2026-07-25T07:32:47+00:00 fin KTC บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) KTC กำไร Q2/2566 ลดลง 4.6% ท่ามกลางพอร์ตโต 11.1% รับแรงกดดัน ECL และต้นทุนการเงิน รายได้รวมเติบโต 8.8% แต่กำไรสุทธิหดตัวเล็กน้อย เหตุตั้งสำรองหนี้สูญเพิ่มขึ้นและต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิรวม 1,806 ล้านบาท ลดลง 4.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่ารายได้รวมจะเติบโต 8.8% จากการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อรวม 11.1% เป็น 105,589 ล้านบาท โดยมี NPL อยู่ที่ 2.0% ซึ่งยังคงต่ำกว่าอุตสาหกรรม และ NPL Coverage Ratio อยู่ในระดับสูงที่ 433.2% Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน 1) หัวใจคืออะไร หัวใจหลักที่ทำให้อัตรากำไรสุทธิของ KTC ในไตรมาส 2 ปี 2566 ปรับตัวลดลง 4.6% YoY มาอยู่ที่ 1,806 ล้านบาท แม้ว่ารายได้รวมจะเติบโต 8.8% YoY มาอยู่ที่ 6,240 ล้านบาทนั้น มาจาก การเพิ่มขึ้นของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) และต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น โดย ECL เพิ่มขึ้นถึง 38.5% YoY เป็น 1,438 ล้านบาท และต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 24.3% YoY เป็น 415 ล้านบาท ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันกำไรสุทธิ แม้ว่ารายได้ดอกเบี้ยจะเติบโตได้ดี 11.8% YoY 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ECL ที่เพิ่มขึ้น: การขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อรวม 11.1% YoY เป็น 105,589 ล้านบาท ทำให้มี NPL เพิ่มขึ้นตามมาบ้าง ส่งผลให้บริษัทต้องตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการตัดหนี้สูญที่เพิ่มขึ้นด้วย แม้ว่าระดับ NPL โดยรวมจะยังคงต่ำที่ 2.0% และ NPL Coverage Ratio อยู่ในระดับสูงที่ 433.2% ก็ตาม ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น: อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของ KTC เพิ่มขึ้น 24.3% YoY เป็น 415 ล้านบาท จาก 334 ล้านบาทในปีก่อนหน้า 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ มีโอกาสต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนของต้นทุนทางการเงินที่คาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับสูงตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในตลาด ส่วนของ ECL นั้น แม้จะเพิ่มขึ้นในไตรมาสนี้ แต่ฝ่ายจัดการยังคงมั่นใจว่า NPL อยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ และคาดว่าสินเชื่อ KTC พี่เบิ้ม รถแลกเงิน จะมีปริมาณการเพิ่มยอดลูกค้าใหม่ (New Booking) เป็นลักษณะทวีคูณในครึ่งหลังของปี 2566 ซึ่งหากสามารถควบคุมคุณภาพหนี้ได้ดี ก็อาจช่วยลดแรงกดดันจาก ECL ในระยะยาวได้ อย่างไรก็ตาม การที่ ธปท. มีมาตรการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ในปี 2567 อาจส่งผลกระทบต่อรายได้ดอกเบี้ยในอนาคตได้ Highlight สำคัญ กำไรสุทธิรวมลดลง 4.6% YoY: อยู่ที่ 1,806 ล้านบาท ในไตรมาส 2/2566 ขณะที่งบเฉพาะกิจการอยู่ที่ 1,805 ล้านบาท รายได้รวมเติบโต 8.8% YoY: อยู่ที่ 6,240 ล้านบาท ขับเคลื่อนโดยรายได้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 11.8% YoY พอร์ตสินเชื่อรวมขยายตัว 11.1% YoY: อยู่ที่ 105,589 ล้านบาท โดยพอร์ตบัตรเครดิตเติบโต 11.8% YoY และสินเชื่อบุคคล KTC PROUD เติบโต 6.8% YoY NPL รวมอยู่ที่ 2.0%: ใกล้เคียงไตรมาสก่อน แต่ยังคงต่ำกว่าอุตสาหกรรม NPL Coverage Ratio สูงที่ 433.2% ECL เพิ่มขึ้น 38.5% YoY: เป็น 1,438 ล้านบาท จากการขยายตัวของพอร์ตและการตัดหนี้สูญที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 24.3% YoY: เป็น 415 ล้านบาท ตามอัตราดอกเบี้ยตลาดที่สูงขึ้น ภาพรวมผลประกอบการ ในไตรมาส 2 ปี 2566 กลุ่มบริษัท KTC มีกำไรสุทธิรวม 1,806 ล้านบาท ลดลง 4.6% YoY จาก 1,894 ล้านบาท ในปีก่อนหน้า แม้ว่ารายได้รวมจะเติบโต 8.8% YoY เป็น 6,240 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) 38.5% YoY และต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น 24.3% YoY ซึ่งหักล้างผลการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 11.8% YoY และรายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น 10.6% YoY โอกาส การเติบโตของพอร์ตสินเชื่อ: พอร์ตสินเชื่อรวมยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินเชื่อ KTC พี่เบิ้ม รถแลกเงิน