2026-07-25T07:32:25+00:00 fin LOXLEY บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) LOXLEY Q2/2566 กำไรสุทธิพุ่ง 90% รับแรงหนุนจากส่วนแบ่งกำไรบริษัทร่วม-ธุรกิจบริการฟื้นตัว รายได้รวมหดตัว 20% แต่กำไรสุทธิโตแรง 90% จากการกลับรายการด้อยค่าและส่วนแบ่งกำไรบริษัทร่วมที่เพิ่มขึ้น บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) หรือ LOXLEY รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 155 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 90% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่ารายได้จากการขายและบริการจะลดลง 20% โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลให้กำไรสุทธิเติบโตอย่างมีนัยสำคัญมาจากรายการพิเศษและการฟื้นตัวของธุรกิจบางส่วน ซึ่งฝ่ายจัดการได้ชี้แจงรายละเอียดของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนกำไรสุทธิของ LOXLEY ในไตรมาส 2 ปี 2566 คือ การกลับรายการบัญชีผลขาดทุนจากการด้อยค่าตาม TFRS9 และส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากบริษัทร่วม โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเติบโตของสายธุรกิจบริการและงานโครงการ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น: การกลับรายการผลขาดทุนจากการด้อยค่าตาม TFRS9: ในไตรมาส 2 ปี 2565 บริษัทมีการบันทึกผลขาดทุนจากการด้อยค่า อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัทได้รับชำระคืนดอกเบี้ยค้างรับและลูกหนี้การค้าจากบริษัทร่วม ซึ่งเป็นผลมาจากการที่บริษัทร่วมได้รับชดเชยค่าเสียหายตามคำพิพากษาจากหน่วยงานของรัฐเพิ่มเติมเป็นจำนวนเงิน 91 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดการกลับรายการบัญชีดังกล่าวและบันทึกเป็นกำไร ส่วนแบ่งกำไรของบริษัทร่วมและการร่วมค้า-สุทธิ: ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมเพิ่มขึ้นถึง 82 ล้านบาท หรือ 70% โดยมีปัจจัยหลักมาจากผลประกอบการของกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เหล็กเคลือบที่ปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากการบริหารจัดการต้นทุนมีประสิทธิภาพมากขึ้นหลังผลกระทบจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบลดลง กำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นของสายธุรกิจงานโครงการ: แม้รายได้รวมจะลดลง แต่กำไรขั้นต้นเฉลี่ยของสายธุรกิจงานโครงการเพิ่มขึ้นจาก 11% เป็น 17% ซึ่งช่วยสนับสนุนผลประกอบการโดยรวม จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่: ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม การกลับรายการผลขาดทุนจากการด้อยค่าเป็นรายการพิเศษที่เกิดขึ้นครั้งเดียวจากการได้รับชดเชยค่าเสียหาย ในขณะที่ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่เพิ่มขึ้นนั้น มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริหารจัดการต้นทุนที่ดีขึ้นในกลุ่มธุรกิจเหล็กเคลือบ ซึ่งอาจมีโอกาสต่อเนื่องได้หากภาวะราคาวัตถุดิบยังคงมีเสถียรภาพ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจัดการไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มที่ชัดเจนในระยะยาวสำหรับปัจจัยนี้ Highlight สำคัญ กำไรสุทธิ 155 ล้านบาท: เพิ่มขึ้น 90% YoY จาก 81 ล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2565 รายได้จากการขายและบริการ 2,428 ล้านบาท: ลดลง 20% YoY จาก 3,049 ล้านบาท กำไรขั้นต้น 417 ล้านบาท: เพิ่มขึ้น 22% YoY จาก 340 ล้านบาท ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม 198 ล้านบาท: เพิ่มขึ้น 70% YoY จาก 116 ล้านบาท การกลับรายการผลขาดทุนจากการด้อยค่า 91 ล้านบาท: เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ภาพรวมผลประกอบการ LOXLEY รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีรายได้จากการขายและบริการรวม 2,428 ล้านบาท ลดลง 621 ล้านบาท หรือ 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการลดลงส่วนใหญ่มาจากสายธุรกิจเทรดดิ้งที่รายได้หดตัว 614 ล้านบาท เนื่องจากผลกระทบจากการแข่งขันในตลาดเคมีภัณฑ์และการหดตัวของความต้องการผลิตภัณฑ์น้ำมันถั่วเหลือง อย่างไรก็ตาม สายธุรกิจเน็ตเวิร์คโซลูชั่นส์และสายธุรกิจบริการยังคงมีการเติบโต โดยมีรายได้รวม 521 ล้านบาท และ 355 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งเป็นผลมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภาคบริการและการคลี่คลายของปัญหาความล่าช้าในห่วงโซ่อุปทาน