดขายของ KCG ความชัดเจนทางการเมือง: คาดว่าจะช่วยผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ การออกผลิตภัณฑ์ใหม่: เป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของรายได้ในทุกช่องทางการจำหน่าย การลงทุนใน IDG: การเข้าซื้อกิจการ IDG ช่วยเสริมกลุ่มผลิตภัณฑ์ FBI และเพิ่มยอดขายโดยรวม การใช้เงิน IPO ชำระหนี้: เงินที่ได้จากการ IPO ในไตรมาส 3/2566 จะนำไปชำระหนี้เงินกู้ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนทางการเงินในอนาคต ความเสี่ยง ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ: แม้ปัจจุบันต้นทุนเริ่มทรงตัวและลดลง แต่ยังคงมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก เช่น สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และการขาดแคลนวัตถุดิบในตลาดโลก ต้นทุนการนำเข้าสินค้าและค่าขนส่ง: ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น: ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนทางการเงินของบริษัทฯ การแข่งขันในอุตสาหกรรม: ตลาดผลิตภัณฑ์อาหารและเบเกอรี่มีการแข่งขันสูง สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ แนวโน้มอัตรากำไรขั้นต้น (GPM): จะสามารถรักษาการเติบโตได้ต่อเนื่องในครึ่งปีหลังหรือไม่ จากการใช้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นและต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง การบริหารต้นทุนทางการเงิน: หลังจากการนำเงิน IPO มาชำระหนี้ จะส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินและกำไรสุทธิอย่างไร การเติบโตของยอดขายในกลุ่มผลิตภัณฑ์ FBI: โดยเฉพาะจากบริษัท IDG ที่เข้าซื้อมา การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร: เพื่อให้สอดคล้องกับการเติบโตของยอดขาย ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกและอัตราแลกเปลี่ยน: ต่อต้นทุนการนำเข้าและกำลังซื้อของผู้บริโภค รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ) ในฐานะผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหาร KCG มีการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มบริการในแง่ของการจัดจำหน่ายและการเข้าถึงผู้บริโภค โดยมีจุดแข็งคือการเป็นผู้นำตลาดในกลุ่มผลิตภัณฑ์เนยและชีส ยอดขายตามประเภทผลิตภัณฑ์: ในไตรมาส 2/2566 ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมยังคงเป็นสัดส่วนใหญ่สุดที่ 59.8% ตามมาด้วย FBI ที่ 30.2% และบิสกิตที่ 10.0% โดยผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมมีการเติบโต YoY ที่ 15.9% ยอดขายตามช่องทางการจำหน่าย: ช่องทาง B2B มีสัดส่วน 43.5% และ B2C ที่ 51.7% โดยช่องทางส่งออกมีการเติบโต YoY สูงสุดที่ 48.3% ยอดขายตามประเภทธุรกิจ: ผลิตภัณฑ์ที่บริษัทฯ เป็นผู้ผลิตเองมีสัดส่วน 74.4% และผลิตภัณฑ์ที่ซื้อมาจำหน่ายมีสัดส่วน 25.6% ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 5,076.2 ล้านบาท ลดลง 8.4% จากสิ้นปี 2565 โดยหลักมาจากการลดลงของลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ และเงินสดจากการลงทุนในโครงการ KCG Logistics Park และการปรับปรุงโรงงาน หนี้สินรวมอยู่ที่ 3,908.0 ล้านบาท ลดลง 10.3% จากสิ้นปี 2565 โดยมีสาเหตุหลักจากการลดลงของเจ้าหนี้การค้า เงินกู้ยืม และหนี้สินตามสัญญาเช่า ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 1,168.2 ล้านบาท ลดลง 1.3% จากสิ้นปี 2565 เนื่องจากกำไรสุทธิ 6 เดือนแรกถูกหักล้างด้วยการจ่ายเงินปันผล สรุปท้าย KCG ในไตรมาส 2/2566 แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนและราคาขายที่แข็งแกร่ง ทำให้สามารถรักษาการเติบโตของกำไรสุทธิได้ แม้จะเผชิญกับความท้าทายด้านต้นทุนวัตถุดิบและยอดขายที่ลดลงตามฤดูกาล ปัจจัยบวกจากแนวโน้มต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง การใช้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น และการสนับสนุนจากภาคบริการที่ฟื้นตัว จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อผลประกอบการที่คาดว่าจะเติบโตได้ดีขึ้นในครึ่งปีหลัง ขณะที่การบริหารจัดการหนี้สินด้วยเงิน IPO จะช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงินในอนาคต นักลงทุนควรจับตาการรักษาอัตรากำไรขั้นต้นและการบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างใกล้ชิด