ที่มีกระแสตอบรับดีขึ้นและคาดว่าจะสร้างฐานรายได้ในอนาคต ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเพิ่มขึ้น: อุปสงค์ในประเทศที่แข็งแกร่งส่งผลให้ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเพิ่มขึ้นอย่างมาก การบริหารจัดการคุณภาพหนี้: แม้ NPL จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงอยู่ในระดับต่ำและต่ำกว่าอุตสาหกรรม NPL Coverage Ratio อยู่ในระดับสูง แสดงถึงความสามารถในการบริหารจัดการหนี้ ความเสี่ยง การเพิ่มขึ้นของ ECL: การตั้งสำรองหนี้สูญที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิ ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น: อัตราดอกเบี้ยในตลาดที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงิน มาตรการ ธปท. แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน: มาตรการใหม่ๆ ที่จะเริ่มบังคับใช้ในปี 2567 อาจส่งผลกระทบต่อรายได้ดอกเบี้ยในระยะยาว การแข่งขันในอุตสาหกรรม: การแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ แนวโน้ม ECL และ Credit Cost: การบริหารจัดการคุณภาพหนี้และการตั้งสำรองในไตรมาสถัดไป การเติบโตของสินเชื่อ KTC พี่เบิ้ม รถแลกเงิน: ประสิทธิภาพในการปล่อยสินเชื่อใหม่และการสร้างรายได้ในอนาคต ผลกระทบจากมาตรการ ธปท. ต่อรายได้ดอกเบี้ย: การปรับตัวของ KTC ต่อกฎเกณฑ์ใหม่ๆ การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน: ท่ามกลางสภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น การเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียม: โดยเฉพาะจากธุรกรรมการค้าที่เพิ่มขึ้น รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์) NIM/NII: รายได้ดอกเบี้ยรวมเติบโต 11.8% YoY เป็น 3,972 ล้านบาท จากการขยายตัวของพอร์ตลูกหนี้ใหม่ โดยเฉพาะสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล อย่างไรก็ตาม ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Spread) ในไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 12.5% ลดลงเล็กน้อยจาก 12.7% YoY เนื่องจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น NPL: NPL รวมอยู่ที่ 2.0% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 1.9% ในไตรมาสก่อน แต่ยังคงต่ำกว่าอุตสาหกรรม โดย NPL บัตรเครดิตอยู่ที่ 1.2%, สินเชื่อบุคคล 3.0% และสัญญาเช่า 9.1% Coverage Ratio: อยู่ในระดับสูงที่ 433.2% สะท้อนความแข็งแกร่งในการตั้งสำรอง Credit Cost: เพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยไม่ได้ระบุตัวเลขชัดเจนในส่วนนี้ แต่จากกราฟแสดง Credit Cost อยู่ที่ประมาณ 7.3% ใน 1H66 ซึ่งสูงกว่า 1H65 ที่ประมาณ 5.9% สัดส่วนสินเชื่อ: พอร์ตสินเชื่อรวม 105,589 ล้านบาท ประกอบด้วย บัตรเครดิต 68,664 ล้านบาท (11.8% YoY), สินเชื่อบุคคล 33,385 ล้านบาท (9.6% YoY), KTC PROUD 31,727 ล้านบาท (6.8% YoY), KTC พี่เบิ้ม รถแลกเงิน 1,658 ล้านบาท (118.6% YoY), และสัญญาเช่า 3,540 ล้านบาท (11.2% YoY) เงินฝาก/CASA: ไม่ได้ระบุข้อมูลในเอกสาร CAR/Basel: ไม่ได้ระบุข้อมูลในเอกสาร รายได้ค่าธรรมเนียม: เพิ่มขึ้น 10.6% YoY เป็น 1,326 ล้านบาท จาก Interchange, ส่วนลดร้านค้า, เบิกเงินสดล่วงหน้า และติดตามหนี้ กำไรพิเศษครั้งเดียว: ไม่พบข้อมูลรายการพิเศษที่มีนัยสำคัญ ฐานะการเงินและกระแสเงินสด เงินกู้ยืม: รวม 62,833 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.9% YoY โดยมีสัดส่วนเงินกู้ระยะสั้น 25% และระยะยาว 75% D/E Ratio: อยู่ในระดับต่ำที่ 2.18 เท่า ลดลงจากปีก่อนหน้า และต่ำกว่าภาระผูกพันที่ 10 เท่า วงเงินคงเหลือ: มีวงเงินกู้ยืมระยะสั้นคงเหลือ 20,480 ล้านบาท กระแสเงินสด: ไม่ได้ระบุข้อมูลกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน/ลงทุน/จัดหาเงิน สรุปท้าย KTC เผชิญแรงกดดันจากผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ที่เพิ่มขึ้นและการปรับตัวขึ้นของต้นทุนทางการเงินในไตรมาส 2/2566 ทำให้กำไรสุทธิลดลงเล็กน้อย แม้ว่าการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อและปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรจะยังคงแข็งแกร่งก็ตาม ความสามารถในการบริหารจัดการคุณภาพหนี้และการเติบโตของสินเชื่อใหม่ๆ โดยเฉพาะ KTC พี่เบิ้ม รถแลกเงิน จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนผลประกอบการในครึ่งปีหลัง ขณะที่ต้องจับตาผลกระทบจากมาตรการของ ธปท. และสภาวะดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอย่างใกล้ชิด