แม้รายได้รวมจะลดลง แต่กำไรขั้นต้นกลับเพิ่มขึ้น 22% เป็น 417 ล้านบาท โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 11% เป็น 17% ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสายธุรกิจงานโครงการที่มียอดขายและกำไรขั้นต้นที่ดีขึ้น กำไรจากกิจกรรมดำเนินงานอยู่ที่ 24 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 80 ล้านบาทเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักจากการเติบโตของยอดขายและกำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นของสายธุรกิจงานโครงการ เมื่อรวมรายการพิเศษต่างๆ เช่น การกลับรายการผลขาดทุนจากการด้อยค่าตาม TFRS9 จำนวน 91 ล้านบาท และส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่เพิ่มขึ้น 82 ล้านบาท เป็น 198 ล้านบาท ทำให้บริษัทมีกำไรสุทธิในไตรมาส 2 ปี 2566 เท่ากับ 155 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 74 ล้านบาท หรือ 90% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โอกาส การฟื้นตัวของเศรษฐกิจภาคบริการ: ส่งผลดีต่อรายได้ของสายธุรกิจบริการ การคลี่คลายของปัญหาห่วงโซ่อุปทาน: ช่วยให้การขนส่งและการดำเนินงานราบรื่นขึ้น ผลประกอบการที่ดีขึ้นของกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เหล็กเคลือบ: จากการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ การเติบโตของสายธุรกิจเน็ตเวิร์คโซลูชั่นส์: สะท้อนถึงความต้องการโซลูชั่นด้านเทคโนโลยีที่ยังคงมีอยู่ ความเสี่ยง การแข่งขันในตลาดเคมีภัณฑ์: ส่งผลกระทบต่อรายได้ของสายธุรกิจเทรดดิ้ง การหดตัวของความต้องการผลิตภัณฑ์น้ำมันถั่วเหลือง: เป็นปัจจัยกดดันรายได้ในธุรกิจเทรดดิ้ง ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ: แม้จะลดลงในปัจจุบัน แต่ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาสำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ความล่าช้าของโครงการ: แม้จะคลี่คลาย แต่ยังคงเป็นความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ แนวโน้มรายได้ของสายธุรกิจเทรดดิ้ง: จะสามารถฟื้นตัวหรือรักษาฐานรายได้ได้หรือไม่ ท่ามกลางการแข่งขันและภาวะตลาด ผลประกอบการของบริษัทร่วม โดยเฉพาะกลุ่มเหล็กเคลือบ: จะสามารถรักษาประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนและผลกำไรได้ต่อเนื่องหรือไม่ การเติบโตของสายธุรกิจบริการและเน็ตเวิร์คโซลูชั่นส์: จะสามารถรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้ต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหรือไม่ การบริหารจัดการต้นทุน: โดยเฉพาะต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น 9% การเปลี่ยนแปลงของอัตรากำไรขั้นต้น: โดยเฉพาะในสายธุรกิจงานโครงการ รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ) สำหรับกลุ่มธุรกิจบริการของ LOXLEY ในไตรมาส 2 ปี 2566 มีรายได้ 355 ล้านบาท ซึ่งยังคงมีการเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อน ปัจจัยสนับสนุนมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภาคบริการโดยรวม และการคลี่คลายของปัญหาความล่าช้าในห่วงโซ่อุปทานที่ส่งผลดีต่อการดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม เอกสารไม่ได้ให้รายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับจำนวนสาขา, occupancy rate, หรือ utilization rate ที่เฉพาะเจาะจงสำหรับกลุ่มธุรกิจบริการนี้ ฐานะการเงินและกระแสเงินสด เอกสารที่ให้มาไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสดของบริษัท LOXLEY ในไตรมาส 2 ปี 2566 สรุปท้าย LOXLEY ในไตรมาส 2 ปี 2566 แสดงให้เห็นถึงการพลิกฟื้นของกำไรสุทธิที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 90% แม้รายได้รวมจะเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันและภาวะตลาดในธุรกิจเทรดดิ้ง แต่ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากรายการพิเศษจากการกลับรายการผลขาดทุนจากการด้อยค่า และส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นจากบริษัทร่วม โดยเฉพาะกลุ่มเหล็กเคลือบที่บริหารจัดการต้นทุนได้ดีขึ้น ประกอบกับการฟื้นตัวของธุรกิจบริการและงานโครงการที่ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่ความเสี่ยงยังคงอยู่ที่การแข่งขันในธุรกิจเทรดดิ้งและภาวะราคาวัตถุดิบ นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มรายได้ของธุรกิจเทรดดิ้งและการรักษาประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนของบริษัทร่วมในระยะต่อไป