Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
fin LPN บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)

LPN กำไรสุทธิ Q2/66 ดิ่ง 40.9% รายได้อสังหาฯ หด แต่ธุรกิจเช่า-บริหารโตหนุน

รายได้รวมวูบ 12.6% จากอสังหาฯ ชะลอตัว ขณะที่ธุรกิจเช่าและบริหารจัดการยังเติบโตได้ดี บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิส่วนที่บริษัทเป็นเจ้าของ 87.72 ล้านบาท ลดลง 40.92% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 1,740.29 ล้านบาท ลดลง 12.61% โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจให้เช่าและบริการ รวมถึงธุรกิจรับจ้างบริหารจัดการยังคงเติบโตได้ดี Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน 1) หัวใจคืออะไร หัวใจหลักที่ทำให้กำไรสุทธิของ LPN ในไตรมาส 2 ปี 2566 ปรับตัวลดลง 40.92% (YoY) มาอยู่ที่ 87.72 ล้านบาท เกิดจากการ หดตัวของรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งลดลงถึง 23.81% (YoY) แม้ว่าจะมีปัจจัยบวกจากรายได้ธุรกิจให้เช่าและบริการที่เพิ่มขึ้น 3.47% และธุรกิจรับจ้างบริหารจัดการที่เติบโตถึง 29.55% แต่ไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากธุรกิจหลักที่ชะลอตัวได้ 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น สาเหตุหลักที่ทำให้รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ลดลง มาจากการ โอนกรรมสิทธิ์โครงการที่ลดลง โดยเฉพาะโครงการอาคารชุดพักอาศัย ซึ่งเป็นสัดส่วนรายได้หลักของบริษัท ฝ่ายจัดการระบุว่ามีการรับรู้รายได้สำหรับโครงการพร้อมอยู่ และนำสินค้าพร้อมอยู่ไปทำธุรกิจเช่าและบริการ ทำให้สินค้าคงเหลือลดลง อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งปีแรก บริษัทมีการเปิดตัวโครงการใหม่ 2 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 2,300 ล้านบาท และมีแผนเปิดอีก 15 โครงการ มูลค่ารวม 11,700 ล้านบาทในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนยอดขายและรายได้ในอนาคต 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม แม้ว่ารายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์จะลดลงในไตรมาสนี้ แต่บริษัทมีแผนเปิดโครงการใหม่จำนวนมากในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งหากสามารถดำเนินการได้ตามแผนและได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาด จะส่งผลให้ยอดขายและรายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านต้นทุนการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น และสภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน อาจเป็นแรงกดดันต่ออัตรากำไรของโครงการใหม่ๆ ได้ Highlight สำคัญ กำไรสุทธิลดลง 40.92% YoY: อยู่ที่ 87.72 ล้านบาท เนื่องจากรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ลดลง รายได้รวมลดลง 12.61% YoY: อยู่ที่ 1,740.29 ล้านบาท โดยรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์หดตัว 23.81% ธุรกิจให้เช่าและบริหารจัดการเติบโต: รายได้จากธุรกิจให้เช่าและบริการเพิ่มขึ้น 3.47% และธุรกิจบริหารจัดการเพิ่มขึ้น 29.55% ค่าใช้จ่ายขายและบริหารเพิ่มขึ้น 10.50%: อยู่ที่ 247.07 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายโครงการใหม่ ยอดขายรอโอน (Backlog) อยู่ที่ 2,750 ล้านบาท: จะทยอยรับรู้รายได้ในปี 2566 และ 2567 แผนเปิดโครงการใหม่ครึ่งปีหลัง: จำนวน 15 โครงการ มูลค่ารวม 11,700 ล้านบาท ภาพรวมผลประกอบการ ในไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) มีรายได้รวม 1,740.29 ล้านบาท ลดลง 12.61% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (Q2/65) ที่มีรายได้ 1,991.50 ล้านบาท โดยรายได้หลักมาจากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลง 23.81% เป็น 1,172.82 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากธุรกิจให้เช่าและบริการเพิ่มขึ้น 3.47% เป็น 77.60 ล้านบาท และรายได้จากธุรกิจรับจ้างบริหารจัดการเพิ่มขึ้นถึง 29.55% เป็น 481.49 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นรวมอยู่ที่ 21.24% ลดลงเล็กน้อยจาก 22.31% ในปีก่อน ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นจากการขายอสังหาริมทรัพย์อยู่ที่ 21.37% ลดลงจาก 21.99% ในปีก่อน ค่าใช้จ่ายขายและบริหารเพิ่มขึ้น 10.50% เป็น 247.07 ล้านบาท จาก 223.60 ล้านบาทในปีก่อน โดยส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการขยายโครงการใหม่ ส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนที่บริษัทเป็นเจ้าของในไตรมาส 2 ปี 2566 อยู่ที่ 87.72 ล้านบาท ลดลง 40.92% เมื่อเทียบกับ 147.44 ล้านบาทในปีก่อน สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 รายได้รวมอยู่ที่ 3,564.16 ล้านบาท ลดลง 15.26% YoY โดยมีกำไรสุทธิส่วนที่บริษัทเป็นเจ้าของ 232.76 ล้านบาท ลดลง 31.30% YoY โอกาส การเปิดตัวโครงการใหม่จำนวนมาก: บริษัทมีแผนเปิดโครงการใหม่ 15 โครงการ มูลค่ารวม 11,700 ล้านบาท ในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดขายและสร้างรายได้ในอนาคต การเติบโตของธุรกิจให้เช่าและบริหารจัดการ: รายได้จากสองธุรกิจนี้ยังคงเติบโตได้ดี สะท้อนถึงความต้องการที่พักอาศัยหลังสถานการณ์โควิด-19 และการขยายธุรกิจบริหารจัดการ Backlog ที่รองรับรายได้: มี Backlog จำนวน 2,750 ล้านบาท ที่จะทยอยรับรู้รายได้ในปี 2566 และ 2567 ความเสี่ยง รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ลดลง: เป็นปัจจัยกดดันหลักต่อผลประกอบการในปัจจุบัน ต้นทุนการก่อสร้างที่อาจเพิ่มขึ้น: อาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรของโครงการใหม่ สภาวะเศรษฐกิจและความไม่แน่นอน: อาจส่งผลต่อกำลังซื้อและความสามารถในการโอนกรรมสิทธิ์ของผู้บริโภค อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนเพิ่มขึ้น: D/E อยู่ที่ 1.16 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 1.09 เท่า ในปีก่อน ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่บริษัทบริหารจัดการได้ แต่ต้องติดตามการเพิ่มขึ้นของภาระดอกเบี้ย สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ความคืบหน้าการเปิดโครงการใหม่: การเปิดตัวโครงการใหม่ 15 โครงการในช่วงครึ่งปีหลัง จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของรายได้ในอนาคต ยอดขาย (Presale) และยอดโอนกรรมสิทธิ์: ประสิทธิภาพในการสร้างยอดขายและการโอนกรรมสิทธิ์ของโครงการใหม่และโครงการเดิม อัตรากำไรขั้นต้นของโครงการใหม่: การบริหารจัดการต้นทุนการก่อสร้างและราคาขายเพื่อรักษาอัตรากำไร การบริหารจัดการกระแสเงินสด: การรักษาสภาพคล่องให้เพียงพอต่อการดำเนินงานและการลงทุน ทิศทางอัตราดอกเบี้ย: การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินและกำลังซื้อของผู้บริโภค รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง) ยอดขายรอโอน (Backlog): ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2566 อยู่ที่ 2,750 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการอาคารชุดพักอาศัย (85%) ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ในปี 2566 และ 2567 การเปิดโครงการใหม่: ในไตรมาส 2 เปิด 2 โครงการ มูลค่า 2,300 ล้านบาท และมีแผนเปิดอีก 15 โครงการ มูลค่า 11,700 ล้านบาท ในครึ่งปีหลัง แบ่งเป็นอาคารชุด 3 โครงการ (3,100 ล้านบาท) และบ้านพักอาศัย 12 โครงการ (8,600 ล้านบาท) ที่ดินและต้นทุนโครงการระหว่างก่อสร้าง: เพิ่มขึ้น 17.54% เป็น 12,978.44 ล้านบาท สะท้อนการลงทุนในโครงการใหม่และการพัฒนาโครงการต่อเนื่อง ฐานะการเงินและกระแสเงินสด สินทรัพย์รวม: เพิ่มขึ้น 6.90% เป็น 25,778.15 ล้านบาท โดยมีที่ดินและต้นทุนโครงการระหว่างก่อสร้างเพิ่มขึ้น 1,936.62 ล้านบาท ขณะที่สินค้าคงเหลือลดลง 954.50 ล้านบาท หนี้สินรวม: เพิ่มขึ้น 13.07% เป็น 13,847.24 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืมระยะสั้นและยาว 1,205.83 ล้านบาท และเจ้าหนี้การค้าเพิ่มขึ้น 401.53 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E): เพิ่มขึ้นจาก 1.09 เท่า เป็น 1.16 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2566 กระแสเงินสดรวมสุทธิ: ลดลง 11.33% เป็น 450.50 ล้านบาท เนื่องจากมีการบริหารสภาพคล่องให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน สรุปท้าย LPN เผชิญความท้าทายจากรายได้หลักจากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลงในไตรมาส 2 ปี 2566 ส่งผลให้กำไรสุทธิหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม การเติบโตของธุรกิจให้เช่าและบริหารจัดการ รวมถึงแผนการเปิดโครงการใหม่จำนวนมากในช่วงครึ่งปีหลัง เป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาเพื่อประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของผลประกอบการในระยะต่อไป โดยบริษัทต้องบริหารจัดการต้นทุนและสภาพคล่องอย่างมีประสิทธิภาพท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน